วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไม่ใช่พยายาม


ไม่ใช่พยายาม


อัน ความพยายามทำความปล่อยวางนั้น ถ้าเราไป ทำความปล่อยวาง นั่นเราจับมันแล้ว เราไม่รู้ความคิดแล้ว เราไปคิดขึ้นมาว่า “จะปล่อยวาง” มันจึงเป็นสองเรื่องแล้ว เป็นความคิดสองชั้นแล้วนะนั่น มันคิดมา มันไม่รู้จักวิธีที่จะปล่อยวาง มันทุกข์นะ เมื่อเราไปคิดพยายามจะปล่อยวางมัน มันก็เป็นสองทุกข์เข้าไปแล้ว หนึ่ง มันคิดไปตามเรื่องของมัน สอง เราไปพยายามปล่อยวางมัน เป็นสองทุกข์แล้วนะ ขออนุญาตนะ เข้าใจคำพูดอันนี้ไหม


หนึ่ง มันคิด คุณว่ามันคิดแล้วมันเป็นทุกข์ นอนไม่หลับ สอง คุณพยายามไม่ให้มันคิดใช่ไหม พยายามปล่อยวางใช่ไหม มันเป็นสองเรื่องแล้วนั่น สองทุกข์แล้ว ไม่ใช่ให้เราไปพยายามมัน ที่เราไปพยายามนั่นแหละ เราไปทำให้มันทุกข์แล้ว..


เราเพียงรู้.. คือ พอคิดปุ๊ปขึ้นมา คุณต้องปล่อยทันที คือ มาเอาความรู้สึก คุณจะทำอะไรอยู่ก็ทำ กำมือก็ได้ เหยียดมือก็ได้.. แล้วคุณจะได้รู้สถานที่.. ที่ตรงนั้นเอง.. ที่พระพุทธเจ้าท่านเคยสอนไว้



ทุกข์ – ให้กำหนดรู้.. นี่เรากะพริบตา เราหายใจ.. เราเคลื่อนไหว มันเป็นตัวทุกข์อยู่แล้ว ให้รู้จักสิ่งที่เคลื่อนไหวภายนอกนี้เป็นทุกข์

สมุทัย – ต้องละ แต่เราไม่รู้ตัวที่ต้องละ อันนี้มันคิดปุ๊ป – เราก็ไปคิดอีก มันก็เป็นสองชั้น เราไม่ได้ละ ทีนี้พอมันคิดปุ๊ป – เรามาทำความรู้สึก มันวางมันเอง มันต้องปล่อยตัวมันเอง

มรรค – ต้องเจริญ มรรคต้องทำบ่อยๆ เมื่อทำบ่อยๆ ก็มีความชำนิชำนาญ มีความคุ้นเคยกับสิ่งนี้ที่มันเจริญ ที่มันต้องมากขึ้น

นิโรธ – คือทำให้แจ้ง สิ่งนั้นแหละมันจะคลายตัวมันเอง เหมือนแหวนกับนอตนั่นแหละ มันจะค่อยหมุนคลายเกลียวมันออก คลายเกลียวมันออกแล้วมันจะหลุด เมื่อมันหลุดแล้วคุณก็ต้องรู้ – “โอ! มรรคต้องเจริญ นิโรธทำให้แจ้ง”




คำว่า “ทำให้แจ้งนั้น” คุณจะไปแจ้งอะไร ก็ความเกี่ยวเนื่องกับชีวิตของคุณ
ต้องรู้ รู้ชีวิตของคุณนั่นแหละ ไม่ใช่ไปรู้ชีวิตคนนั้นรู้ชีวิตคนนี้





ที่มา – หนังสือ รู้อย่างไม่รู้ รู้อย่างผู้รู้ หน้า 11-14
หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

ระลึกถึงครูที่แท้ หลวงพ่อชา สุภัทโท พระราชสุเมธาจารย์ โดย : มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

"ท่านยอมรับเราเป็นลูกศิษย์ เป็นฝรั่งด้วย สอนลำบาก ตัวใหญ่ด้วย หลวงพ่อชาไม่เคยกลัวอาตมาสักนิดเดียว วันหนึ่ง อาตมากำลังนั่งคิด เรามองดูหลวงพ่อชา ตัวเล็กๆ นะ แต่ในใจเรารู้สึกว่า หลวงพ่อชาใหญ่กว่าเรา ท่านเป็นพระผู้ใหญ่จริงๆ รูปร่างไม่ใหญ่ แต่เรามีความรู้สึกว่า ท่านใหญ่ ท่านเป็นผู้มีปัญญา ปัญญาไม่มีขอบเขต ไม่มีอะไรที่กำจัดได้ มีแต่ร่างกายและจิตใจของเรามีอวิชชาไม่รู้เรื่องอะไรเลย"

บางส่วนจากบทความด้านล่
าง


ระลึกถึงครูที่แท้ หลวงพ่อชา สุภัทโท พระราชสุเมธาจารย์
โดย : มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

"เพราะเราไม่รู้ภาษาที่จะเข้าใจหลวงพ่อชาแสดงธรรม ไม่รู้วินัย แต่เรามีความสามารถอย่างหนึ่งคือ รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ หลวงพ่อชาให้อยู่กับผู้รู้ ให้อยู่กับคำบริกรรม พุทโธ จนมีสติสัมปชัญญะ อบรมสมาธิให้เกิดปัญญา"

16 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันครูแล้ว ยังเป็นวันสำคัญยิ่งของชาวไทย เนื่องจากเป็นวันที่พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) ผู้ก่อตั้งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ละสังขารผ่านมา 20 ปี

คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ท่านได้มอบไว้แก่มนุษยชาติก็คือการเผยแผ่พระธรรมคำสอนจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ผ่านการปฏิบัติมาตลอดชีวิต และจากการพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ต้นสายพระป่าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ท่านก็นำธรรมะจากครูบาอาจารย์มาปฏิบัติขัดเกลาจนหมดสิ้นกิเลส หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอย่างสิ้นเชิง มากไปกว่านั้น ท่านยังอบรมสอนชาวไทยและชาวต่างชาติจนได้บวชเรียนปฏิบัติอย่างเข้มข้นจนสุดทางทุกข์ไม่น้อย

โรเบิร์ต แจ็คแมน นาวิกโยธินชาวอเมริกันเดินทางมาประจำการที่กรุงเทพในฐานะอาสาสมัคร Peace Corps สอนภาษาอังกฤษให้ทหารไทย และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรเบิร์ตสนใจโลกตะวันออกมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา โดยจบปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์ของประเทศจีน และยังได้ปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ของอินเดีย มาอีกใบด้วย

หนุ่มแจ็คแมนร่างสูงใหญ่ยังมีความสนใจปฏิบัติธรรม และแสวงหาอาจารย์ที่จะชี้นำเส้นทางแห่งธรรมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้

ทว่า การหาอาจารย์ทางจิตในสหรัฐเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งตำรับตำราเกี่ยวกับพุทธศาสนา และการวิปัสสนาเรียกว่านับเล่มได้ หลังจากสำเร็จปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย เขาสมัครเป็นอาสาสมัคร peace corp เพื่อไปสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศมาเลเซีย และไปอยู่ที่นั่น 2 ปี ถึงมีโอกาสเดินทางมาประเทศไทย

โรเบิร์ต เกิดความเบื่อหน่ายในความคิดที่ทำให้เกิดทุกข์ จึงตั้งใจแสวงหาอาจารย์ที่สอนทางพ้นทุกข์ กระทั่งมีเพื่อนฝรั่งแนะนำให้ไปบวชเรียน ที่หนองคายจึงเดินทางไปที่วัดศรีสะเกษ จังหวัดหนองคาย โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมปริยัติมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ บรรพชาให้เป็นสามเณรสุเมโธ หมายถึง ผู้มีปัญญา

วันหนึ่งได้พบกับพระสมหมาย ลูกศิษย์หลวงพ่อชาซึ่งไปธุดงค์ที่หนองคายและได้ฟังเรื่องหลวงพ่อชาจึงขอพระอุปัชฌาย์บวชพระ
และไปจำพรรษาที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานีในเวลาต่อมา หลังจากนั้น ชีวิตของพระโรเบิร์ต สุเมโธก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงกว่า 40 พรรษาในร่มกาสาวพัสตร์

"เราได้ยินชื่อของหลวงพ่อชาเป็นครั้งแรก ในปี 2509 ตอนนั้นเป็นสามเณรอยู่ที่หนองคาย ยังไม่อยากบวชเป็นพระ เราปฏิบัติแบบยุบหนอพองหนอ อาจารย์อาตมาให้อยู่ในกุฏิตลอด ไม่ได้ไปไหน ออกมาเดินจงกรมอย่างเดียว ไม่ต้องพูดกับใครเลย"

ช่วงชีวิตสามเณร สามเณรสุเมโธได้แต่อยู่ในกุฏิ เฝ้าระวังจิตอยู่กับตัวเองเท่านั้น ไม่มีเพื่อน ไม่มีแม่ ไม่มีพ่อ และต้องอดทนกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น สามเณรสุเมโธมีความรู้สึกว่าต้องการแสวงหาอาจารย์เพื่อขัดเกลาอัตตาของตน

"พอได้เจอกับพระสมหมายที่ไปธุดงค์ที่นั่น ท่านพูดภาษาอังกฤษได้ อาตมาก็เลยพูดไม่หยุด ท่านพูดถึงหลวงพ่อชาตลอดว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ อาตมาก็อยากพบครูบาอาจารย์จึงไปหาพระอุปัชฌาย์ของอาตมาขอบวชเป็นพระ และขอไปจำพรรษาที่วัดหนองป่าพง อยากจะไปกับพระสมหมาย พระอุปัชฌาย์ก็บอกว่า ดีเหมือนกัน เคยได้ยินชื่อหลวงพ่อชา คงจะดี "

หลังจากบวชเป็นพระแล้ว พระสุเมโธเดินทางไปวัดหนองป่าพง โดยคิดว่าคงเป็นวัดที่ทันสมัย แต่พอไปถึงกลับพบว่ามีพระอยู่ 17 รูปเท่านั้น ไม่มีไฟฟ้า คนไทยไม่เคยเห็นอเมริกันบวชเป็นพระ

พระสุเมโธพูดถึงสมัยมาจำวัดอยู่หนองป่าพงเมื่ออายุ 32 ปีว่า รู้สึกผิดหวังในชีวิตมาก วิชาความรู้จากการเรียนปริญญา วิชาการรบจากการเป็นทหารและยังเป็นอะไรหลายอย่าง แต่กลับพบว่า ความรู้ทั้งหลาย ประสบการณ์ทั้งหลายไม่มีประโยชน์เลย

"มาอยู่ที่นี่ ไม่เคยคิดจะสึกเลย ไปบวชเป็นสามเณรที่หนองคาย มีอาจารย์ที่มีปัญญาช่วยให้เราที่เราจะหลุดพ้นจากความคิดสงสัยในใจเราช่วยให้เรามีสติสัมปชัญญะ
มีพระวินัยที่ช่วยขัดเกลากิเลสไปสู่ความพ้นทุกข์ได้"

"เมื่อไปอยู่วัดหนองป่าพงแล้ว เราไม่แสวงหาวัดอื่น เวลาหลวงพ่อชาสอน เราไม่รู้ความหมาย ความจริงหลวงพ่อชารู้จิตใจเราเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เรามีความโกรธก็รู้ว่า อารมณ์เป็นอย่างนี้ เรากลัวอะไร มีท่านเท่านั้นที่เห็น หลวงพ่อชา รู้วาระจิตของเราได้ "

หลวงพ่อชาให้บริกรรมพุทโธ เป็นผู้รู้อารมณ์ ไม่ให้เห็นว่าตัวตนรู้อารมณ์ ไม่ใช่สุเมโธโกรธอย่างนี้ ท่านบอกว่า สุเมโธโกรธไม่ได้ แต่รู้อารมณ์โกรธได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พระหนุ่มชาวอเมริกันไม่เคยคิดอย่างนี้มาก่อน บ่อยครั้งเวลาหลวงพ่อแสดงธรรมแล้ว อดีตนาวิกโยธินฟังไม่รู้เรื่อง ขอกลับกุฏิ แต่กลับถูกปฏิเสธ
ภิกษุหนุ่มจึงแย้งไปว่า "ท่านไม่แฟร์เลย" แต่ก็ยอมเพิ่งพิจารณาอารมณ์โกรธของตน เห็นอารมณ์เป็นสังขาร และตระหนักว่า "ยังไม่บรรลุขันติบารมี"

ในวัฒนธรรมอเมริกัน ไม่มีคนสอนเรื่องความอดทน อยากได้อะไรก็ได้ทันทีจึงเป็นเรื่องที่พรุสุเมโธต้องเรียนรู้อย่างหนัก และได้อาจารย์ดีเลิศอย่างหลวงพ่อชา กำหนดพุทโธให้เห็นอารมณ์อย่างเดียว พระอาจารย์ชาสอนให้รู้อารมณ์ว่าเป็นสังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) แล้วให้อดทนต่ออารมณ์นั้นแล้วมันจะดับลงได้
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้ หลวงพ่อชาทำให้พระอเมริกันพิสูจน์อริยสัจสี่ในใจ

"บางทีหลวงพ่อชาส่งไปอยู่กับพระที่วัดอื่นบ้าง ไปอยู่ที่ไหน เราก็ดูอารมณ์ได้ เพราะไปที่ไหนก็มีอารมณ์ ญาติโยมแบบนี้ สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนี้ อาหารเป็นอย่างนี้ เรามีอารมณ์แบบนี้ มีความสุข มีความทุกข์ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไว้ใจมันไม่ได้เลย การรู้อารมณ์มากับการมีสติสัมปชัญญะปัจจุบันตลอด
เอาปัญญาอบรมสมาธิให้เห็นทุกข์"

พระพุทธเจ้าสอนอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งเป็นกระบวนการต่างไปจากโลกทัศน์ของชาวตะวันตก คำสอนที่บอกว่า ความทุกข์มีอยู่ สร้างความสงสัยให้คนฝรั่งว่า ทำไมพระพุทธเจ้าสอนเรื่องความทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครชอบ ไม่มีใครอยากมีความทุกข์ อยากมีความสุขกันทั้งนั้น
เช่นเดียวกับที่หลวงพ่อชาขยายความให้รู้ว่าโลกนี้ มีแต่ขันธ์ 5 เป็นสังขาร เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้พระสุเมโธเริ่มเปรียบเทียบกับศาสนาต่างๆ

"ทุกศาสนามีพระเจ้าเป็นใหญ่ แต่พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า ไม่เป็นศาสนาอะไร ไม่มีพระเจ้าเลย แล้วยังยกความทุกข์มาเป็นอริยสัจ ให้เรายอมรับทุกข์มีอยู่ในจิตใจของเรา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเรื่องสังขาร หูอยากฟังเสียไพเราะ ไม่อยากฟังเสียงไม่เพราะ พระพุทธเจ้าบอกว่า นี่แหละไม่อยากก็ทุกข์ เป็นอารมณ์ทุกข์ภายใน เป็นสังขารที่เราปรุงแต่งขึ้นเอง และที่สำคัญ มันไม่เที่ยง เอาปัญญามาอบรมจิตใจของเราได้"

หลังจากได้มาอยู่กับหลวงพ่อชา พระฝรั่งก็เข้าใจตรงนี้ได้
"หลวงพ่อชาบอกว่า พุทโธ ผู้รู้ ไม่ได้เห็นอารมณ์ แต่อยู่กับรู้ ตัณหา ความอยากได้ อยากมีอยากเป็น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผู้รู้จะเห็นการเกิดดับของตัณหาได้ ตัณหาเห็นตัณหาไม่ได้" พระสุเมโธ เล่าย้อนถึงช่วงที่อยู่รับฟังคำเสนอจากอาจารย์ชาต่อไปว่า

"หลวงพ่อตั้งชื่อว่าสุเมโธ เรารู้ความหมายด้วยว่า ผู้มีปัญญาดี
เปลี่ยนจากโรเบิร์ต เป็นสุเมโธ ก็ไม่ขัดข้อง เพราะเบื่อโรเบิร์ตแล้ว เป็นสุเมโธ แต่ถ้าเราไปยึดถือโรเบิร์ต หรือ สุเมโธก็ดี เราก็ไม่เห็นเกิดดับของทุกข์ เราก็หลงกับคำว่าสุเมโธได้ เวลาหลวงพ่อชาเทศน์ว่า ไม่ได้เป็นผู้ชาย ไม่ได้เป็นผู้หญิง ไม่ได้เป็นฝรั่ง ไม่ได้เป็นไทย ไม่ได้เป็นอะไร เราก็ขำ ว่าหลวงพ่อชาไม่เป็นผู้ชายหรือ เพราะเราเห็นว่าเราเป็นผู้ชายจริงๆ ไม่สงสัยเลย แต่เมื่อเราพิจารณาอย่างที่หลวงพ่อพูดบ่อยๆ เวลาเราเกิดในอเมริกา
เราไม่มีชื่อนะ เรามีรูปร่างเป็นชาย แต่เราไม่รู้ว่าเราเป็นผู้ชายนะ แต่แม่เป็นคนบอกว่าเราเป็นผู้ชาย เด็กทารกไม่มีปัญญาอะไร ในเรื่องวัฒนธรรม ไม่มีชื่อ ไม่มีเชื้อชาติ"

หลวงพ่อชาเปรียบเทียบให้หวนกลับไปทบทวนตอนเกิดที่ยังไม่มีชาติ ไม่มีภาษา ไปอยู่กับจิตเดิม ไม่มีสังขารเกิดขึ้นที่จะยึดถือตัวเราเป็นตัวเป็นตนได้ให้พิจารณาได้ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจไม่มีรัก ไม่มีรังเกียจ เป็นจิตสงบ เป็นจิตที่มีปัญญา นำทางอบรมพวกที่มีอวิชชา มีความสงสัย มีความทุกข์ในปัจจุบันได้ เอาพุทโธเป็นหลัก อยู่กับคำบริกรรมพุทโธ ผู้รู้ เมื่อสุเมโธเกิดขึ้นในจิตใจก็ให้ผู้รู้กำกับ

"เวลาเรารู้ว่าเราเป็นผู้ชาย ผู้รู้บอกว่า จิตเดิมไม่มีเพศ ไม่มีชาย ไม่มีหญิง ความยึดมั่นถือมั่น ทำให้เป็นนั่นเป็นนี่ เวลาปล่อยวางสังขาร ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น นี่คือทางพ้นทุกข์ไปจากจิตใจเราด้วย"

สู่อนัตตา...

ในวาระครบรอบละสังขารผ่านมา 20 ปีของหลวงพ่อชา สุภัทโท ภิกษุหนุ่มผู้มีปัญญาล่วงเข้าสู่วัย 77 เดินทางกลับมาร่วมงานที่วัดหนองป่าพงประจำปี หวนระลึกถึงหลวงพ่อชา และมีอารมณ์เกิดขึ้นว่า กตัญญูกตเวที นี่เป็นอารมณ์ที่เป็นประโยชน์มาก

"ท่านยอมรับเราเป็นลูกศิษย์ เป็นฝรั่งด้วย สอนลำบาก ตัวใหญ่ด้วย หลวงพ่อชาไม่เคยกลัวอาตมาสักนิดเดียว วันหนึ่ง อาตมากำลังนั่งคิด เรามองดูหลวงพ่อชา ตัวเล็กๆ นะ แต่ในใจเรารู้สึกว่า หลวงพ่อชาใหญ่กว่าเรา ท่านเป็นพระผู้ใหญ่จริงๆ รูปร่างไม่ใหญ่ แต่เรามีความรู้สึกว่า ท่านใหญ่ ท่านเป็นผู้มีปัญญา ปัญญาไม่มีขอบเขต ไม่มีอะไรที่กำจัดได้ มีแต่ร่างกายและจิตใจของเรามีอวิชชาไม่รู้เรื่องอะไรเลย"

"หลงอารมณ์เรื่อยๆ ไป เป็นทาสอารมณ์ หลงแต่โลกียธรรมตลอด ไม่เคยสงสัยสิ่งเหล่านี้ คนชื่นชมก็ยินดี คนอิจฉาเราก็ภูมิใจ คนโกรธ เราก็โมโหได้ ถูกลอตเตอรี่เป็นมหาเศรษฐี
เราก็ยินดี พอเศรษฐกิจตกต่ำ ก็อยากฆ่าตัวตาย อารมณ์มันเปลี่ยนแปลงตลอดตามความคิดความเห็นตลอดเวลา แต่สิ่งที่จะอาศัยที่จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังขาร คือ สติสัมปชัญญะ และปัญญา พระสุเมโธเทศน์ว่า ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้ายกสติสัมปชัญญะ ปัญญาเป็นใหญ่ ฝรั่งไม่เคยยกสติอย่างนี้เป็นใหญ่ของศาสนา ไม่เคยเห็นในปรัชญาของตะวันตกที่พูดถึงเรื่องสติเป็นใหญ่

"ศาสนาส่วนมากยกพระเจ้าเป็นใหญ่ พระเจ้าเป็นผู้ที่คิดได้ คิดสูงๆ ถ้าเราคิดมากๆ อาจเป็นพระเจ้า แต่ถ้าเราคิดอย่างนี้ ทางพุทธบอกว่านี้คือสังขาร เราจะบังคับสังขารให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แต่ผู้รู้สังขารไม่เป็นสังขารแล้ว เป็นผู้อยู่เหนือสังขารที่จะรู้สังขาร "

"ที่สำคัญคือ อย่าเชื่อที่อาตมาสอน หลวงพ่อชาบอกว่า อย่าไปเชื่อ ให้สงสัยแล้วพิจารณาเอง"

ท่านบอกว่า นี่เป็นปัญญาของพระพุทธเจ้า พร้อมยกตอนที่ท่านปรินิพพาน พระอานนท์สงสัย พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่มีคนสอน ท่านบอกว่ามีพระธรรมคำสอน พระวินัย ให้เคารพพระวินัย

"บางทีเราอ่านแล้ว ทำไมมันเยอะ หลวงพ่อชา เคารพพระวินัยมาก ท่านทำให้เราเห็นอารมณ์ของความพอใจไม่พอใจ และไม่ให้กิเลสตัณหามันนำทางเราไปอีก"

สำหรับอนาคตของประเทศไทย พระฝรั่งร่างใหญ่พูดไทยชัดเปรี๊ยะบอกว่า "เมืองไทยจะเป็นอย่างไร ต่อไปจะเป็นอย่างไร เราเป็นห่วงอนาคต สังคมไทย รัฐบาลไทย เศรษฐกิจไทย จะเปลี่ยนไปอย่างที่ชอบ หรือที่เราไม่ต้องการ แต่ผู้รู้ เห็นสังขาร เห็นความห่วง เห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราก็มีความสบายใจ เราพูดไม่ดี ทำไม่ดี เกิดความสงสัย เป็นคนบาป โกหกอะไรก็ได้ แต่ความจริง เราเห็นเข้าไปในปัจจุบัน ความทรงจำของเรา อดีต อนาคตเป็นเรื่องสังขารทั้งนั้น ปัจจุบันธรรมเป็นเรื่องของทุกข์
การดับทุกข์ ให้เราพิจารณาในใจเรา"

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

"อารมณ์พระนิพพาน"

 "อารมณ์พระนิพพาน"

    มันไม่มีอารมณ์อะไรนี่ อารมณ์อย่างเทวดาก็ไม่มี อารมณ์อย่างพรหมก็ไม่มี จะมานั่งห่วงว่าคนนั้นจะแก่ก็ไม่มี ห่วงว่าคนนั้นจะป่วยก็ไม่มี ห่วงว่าคนนั้นจะหิวมันก็ไม่มี ห่วงว่าคนนั้นจะเหนื่อยมันก็ไม่มี
   
    มันไม่มีอะไรจะห่วงทั้งหมด อารมณ์มันเฉยๆ ถึงจะเป็นลูก เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นสามีภรรยา อารมณ์เดินมันก็ไม่มี แต่ความนึกถึงกันในอดีตนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
   
    แต่ขึ้นมาบนนี้อารมณ์มันปล่อยหมด แต่ทว่าคำว่า พันธะ ยังมีอยู่นิดนึงคือ ห่วงพวกที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ห่วงแล้วจิตมันก็ไม่เป็นทุกข์หรอก มีกังวลอยู่นิดเดียวว่า ทำอย่างไรเขาจึงจะเป็นพระอรหันต์
   
    จะหาวิธีใดที่จะให้เขามานิพพานได้ พระองค์อธิบายว่าขณะที่ทรงขันธ์ ๕ อยู่ ให้ทำจิตเหมือนกับอยู่นิพพาน แต่ทว่ากิจที่จะต้องทำก็คือภาระเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ถือว่าเราทำเพื่อมันทรงอยู่ เพราะมันยังไม่ดับแต่อย่ามีอารมณ์กังวล
   
    มันอยากกินก็ให้มันกิน มันอยากขี้ก็ให้มันขี้ มันอยากนอนก็ให้มันนอน ทำสภาวะเหมือนกับว่า ร่างกายเป็นเสือตัวร้ายที่เราเลี้ยงไว้ แต่เรากำลังจะกระโดดหนีเสือ แต่มันยังไปไม่ได้
   
    เมื่อเราอยู่กับเสือก็มีความรังเกียจเสือ เราให้มันกินเพราะความจำใจ แต่เนื้อแท้จริงๆเราไม่ต้องการมันเลย แล้วพระพุทธองค์ทรงสรุปอีกว่า
   
    "ให้พยายามรักษากำลังใจ ว่าที่เราทรงขันธ์อยู่ให้เหมือนกับว่า เราละขันธ์ ๕ ไปอยู่ที่นิพพาน คืออย่าให้มีอารมณ์ยุ่ง ทำทุกอย่างเพื่อเราละโลกนี้ เทวโลก พรหมโลก ซึ่งเหมือนพยัคฆ์ร้ายที่คอยทำอันตรายเรา เราต้องการอย่างเดียว คือ พระนิพพาน" 


    โดย หนังสือธรรมปกิณกะ (ฉบับพิเศษ)



http://ufokaokala.com/index.php?topic=5613.msg45868#msg45868