วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

วันเกิด


อวิชชาพาจิตจึงจุติ
ควรดำริเร่งมรรคเพื่อผลให้
ก่อนชรามรณะจะพรากไป
เวียนวนในวัฏฏะชั่วนิรันดร์

..........................

ถ้าการครบรอบวันเกิดในแต่ละปี
เป็นการหยั่งลงในครรภ์เพื่อการเกิดใหม่ในแต่ละภพ
คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักเลย

............................

By No.9

หนังสือธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน (ฉบับสมบูรณ์)

ไฟล์ต้นฉบับ  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน (ฉบับสมบูรณ์)

ได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเรียบร้อยแล้ว  มีทั้งหมด 192 หน้า

ท่านที่สนใจจะเข้าไปชมรูปแบบหนังสือเล่มนี้  Download ได้จาก link นี้ค่ะ


http://file.uploadfile.biz/i/MDEVMEIIEVDNEW









คำนำ


ใช่คุณ...หรือเปล่า ?

หนักเหลือเกิน...กับการที่ต้องแบกความทุกข์ ความหนักใจไว้ทั้งชีวิต

เหนื่อยเหลือเกิน ....กับการที่ต้องกระทบกระทั่งอารมณ์หลากหลาย หัวเราะ ร้องไห้   ยินดี ยินร้าย ที่ถาโถมเข้ามา  ตลอดเวลาทุกวันคืน

เบื่อเหลือเกิน....กับการเวียนเกิด  เวียนตาย  อยู่ในสังสารวัฏอันยาวไกล  โดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง  และจะยังวนเวียนไปอีกเท่าไรหนอ ?

....ลองหยุดสักนิด....แล้วถามตัวเองว่า....
เราทุกข์เพราะสิ่งใด...?
เรากำลังแบกอะไร  …?
เราจะวางลงได้ไหม  ....?
เราจะวางอย่างไร....?
เมื่อเห็นทุกข์  ย่อมอยากออกจากทุกข์...จึงต้องมีคำถาม แล้วก็หาคำตอบ
และ  “คำตอบ”....ที่คุณค้นหา   อยู่ในหนังสือเล่มนี้ 

.....  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน

เป็นการถ่ายทอด...กฎธรรมชาติ....กฎแห่งกรรม  ... กฎของจักรวาล ผ่านหนังสือเล่มนี้  โดยผู้ทรงภูมิปัญญาจากต่างดวงดาวในจักรวาลนี้  เพื่อให้มนุษย์บนโลกใบนี้  ได้มองเห็นสัจจะธรรม  หรือกฎธรรมชาติในอีกมุมหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง  ที่เกิดขึ้น   ตั้งอยู่  ดับไป  ซึ่งกฏธรรมชาติ  เป็นกฎเดียวกันในทุก ๆ จักรวาล

ธรรมชาติ   สามารถเข้าถึงได้

อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็น

วันนี้....คุณอาจโชคดี  ที่ได้เห็นธรรมชาติของขันธ์ 5   ผ่านภาษาเรียบง่ายที่เข้าใจได้ทันที....โดยผ่านหนังสือเล่มนี้...เท่านั้น

ข้อความที่เป็นสัจธรรมนี้   ไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยภาษาที่เลิศเลอ  แต่เป็นถ้อยคำง่าย ๆ   ที่ผู้อ่านทุกวัย  สามารถเข้าใจได้ทันทีที่อ่านจบ 

ออกจากทุกข์ได้ทันที  ที่อยากออก
 
วางความหนักได้ทันที  ที่อยากวาง

จะสุข หรือทุกข์  จะยึดหรือวาง  จะว่างหรือวุ่น ... คุณเลือกได้

อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว  มุมมองคุณจะเปลี่ยนไป  คุณจะเห็นความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติที่เป็นเช่นนั้นเองอยู่ตลอดเวลา  และไม่ไปบังคับบัญชาสิ่งเหล่านั้น  ความเห็นผิดยึดติดในอัตตาตัวตนจะลดน้อยถอยลงไป   จนคุณสามารถเลือกได้  ว่าอยากจะทุกข์ต่อไป  หรือจะคืนความทุกข์ให้ธรรมชาติ  โดยไม่ไปคว้าเอามาครอบครอง
คำถามมากมาย  คำตอบหลากหลายที่ได้พบเจอจากสถานที่ต่าง ๆ  อาจทำให้เบาบางจางคลายจากความทุกข์ได้เป็นครั้งๆ  แล้วก็กลับมาทุกข์ใหม่  ด้วยความไม่เข้าใจขันธ์ 5 ตามจริง


แต่...หนังสือเล่มนี้จะทำให้...ความทุกข์หายไปอย่างถาวร ถ้าคุณทำได้.. 

ด้วยมุมมองที่เข้าใจ....ว่าความทุกข์เกิดขึ้นเพราะไปอุปาทาน  ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ว่านั่นเรา  นั่นเป็นเรา  นั่นเป็นของเรา  จึงยึดมั่นถือมั่นกันเอาไว้  จึงต้องเวียนเกิดเวียนตาย...จนนับภพนับชาติไม่ได้แล้ว
เพราะอวิชชา  คือความเห็นผิด  ทำให้ยึดติดในตัวตน....เรา  เขา

แต่...วันนี้...มุมมองของคุณจะเปลี่ยนไป...อัตตาตัวตนของคุณจะหล่นหาย  เพราะไม่อยาก ”ยึดไว้” อีกแล้วนั่นเอง.


กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา)
www.ufokaokala.com


หนังสือเล่มนี้  ....  ไม่มีขาย  

เพราะเป็นการจัดทำขึ้น  โดยสมาชิกกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) หลาย ๆ ท่านที่รวมกันจัดทำขึ้นมา  โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน   คือเห็นคุณค่าของข้อความที่ถูกถ่ายทอดมาจากผู้ทรงภูมิปัญญาจากต่างดวงดาว  ได้ติดตามอ่านและมีความเข้าใจในกลไกของธรรมชาติ  ที่ถูกถ่ายทอดแบบเรียบง่าย  เข้าใจได้ทันที  จนมีความเบาบางจางคลายจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าได้ในระดับหนึ่ง  และความทุกข์ที่เคยมีได้ลดน้อยลงไป   

จึงมีความประสงค์จะจัดพิมพ์ฉบับรวมเล่มขึ้นมา   เพื่อนำไปให้ญาติสนิท มิตรสหาย หรือแจกจ่ายให้เป็นธรรมทานแก่ผู้ที่สนใจได้อ่านกัน   

สมาชิกหลายท่านจึงได้ร่วมกันจัดทำหนังสือขึ้นมา 
ในชื่อว่า  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ดังหน้าปกที่ได้นำเสนอไว้ด้านบนนี้

ซึ่งในบางส่วนจะนำไปใช้เพื่อการประสานงานของกลุ่มฯ  โดยมอบให้กับกลุ่ม และคณะฯ บุคคลอื่น ๆ ในการประสานงานฯ  แต่ละกิจกรรม    
และส่วนหนึ่งได้เตรียมไว้เพื่อแจกให้กับผู้ที่เข้าร่วมในกิจกรรม  ในแต่ละกิจกรรมของกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) ที่ได้จัดขึ้น
 




ที่มา ของการจัดทำหนังสือ
....ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ... (ชุดใหม่)



เนื่องจากมีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน  ที่ได้ติดตามอ่านข้อมูลเรื่องของธรรมะ  และกฏธรรมชาติในเว็บไซด์ www.ufokaokala.com แห่งนี้  มีความเข้าใจ  และต้องการนำไปเผยแพร่ให้กับผู้ที่สนใจ 

มีการขอรับหนังสือ ธรรมะเพื่อการละวางอัตตา ในชุดที่ 1 มาที่กลุ่มหลายท่าน  แต่หนังสือที่ได้มีการพิมพ์แจกก่อนหน้านี้ได้หมดลงไปแล้ว  และทางกลุ่มก็ไม่ได้มีโครงการพิมพ์เพิ่มเติมแต่อย่างใด

จึงได้นำข้อมูลไปปริ้นข้อมูล และถ่ายเป็นเอกสาร  เผยแพร่ให้กับคนใกล้ชิด และเพื่อน ๆ ที่สนใจมาอย่างต่อเนื่อง

จนได้มีโอกาสประสานงานกับคุณหมอพงษ์ศักดิ์  ตั้งคณา  ได้มีการบอกกล่าวเรื่องราวของเขากะลาให้ท่านได้รับทราบ  ซึ่งท่านได้ให้ความสนใจในเรื่องของธรรมะที่ได้มีการถ่ายทอดมาจากมนุษย์ต่างดาวนั้น  ว่าจะเป็นรูปแบบใด  ตรงกับกฏแห่งกรรม  หรือกฏธรรมชาติหรือไม่  เพราะท่านเป็นนักปฏิบัติธรรม และบรรยายธรรมะมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ซึ่งทางกลุ่มประสานงาน  ได้มอบหนังสือธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 1 และ 2 ให้กับคุณหมอพงษ์ศักดิ์  ได้นำไปอ่าน และพิจารณาในข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้





ซึ่งหลังจากท่านได้อ่านธรรมะเพื่อการละวางอัตตาในหนังสือเล่มนี้แล้ว  ท่านได้กล่าวว่า  เป็นการถ่ายทอดกฏธรรมชาติที่ถูกตรง  อ่านง่าย และสามารถเข้าใจได้ในทันที  ท่านจึงสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ข้อมูลนี้ออกสู่สาธารณะ  เพื่อให้บุคคลอื่นได้มีโอกาสรับทราบด้วย   จะได้มีการกระจายข้อมูลกว้างออกไป

แต่เนื่องจากทางกลุ่มไม่มีโครงการที่จะจัดพิมพ์เพิ่มเติม  เนื่องจากการจัดพิมพ์หนังสือนั้น  ต้นทุนอยู่ที่เล่มละ 40 บาท  และในปริมาณน้อยทางโรงพิมพ์ก็จะไม่จัดพิมพ์ให้  ต้องเป็น 1,000 เล่มขึ้นไป

คุณหมอพงษ์ศักดิ์  ท่านได้ให้ความกรุณากลุ่มประสานงานฯเป็นอย่างยิ่ง  โดยท่านแจ้งว่า  ท่านยินดีสนับสนุน  ในเจตนาของกลุ่มฯ  ที่จะเผยแพร่ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตนนี้  ท่านจึงจะช่วยเจรจากับสำนักพิมพ์ที่ท่านได้พิมพ์หนังสือเป็นประจำนั้น  ให้ช่วยพิจารณาจัดทำหนังสือให้กับกลุ่มในราคาพิเศษ  ซึ่งทางโรงพิมพ์ได้ให้ความอนุเคราะห์อย่างดียิ่ง  โดยได้แจ้งกับคุณหมอพงษ์ศักดิ์ว่า จะพิมพ์ให้ในราคาเล่มละ 25.- บาท  ตั้งแต่ 2,000 เล่มขึ้นไป

ดังนั้น  คุณหมอพงษ์ศักดิ์  ท่านจึงได้แจ้งให้พี่สุดใจได้รับทราบ หากจะพิมพ์หนังสือ  ก็จัดส่งต้นฉบับมาให้กับท่าน  ท่านจะกรุณาเป็นธุระจัดส่งให้กับทางโรงพิมพ์  และหากพิมพ์เสร็จแล้วให้นำมาส่งที่มูลนิธิ จิตเป็นผู้ให้ใจเป็นนิพพาน ของท่าน

ดังนั้น  จึงได้มีการรวบรวมสมาชิกที่เคยแจ้งความจำนงค์ไว้ก่อนหน้านี้  ว่าประสงค์จะจัดพิมพ์หนังสือเพื่อแจกเป็นธรรมทาน  ให้ได้รับทราบ และรวบรวมเงินเพื่อที่จะจัดพิมพ์หนังสือขึ้นมา

และต้องขออภัยอย่างยิ่ง  ที่ไม่ได้มีการแจ้งลงหน้าเว็บไซด์  ufokaokala.com แห่งนี้  เพราะวัตถุประสงค์มิได้ต้องการชักจูง  หรือขอรับบริจาคเพื่อทำหนังสือแต่อย่างใด   หากแต่ผู้ที่ต้องการจัดทำนั้น  ได้มีความประสงค์ต้องการที่จะจัดทำอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อมีโอกาส  สามารถทำได้ในราคาที่ย่อมเยา จึงได้ร่วมกันจัดทำหนังสือนี้ขึ้นมา  จำนวน 2,000 เล่ม  โดยคุณหมอพงษ์ศักดิ์  ท่านได้สั่งพิมพ์เพิ่มอีกและมอบให้ทางกลุ่มเพื่อนำไปแจกอีก 100 เล่ม   รวมเป็น 2,100 เล่ม ในขณะนี้

ต้องขอขอบพระคุณ คุณหมอพงษ์ศักดิ์  ตั้งคณา  เป็นอย่างสูง  ที่ได้ให้ความอนุเคราะ์ห์กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) อย่างต่อเนื่องเสมอมา..

ขอขอบคุณ  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ทุก ๆ ท่าน

คุณวาสนา  ชื่นสำนวน 
ออกแบบปกหน้า  





รูปพระประธานฯ บนเขากะลา  เปรียบแทนพระพุทธองค์  พระอาทิตย์แสดงการเริ่มขึ้นในยามเช้า  ส่องสว่างในกลางวัน และตกในยามเย็นนั้น   
พระอาทิตย์เปรียบเสมือนธรรมของพระพุทธองค์   แก่นของพระธรรม   คือการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ และดับไป  ไม่ได้เป็นตัวตนที่เที่ยงแท้แน่นอน


และระบบให้ใช้สัญญลักษณ์เป็นรูปดอกบัวตูม  ดอกบัวแย้ม  และดอกบัวบาน  สื่อความหมายถึง บุคคลที่เปรียบเสมือนดอกบัวตูมที่โผล่พ้นน้ำขึ้นรับแสงอาทิตย์ (พระธรรม)   เมื่อได้รับรู้ในธรรม  ดอกบัวก็จะค่อย ๆ แย้มบาน ด้วยบุคคลนั้นมีความเข้าใจในธรรม  และกลายเป็นดอกบัวที่เบ่งบานในที่สุด 
ซึ่งเปรียบเสมือนมนุษย์ผู้นั้น...เป็นผู้มีความเบิกบานในธรรมนั่นเอง 



ออกแบบปกหลัง  ระบบให้ใช้ภาพของบึงบอระเพ็ดเป็นปกหลัง  เพราะเป็นฐานที่ตั้ง และเก็บจานบินของมนุษย์ต่างดาว  ที่มาเตรียมการอยู่ใต้บึงบอระเพ็ด แต่เป็นคนละมิติกัน 



พี่สุดใจ  เป็นผู้รับการถ่ายทอดข้อมูลจากระบบ  และพิมพ์เผยแพร่ในเว็บไซด์เขากะลาแห่งนี้ และเขียนคำนำ ..ใช่คุณ หรือเปล่า ? ในหนังสือเล่มนี้



อาจารย์หนุ่ย  ทำหน้าที่ประสานงานกับสมาชิกที่แจ้งความประสงค์จะร่วมจัดทำหนังสือ และตรวจสอบข้อมูล การจัดวางรูปเล่ม และอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ 



น้องแอน  รวบรวมข้อมูลธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน  ในเว็บไซด์ ufokaokala.com  ทั้ง 4 ชุด  คัดเลือกมารวมเป็นเล่ม  และจัดหาภาพประกอบ  ก่อนส่งให้อาจารย์หนุ่ย และคุณกุ้ง (แมวน้อย) ช่วยตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง  



คุณแมวน้อย  เป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาของข้อมูล  รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและรวบรวมรายชื่อ  และค่าพิมพ์หนังสือจากสมาชิกที่ได้แจ้งความประสงค์เข้ามา  เพื่อที่จะจัดส่งให้ผู้ที่จัดพิมพ์ต่อไป



และขอขอบคุณ  สมาชิกทุก ๆ ท่าน  ที่ได้เห็นความสำคัญของการเผยแพร่ธรรมะ  ให้กับบุคคลอื่นเพื่อเป็นธรรมทาน  และจัดพิมพ์หนังสือ  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน  ฉบับใหม่นี้ขึ้นมา  ซึ่งมีความหนา  192 หน้า  ในราคาย่อมเยา


พิเศษ...แจกหนังสือให้กับสมาชิก 
ในการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) 


กลุ่มประสานงานฯ  จะเดินทางไปบรรยายเรื่อง...การช่วยเหลือภัยพิบัติจากมนุษย์ต่างดาว  ร่วมกับ ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน  ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ วันที่ 29 ตุลาคม 2554 ที่จะถึงนั้น  จะนำหนังสือ  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน  ไปแจกแก่สมาชิกทุกท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ค่ะ.




แจ้งเพื่อทราบ

หากท่านที่สนใจ  มีความประสงค์จะนำหนังสือธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน  ไปแจกให้กับเพื่อนสนิท ญาติมิตรหรือผู้ที่สนใจธรรมะ    ขอให้ท่านติดต่อสอบถามโดยตรงไปที่คุณกุ้ง(แมวน้อย)  

ว่ายังมีเหลืออยู่หรือไม่ ? จากจำนวนของผู้ที่ได้สั่งจองไว้แล้ว 
เพราะคุณกุ้ง(แมวน้อย)  ท่านทำหน้าที่รวบรวมผู้ที่ได้แจ้งความประสงค์พิมพ์หนังสือเล่มนี้ 

ทางกลุ่มประสานงานฯ  ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะพิมพ์เพื่อจำหน่าย   แต่หากมีหนังสือเหลือจากจำนวนของผู้่ที่สั่งจองไว้แล้ว  ท่านสามารถติดต่อขอรับหนังสือได้ในราคาโรงพิมพ์ คือเล่มละ 25.- บาท เท่านั้น

โดยขอให้ท่านติดต่อสอบถามไปที่คุณกุ้ง (แมวน้อย) ได้โดยตรงค่ะ


ต้องขอขอบคุณ  คุณกุ้ง(แมวน้อย)เป็นอย่างสูง  ที่ได้ดำเนินการรวบรวม  และประสานงานกับทุกฝ่ายอย่างดียิ่ง  จนการจัดทำหนังสือ ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน เล่มนี้  สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ขอบคุณค่ะ



http://ufokaokala.com/index.php?topic=4621.0

ธรรมะปัจจุบัน

จากพระไตรปิฎก  ภาษาไทย

 ฉบับหลวง  เล่มที่ 14

“ภัทเทกรัตนสูตร”  ข้อที่  527
....

ไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว

ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

สิ่งใดล่วงไปแล้ว

สิ่งนั้นเป็นอันละไป

สิ่งใดยังไม่มาถึง

สิ่งนั้นเป็นอันยังมาไม่ถึง

บุคคลจึงควรเห็นแจ้ง

ในธรรมะปัจจุบัน

อันไม่ง่อนแง่น

ไม่คลอนแคลน

พึงเจริญธรรมนั้นเนือง ๆ

ให้ปรุโปร่งเถิด

พึงทำความเพียรให้ได้

ในวันนี้แหละ

เพราะใครเล่า

จะรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ได้

การผัดเพี้ยนกับความตาย

ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย





http://ufokaokala.com/index.php?topic=3760.0

สัจจะแท้


สัจจะแท้

อย่าถามเลยว่า
“สิ่งนั้น  คืออะไร ?”
ก็สิ่งที่ได้เห็น  ได้ฟัง ได้สัมผัส ได้รู้สึก
อยู่นั่นแหละ  คือสิ่งนั้นละ
จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามใจ


อย่าถามเลยว่า
“ความทุกข์คืออะไร ?  ความดับทุกข์ คืออะไร ?”
เมื่อรู้สึกต่อภาวะนั้น ๆ อยู่
มันคือภาวะนั้นแหละ  จะเรียกว่าอะไรก็ช่างเถิด


สิ่งที่ปรากฏแก่เรา  ให้ความรู้สึกแก่เราอย่างไร  คนอื่นจะบอกว่าเป็นอย่างอื่น
ก็ไม่สามารถลบล้างความรู้สึกแท้จริงของเราได้

ชอบภาวะอย่างไหนก็เลือกเอาเถิด ! 


....


จากหนังสือธรรมะ  ฝนประปราย  ของ วรธัม

ทุกสรรพสิ่ง  ที่ประกอบกันขึ้นด้วยธาตุทางธรรมชาติ  ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่าง  แต่ทุกอย่างมีลักษณะและคุณสมบัติไม่เหมือนกัน   แต่มีธาตุทางธรรมชาติดินน้ำลมไฟ  เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้ประกอบกันขึ้นมา 

และการประกอบกันของธรรมชาตินั้น  สมมุติกันให้เป็นสัตว์ บุคคล  ตัวตน เรา  เขา 

แล้วใครที่สมมุติ 

ซึ่งในทางธรรมะ  หรือธรรมชาติ  ก็ได้บอกไว้ว่า  ธรรมชาติไม่มีการแบ่งแยก  และไม่ใช่สัตว์ บุคคล  ตัวตน  เรา  เขา

ดังนั้น  เรา  เรา  ท่าน  ท่าน  ก็เป็นผลของการมีอวิชชา  หลงคิดว่ามีตัวตน  ของตน  จึงยังไม่พ้นจากแรงดึงดูดของกรรม  วิบากกรรมไปได้

ต้องดึงดูดดินน้ำลมไฟ  มาก่อรูป  ก่อร่างสร้างตัวกันใหม่  เพื่อให้อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน มันอยู่

ก่อร่าง...สร้างตัว  ในทางโลก  สมมุติภาษาของมนุษย์  ก็คือ  มุ่งมั่นทำงาน เพื่อความเจริญก้าวหน้า จะได้มีเงินมีทอง  ทุกคนชื่นชมยินดีที่เขาก่อร่างสร้างตัวได้.....นี่คือสมมุติภาษาในทางโลก  ซึ่งทุกคนอยากได้  อยากมี  อยากเป็น
 

ก่อร่าง...สร้างตัว  ในทางธรรม   จะตรงกันข้าม   คือความไม่อยากได้  ไม่อยากมี  ไม่อยากเป็น 
เพราะถ้ายัง...ก่อร่างสร้างตัว...อยู่   นั่นแสดงว่า  ยังโง่อยู่  ยังยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตน  มีตน  มีของตน  จึงยังต้องมีกรรม  วิบากกรรมสะสมไว้ จึงยังดึงดูดดินน้ำลมไฟ ... มาประกอบ...เป็นรูปเป็นร่าง...กันอยู่

ตายไปวันนี้  เดี๋ยวนี้  ทุกอย่างต้องถูกเผาไปเท่านั้น  เนื้อหนังมังสา  ผมยาวเท่านั้น  ตับไตใส้พุง  ทุกอย่างที่อยู่ในขันธ์ 5  มีเท่าไหน  ก็เผาเท่านั้น   ผมยาวแค่ไหน  ก็เผาแค่นั้น ไม่มียาวกว่าอีกได้

แต่อวิชชา คือความไม่รู้จริง  ที่หลงผิดคิดว่ามีตัวตน  แล้วอุปาทานก็ยึดมั่นในความเห็นผิดนั้นอย่างเหนียวแน่น  จึงอุปาทานว่ามีเรา มีตัวเรา   ดังนั้นจึงได้มีการสะสม  กรรมของเราไว้

แล้วกรรมนั้นก็จะส่งให้ไปเกิดใหม่  ไป  ก่อร่างสร้างตัว  ขึ้นมาใหม่ตามกรรม วิบากกรรมนั้น  เพื่อให้อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  ได้อยู่อาศัยต่อไป

และได้  ก่อร่าง สร้างตัว  กันมาตั้งเท่าไรแล้ว  และจะยังคงต้อง ก่อร่างสร้างตัว กันไปอีกเท่าไรกัน
 


ในทางโลก   ยินดีมีความสุข  อยากได้  อยากมี  ....พร้อมที่จะก่อร่างสร้างตัว

ในทางธรรม  ไม่อยากได้ ไม่อยากมี  เพียรที่จะละอัตตาตัวตน  เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมา...ก่อร่างสร้างตัว...ขึ้นใหม่  เพื่อให้อวิชชาอยู่
 


เราเกิดมาจากธรรมชาติ จากธาตุดินน้ำลมไฟ  แล้วมีธาตุรู้  ซึ่งยังไม่รู้จริงตามธรรมชาติ ด้วยมีอวิชชาคือความเห็นผิดคิดว่ามีตัวตน  เป็นตัวขับเคลื่อน  ดึงดูดดินน้ำลมไฟมา ก่อร่างสร้างตัว ให้มันอยู่ต่อไป  จนผ่านภพ ผ่านชาติไม่ถ้วนแล้ว 

ในเมื่อเราเกิดมาเพื่อออกจากสมมุติ  ระหว่างการเดินทางอันยาวไกล  ก็ต้องเดินผ่านไปท่ามกลางการสมมุติต่าง ๆ นานา 

พอหลานเกิดมา  เราก็เป็นป้า เป็นอา  เป็นน้าไปโดยปริยาย  ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจอยากจะเป็น
 


ในตัวเราเอง  ก็ถูกสมมุติเกาะติดไว้มากมาย  ทั้งชื่อ  นามสกุล  ยศฐาบรรดาศักดิ์  การเรียน  หน้าที่การงาน  ธุรกิจมากมาย เหมือนชีวิตนี้มีแต่ความวุ่นวายตลอดกาล

แต่ถึงกระนั้น  ก็ยังทะยานอยาก  อยากได้ อยากมี  อยากเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในโลกสมมุติอยู่นั่นเอง

จึงวุ่นอยู่กับเรื่องราวหลากหลายที่ต้องทำ  ยังมีโครงการอีกตั้งมากมาย

ทั้ง ๆ ที่เวลาของลมหายใจ....จะหมดลงเมื่อไรก็ไม่รู้.



6.4  สุญญตา

ความหมายของสุญญตา

ในคำสอนของพุทธศาสนา  สุญญตา  หมายถึงความเป็นสภาพที่ว่างจากความเป็นสัตว์  บุคคล  ตัวตน เรา เขา หรือ ภาวะที่ขันธ์ 5 เป็นอนัตตา คือไร้ตัวตน  มิใช่ตน  ว่างจากความเป็นตน  ว่างจากสาระต่าง ๆ เช่น  ความสวยงาม  ความสุข  ความทุกข์  ความว่างจากกิเลส  ราคะ โทสะ  โมหะ  สภาวะที่ว่างจากสังขาร  การปรุงแต่งจิตทั้งหลาย  ความว่างที่เกิดจากความกำหนดหมายในใจ  ถึงภาวะว่างเปล่า  ไม่มีอะไรเลย  เป็นส่วนหนึ่งของไตรลักษณ์  เพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักไตรลักษณ์ยิ่งขึ้น  ขอให้พิจารณาคำกล่าวของ พุทธทาสภิกขุ  ดังนี้

" พุทธศาสนา  มีคำอยู่คำหนึ่ง  เป็นคำรวมยอด  คือคำว่า  สุญญตา  ซึ่งแปลว่าความเป็นของว่าง  คำว่า  ว่าง  ในที่นี้  ก็คือว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน  คำ ๆ นี้ กินความรวบยอดไปถึงหมด  ทั้ง อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ที่ว่าว่างจากตัวตนนี้  หมายถึงว่างจากสาระที่เราควรเข้าไปยึดถือเอาด้วยกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้น  ว่าของเรา 

การพิจารณาให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงว่างจากความหมาย หรือสาระที่ควรเข้าไปยึดถือนั้น  เป็นตัวพุทธศาสนาแท้  เป็นหัวใจ หรือใจความสำคัญ  ที่เป็นจุดศูนย์ของการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา...." 


...


อ่านเพิ่มเติม ได้จาก
http://suwalaiporn.com.www.readyplanet.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=421132&Ntype=2





ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 4 .... เวลา สิ่งล้ำค่าที่มองไม่เห็น

สมมุติ คำสั้นๆ แต่ไม่รู้เท่าทันกันเสียที


โลกว่างเปล่า 

พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า

ที่เรียกว่า  โลกว่างเปล่านั้นเป็นเช่นไร? 

พระองค์ตรัสว่า 
อายตนะ  วิญญาณ  ผัสสะ  และเวทนา
  เป็นของว่างเปล่า  


เพราะว่างจากตน  จากความเป็นของของตน


...............

จากหนังสือพระไตรปิฎก  ฉบับเยาวชน

เล่มที่ 5   อ้างจาก

สุญญสูตร  เล่ม 18 
ข้อ 104-110



..........

สมมุติ...คำสั้น ๆ แต่ไม่รู้เท่าทันกันเสียที


โลกว่างเปล่า  เพราะเป็นธรรมชาติ  เป็นของว่าง 
และว่างจากการเป็นตัวใคร  ของใคร

แต่เพราะความมีอวิชชา  คือความเห็นผิดคิดว่าเป็นตัวตน 
จึงได้ยึดเอาดินน้ำลมไฟที่ประกอบกันขึ้นมา ว่านี่เป็นตัวตน  ของตน
เป็นจริง  เป็นจัง  เป็นเรา เป็นเขา


ทั้ง ๆ ที่โดยแท้แล้ว  ทุกสิ่งเป็นธรรมชาติ  เป็นการประกอบกันตามเหตุปัจจัย เป็นการรวมกันของดินน้ำลมไฟ
โลกนี้จึงว่างอยู่โดยความเป็นธรรมชาติอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่ได้มีการแบ่งแยกใด ๆ

แต่เมื่อเห็นผิด  คิดว่ามีตัวตน  จึงยึดเอาก้อนดินน้ำลมไฟ ที่รวมกันตามเหตุปัจจัย แล้วยึดครองได้นี้  สมมุติว่าเป็นตัวเรา  แล้วก้อนอวิชชา  ก้อนอื่น ๆ รายรอบนั้น  สมมุติให้เป็นตัวเขา 

แล้วสมมุติอื่น ๆ ก็ตามมา

เหตุเกิดเพราะอวิชชา  ความไม่รู้จริง  เห็นสิ่งที่ไม่มี  ว่ามี  นั่นเอง

โลกจึงอยู่โดยสมมุติ  สมมุติว่าเป็นสัตว์ บุคคล  ตัวตน เรา เขา

วันนี้  เราจึงควรมาเรียนรู้สมมุติกันสักนิด  เพราะยังยึดติดอยู่ในสมมุติ.....กันมากเหลือเกิน....



สมมุติว่ามี...เรา  มาเล่าเรื่อง  สมมุติกัน

ธรรมชาติ  มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีการแบ่งแยก  ทุกสรรพสิ่งก็เป็นเช่นนั้นโดยธรรมชาติ    คงสภาพความหนึ่งเดียวของธรรมชาติ  ด้วยความที่มันเป็นเช่นนั้นเอง 

ธรรมชาติแท้มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีสอง  ไม่มีแบ่งแยก

ไม่ว่าใครจะเรียกสิ่งนั้น  ๆ  ว่าอะไร  แต่สิ่งนั้น ก็ยังคงเป็นสิ่งนั้นอยู่นั่นเอง

ไม่ขึ้นกับสมมุติบัญญัติแต่อย่างใด 
ธรรมชาติ  มีหนึ่งเดียว  คือสภาพของธรรมชาติที่รวมกันอยู่ ณ ขณะหนึ่ง ๆ

มันเป็นสภาพโดยธรรมชาติในขณะนั้น ๆ

ไม่มีใหญ่  ไม่มีเล็ก  ไม่มีหนัก  ไม่มีเบา ไม่มียาว  ไม่มีสั้น   ไม่มีสูง  ไม่มีต่ำ  ไม่มีดำ  ไม่มีขาว

ก้อนหิน  1  ก้อน  เขาก็เป็นก้อนหินวางอยู่อย่างนั้น 

เมื่อมีหินอีก 1 ก้อนมาวางข้างกัน  ต่างก็เป็นก้อนหินอย่างนั้น

แต่เมื่อแม่ใช้ให้ไปหยิบก้อนหินมาก้อนหนึ่ง 

ลูกวิ่งออกไป...แล้วไม่รู้จะไป....หยิบก้อนหินก้อนไหน

แม่ก็บอกว่า  หยิบหินก้อน..."เล็ก"....มา

เมื่อนั้น  "สมมุติใหม่" ก็เกิดเพิ่มขึ้นมา  ก้อนหินก้อนนั้น  มันจะถูกเปรียบเทียบโดยสมมุติทันที

มันจะกลายเป็น "เล็ก"  ไปโดยปริยาย

แล้วสมมุติของมันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เมื่อมีสิ่งอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

 ถ้าหยิบก้อนเล็กมาวางอีกที่หนึ่ง  มันมีก้อนเดียว  มันก็เป็นก้อนหินที่มีสมมุติเดียว  คือชื่อว่า ก้อนหิน

แต่ถ้ามีอีกก้อนมาวาง แล้วเล็กกว่า  หินก้อนนี้ก็จะมีสมมุติเพิ่มขึ้นมาในทันที ว่าก้อนหิน..ก้อนใหญ่

เป็นหินก้อนใหญ่  เพราะมีก้อนเล็กก้อนใหม่มาให้เปรียบเทียบ

ตัวก้อนหิน  ก็ไม่ได้อยากเป็นก้อนใหญ่  หรือก้อนเล็ก  แต่เพราะมันบังคับบัญชาไม่ได้ อยู่ที่ใครจะสมมุติให้ว่ามันเป็นอะไร

ลองคิดดูว่า  หินก้อนนี้  มีสมมุติภาษาซ้อน ๆ ๆ ๆ อีกสักเท่าใด

สมมุติแรก  เป็นสมมุติของธรรมชาติ  ดินน้ำลมไฟ  ที่ประกอบกันขึ้นมาตามเหตุปัจจัย และเป็นลักษณะรูปแบบอย่างนั้นเอง  ไม่ได้มีชื่ออะไร

สมมุติที่ 2  ใครพบเห็นแล้วตั้งชื่อให้ว่าเป็น....ก้อนหิน

สมมุติที่ 3 หินก้อนนี้มีลักษณะเท่านี้  แต่มันมีสมมุติให้เล็ก  ให้ใหญ่  ให้กลาง  ได้ในเมื่อมีสิ่งอื่นใดมาเปรียบเทียบ

สมมุติที่ 4  หากหินก้อนนี้การค้นพบว่าเป็นหินควอตซ์  มันก็จะมีชื่อควอตซ์  ตามมา

สมมุติที่ 5  คนมาหา  บอกว่ามันสวย กว่าอีกก้อน  หินนี้เลยกลายเป็นหินสวยงาม

สมมุติที่ 6  หินควอต์  ถ้าหากรู้ว่ามีคุณสมบัติ  รับพลังงานได้  รักษาคนได้  มันก็จะเป็นหินรักษาทันที 

ดินน้ำลมไฟจับตัวกัน  (ธรรมชาติ)  เป็นก้อน   ลักษณะแข็ง(ตามสมมุติ)  เรียกก้อนหิน  (สมมุติลักษณะโดยรวม)  ชื่อหินควอท  ก้อนขนาดเล็ก   มีความสวยงาม  ใช้รับพลัง
 


จากหินก้อนหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจ จะกลายเป็นหินที่มีความหมายไปในทันที
ก้อนหินก็จะรุงรัง  ด้วยมีสมมุติตามเกาะมันมากมาย  แล้วคนทั่วไปก็แย่งไขว่คว้า หามันในทันที

จากว่าง กลายเป็นวุ่น  จากเบาสบาย กลายเป็นรุงรัง  ด้วยสมมุติมากมายที่มนุษย์ตั้งให้  และหินก้อนนี้ต้องแบกไปด้วย

แต่ว่าตัวของก้อนหิน  มันอาจจะไม่ได้รู้ว่าใคร ๆ เอาอะไรมาใส่ให้มัน  เพราะมันเป็นของมันอย่างนั้น มันอยู่อย่างอิสระ  มันก็ไม่ได้ติดในสมมุติอะไร

จะอีกกี่สมมุติที่ทับซ้อนกันเข้าไป  หินก้อนนี้....ก็ยังคงความเป็นสภาวะของธรรมชาติอยู่อย่างนั้น   

คนที่สมมุติมันต่างหาก  ที่อาจสุข  อาจทุกข์  อาจพอใจ  อาจไม่พอใจ  ไปกับก้อนหินก้อนนี้
...




ไม่เป็นทวินิยม

อุณหภูมิของน้ำ  มีแต่ร้อนมาก หรือร้อนน้อย
ไม่มีร้อน หรือเย็น
ธรรมชาติแท้จริงไม่เป็นทวินิยม
นี่เป็นกฎธรรมชาติ
การแก้ปัญหาของมนุษย์  ต้องไม่มีฝ่ายใด
ถูก ผิด  ดี ชั่ว  แพ้  ชนะ ฯลฯ

แต่ด้วยการปรองดองในทางสายกลาง
ด้วยความรู้สึกว่า  สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จึงจะถูกตรงกับกฎของธรรมชาติ  แล้วจะแก้ปัญหาได้
 


..........

จากหนังสือธรรมะ  ฝนประปราย  ของ วรธัม

ต้นไม้  กี่ต้น  กี่ต้น  ที่ขึ้นมา  มันก็เป็นของมันอย่างนั้น  มันมีคุณสมบัติแต่ละอย่างแตกต่างกันไป  ให้ผล  ให้ดอก  แตกต่างกันไป  มันก็ไม่ได้รู้ว่ามันชื่ออะไร

แล้วแต่ใครจะเรียกมันว่าต้นอะไร ผลอะไร  มันก็ไม่ได้รุงรังไปกับสมมุติที่ไปตั้งให้มัน

แล้วทำไม  เรา...ก็อยู่ในโลกสมมุติเช่นกัน  ยังรุงรังไปด้วยสมมุติมากมาย  ที่ใคร ๆ เขาตั้งให้  เป็นพี่  เป็นน้อง  เป็นพ่อ  เป็นแม่  เป็นป้า เป็นอา  เป็นนักเรียน  เป็นอาจารย์  เป็นคนดี  เป็นคนเลว  เป็นคนสวย  เป็นคนไม่สวย

สมมุติใด ๆ ถ้าเข้าใจก็จะไม่ติดในสมมุตินั้น ๆ   ทำหน้าที่ทุกอย่างได้อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น  เป็นพ่อ ก็ทำหน้าที่พ่อไปตามความเหมาะสม  เป็นสามี  เป็นภรรยา  เป็นพี่  เป็นน้อง  ก็ทำหน้าที่ไปตามความเหมาะสม  เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อ เป็นแม่  เป็นครู  เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง  หรือจะเป็นอะไร  ต่ออะไร  ก็ทำหน้าที่ตามที่ได้เกิดมาในสมมุตินั้น ๆ อย่างเหมาะสม

ธรรมะคือหน้าที่...นี่เป็นเรื่องถูกต้อง

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นสมมุติ  แต่ก็ยังยึดติดในสมมุติ  ยังทุกข์  ยังห่วงหาอาทรกับสมมุตินั้น ๆ  ไม่เพียรเร่งทำความเข้าใจ  ทุกข์ทรมานมากมาย

เมื่อหมดเวลา  เพราะต้องตายจากชาตินี้ไป  คืนดินน้ำลมไฟสู่ธรรมชาติ  ก็จะต้องไปสมมุติใหม่  ไปมีพ่อ  มีแม่  มีพี่ มีน้อง มีลูกเมีย  ในชาติถัด ๆ  ไปกันอีก

ก็ยึดกันใหม่  สมมุติกันใหม่  ทุกข์สุขกันใหม่  ในภพชาติต่อ ๆ ไปทั้งสิ้น

ครอบครัวใหม่  ๆ กับภพชาติใหม่ ๆ   ที่ต่อเนื่องยาวนานกันมาแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้

แล้วทุกข์กับเรื่องสมมุติกันมาเท่าไร

ถ้าเข้าใจให้ตรงกับความเป็นจริง  ทุกข์จากสมมุติ...ก็หลอกกินเราไม่ได้...เพราะความเข้าใจและรู้เท่าทันนั่นเอง

อย่างเช่น  คนที่ยึดติดรูปลักษณ์  ความสวย ความงาม  ความหล่อ  ของร่างกาย

อยู่กับสมมุติได้  แต่ต้องเข้าใจสมมุติให้ถูกตรง 



ถ้ายืนคนเดียว  เราก็เป็นอย่างนี้แหละ  สบาย ๆ

แต่มีคนใหม่มายืนข้าง ๆ  คนเดินผ่านมา  ซุบซิบว่า เราหน้าตาดีกว่าอีกคน

ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่  มีความสุข  เพราะเราสวยกว่า  หล่อกว่า


แต่พอคนนี้เดินไป  คนใหม่เดินมายืนข้าง ๆ รูปร่างสวยงาม   คนเดินผ่านมาแล้วซุบซิบกันว่า  คนนั้นสวยจัง

ตอนนี้เรากลายเป็น...ไม่สวย...ไปแล้วตอนนี้

เมื่อมีของสองสิ่งคู่กัน    เมื่อนั้นย่อมมีการเปรียบเทียบ

แล้วก็ต้องสมมุติสิ่งหนึ่งขึ้นมาเปรียบเทียบกัน

สวย  ไม่สวย  หล่อ  ไม่หล่อ  หนุ่มกว่า  แก่กว่า  เด็กกว่า  ก็ไม่ได้มีจริง  มันเป็นสมมุติเพื่อเปรียบเทียบนั่นเอง

หน้าตาอย่างนี้  ก็คือหน้าตาอย่างนี้แหละ  ใครจะเรียกอะไรก็ตามที

ถ้ายังขึ้นลงไปกับสมมุติภาษา  ที่เรียกขานกันว่าอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว

จะรุงรัง มากมาย  จะทุกข์อีกเท่าไร  หากต้องเร่งขนขวาย  ตะเกียกตะกายเพื่อให้สวย  ให้หล่อได้ตามที่ใคร ๆ สมมุตินั้น


ซึ่งแม้แต่ทางธรรมะ  ยังไม่ให้เปรียบเทียบเลยว่า 
เราดีกว่าเขา  เขาดีกว่าเรา หรือเราเสมอเขา


เพราะการเปรียบเทียบ  ก็ย่อมต้องมี 2 สิ่งมาเปรียบเทียบกัน  จึงต้องมี   ดีกว่า   สวยกว่า  หล่อกว่า   ใหญ่กว่า  ขาวกว่า  หนักกว่า

แล้วแต่จะเปรียบเทียบกับอะไร

ซึ่งความจริง  ทุกสิ่งมันก็เป็นของมันอย่างนั้น  มันก็ตั้งอยู่ในปัจจุบันขณะนั้น ๆ แหละ

แล้วแต่ใครจะสมมุติให้มันเป็นอะไร

สมมุติให้เป็นคน  เป็นสัตว์  เป็นหมา  เป็นแมว  เป็นนก  เป็นสิ่งนั้น  เป็นสิ่งนี้  เป็นชื่อนั้น  เป็นชื่อนี้   

ทั้ง ๆ ที่ธรรมะก็บอกอยู่แล้วว่า ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ  ไม่ได้เป็นสัตว์  บุคคล  ตัวตน เรา  เขา

ทุกอย่างเป็นสมมุติทั้งสิ้น


ยืนอยู่  เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่  ยังไม่ได้เป็นตัวตนเลย

แล้วนับประสาอะไร กับสมมุติมากมายที่ใครต่อใครตั้งให้  มันจะเป็นของตนแน่หรือ?

ควรหรือ ?  ที่จะไปยึดมั่นถือมั่น  กับสมมุตินั้น ๆ ที่ตั้งกันขึ้นมา

ยังต้องเดินทางกันอีกยาวไกล  จะต้องแบกสมมุติมากมายไปด้วย...มันจะเดินไหวไหม

เพราะโลกนี้  เป็นของว่าง  ว่างโดยสมมุติอยู่แล้ว 

หากยังไม่พ้นจากอวิชชา  คือเห็นผิดคิดว่าเป็นตัวตนแล้วนั้น  ก็ยังคงต้องอยู่กับโลกสมมุติกันร่ำไป



เหมือนเราเอง  ก็ไม่ได้อยากจะแก่  ไม่ได้อยากจะอายุมาก  แต่เพราะบังคับบัญชาไม่ได้  มันเลยร่วงโรยไปตามวันเวลา  จนถึงขณะนี้  ถ้าหากว่ามีอายุ  30  ปี

คนอายุน้อยกว่ามาหาก็เรียกเราพี่  คนอายุมากกว่ามาหาก็เรียกเราน้อง  ถ้าเด็กมาหา  ก็เรียกว่าน้า  ว่าอา  ว่าป้า  ว่าเจ๊  ว่าอะไรไปตามเรื่อง 

แล้วแต่จะสมมุติเรียกว่าอะไร

เราเกิดมาก็มากด้วยสมมุติมากมาย ชื่อ  นามสกุล พ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า  อา  พอจากกันไป   แต่ละคนก็แยกย้าย  ไปสมมุติกันใหม่  ในภพภูมิถัดไป

เราจึงมีพ่อแม่ พี่น้อง ลูกเมีย  เพื่อนพ้องกันมาเป็นแสน ๆ ชาติ 

แล้วก็สมมุติกันมาอย่างนี้ไม่รู้กี่กัปป์  กี่กัลป์

เราก็จะมีสมมุติสะสม  มากขึ้นเรื่อย ๆ  สมมุติทั้งหลาย  ก็ไม่ได้เลือกที่จะมี  จะเป็น  แต่มันเป็นเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ  ที่บังคับบัญชาไม่ได้

เราไม่ได้อยากเป็นป้า  มันดูแก่มากเลย  แต่ว่าน้องสาวแต่งงานแล้วมีลูก  ลูกก็เรียกเราป้า

ฉันเพิ่ง 30 ยังสวยพริ้ง  จะให้ฉันเป็นป้าได้ยังไง 

นั่นแหละ  ตัวตนจึงเกิดขึ้น  ความทุกข์จึงเกิดขึ้น   เพราะความไม่อยากเป็นนั่นเอง
แต่ก็ไปเปลี่ยนไม่ได้  เพราะมีน้อง  และน้องมีลูก  เราจึงต้องเป็นป้า ตามภาษาสมมุติ  จะขอลาออกจากการเป็นป้าก็ไม่ได้ เพราะเขาสมมุติลำดับขั้นการนับญาติเช่นนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น  ตัณหา  จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์

กามตัณหา  อยากได้ 
ภวตัณหา  อยากมี  อยากเป็น 
และวิภวตัณหา  ไม่อยากมี  ไม่อยากเป็น

เพราะไม่อยากเป็นป้า เลยต้องทุกข์ไปตามระเบียบ

นี่คือสมมุติ  ทุกอย่างเป็นสมมุติ  ที่มนุษย์ตั้งขึ้น  เพื่อความเข้าใจในหมู่คนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น  จะได้เข้าใจตรงกัน 

เราต้องอยู่กับสมมุติทุกวัน  ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องไปเปลี่ยนอะไร แต่ให้รู้จักสมมุติให้มาก  เพื่อจะได้ไม่ไปยึดติดกับสมมุตินั้น ๆ

แล้วเราก็จะอยู่กับสมมุติได้ โดยไม่ทุกข์นั่นเอง.



ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 4 ....

"เวลา" สิ่งล้ำค่าที่มองไม่เห็น ?


กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา)

ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน  ชุดที่ 4

ระบบ ... ไม่มีอะไรให้ใคร 

นอกจาก....ให้ปัญญา 

ปัญญา...เห็นธรรม  หรือเห็นธรรมชาติ...ตามความเป็นจริง..


................


"เวลา"   สิ่งล้ำค่าที่มองไม่เห็น ? .....



คนเรา  อาจมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน   มีทรัพย์สินเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์  ไม่เท่าเทียมกัน  มีความรู้ความสามารถ  มากบ้าง น้อยบ้างแตกต่างกัน   มีทั้งสุข  มีทั้งทุกข์  สลับสับเปลี่ยนกันไปแต่ละวัน  ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละบุคคล

เพราะความไม่เท่าเทียมนี้  จึงมีความเห็นผิด  คิดว่าเราดีกว่าเขา  เขาดีกว่าเรา หรือเราเสมอกับเขา 

ซึ่งเป็นความเห็นผิดที่ได้นำไปเปรียบเทียบ  จึงเกิดมีมานะ  มีอัตตาตัวตนขึ้นมา

โดยความเป็นจริงแล้ว  ทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปตามความหวัง  ความต้องการของใคร  แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่สะสมมา

เมื่อไม่เข้าใจความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง  ก็ย่อมเห็นผิดคิดเปรียบเทียบนั่นเอง

ทุกสรรพสิ่ง  มีเหตุและผล  มีกรรม  วิบากกรรม  เป็นตัวกำหนด

ไม่มีใครอยากเกิดมาพิการ  ไม่มีใครอยากเกิดมาอดอยากยากแค้น  ไม่มีใครอยากเกิดมาอาภัพเป็นเด็กกำพร้า  ถูกด่าว่าทุบตี  หรือมีแต่โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน

ถ้าเลือกได้   ทุกคนก็อยากจะเกิดมาสุขสบาย  ร่างกายแข็งแรง มีเงินมีทอง  ชื่อเสียงเกียรติยศ  มีคนยกย่องสรรเสริญกันทั้งนั้น

แต่ทำไมเราจึงเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน  นั่นก็เป็นเพราะเหตุปัจจัยที่สะสมไว้  ส่งผลมาให้เป็นอย่างนั้น  อย่างนั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่เท่ากัน  แม้จะไม่ต้องการให้เป็น

นั่นคือ..... เวลา 

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน  ในแต่ละวัน  แต่ละนาที  แต่ละวินาที

ไม่ว่าใคร  จะทำอะไร  ที่ไหน  อย่างไร 

เวลาจะผ่านไปแต่ละวินาทีเท่ากัน

วินาทีนั้นจะสนุกสนาน  วินาทีนั้นจะโศกเศร้าเสียใจ   วินาทีนั้นจะความสงบภายใน

เวลาก็ผ่านไปเท่ากัน  ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

คนที่กำลังสนุกสนาน  คนที่กำลังมีความสุข  ก็บ่นว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน

คนที่กำลังรอคอย  ด้วยความหวัง  หรือกำลังเผชิญทุกข์ท้อทรมา  ก็บ่นว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน 

เวลาเท่ากัน  แต่อุปาทานแตกต่าง

คนที่มีความสุข  อยากให้เวลาเดินช้า ๆ ไม่อยากให้ถึงเวลาต้องจากสิ่งที่พอใจ

คนที่มีความทุกข์  คนที่รอคอยอะไร อะไร  ก็อยากให้เวลาเดินไวไว  จะได้ถึงเวลาที่จะได้พบกับสิ่งที่ตนต้องการเสียที


เวลาเท่ากันใน 1 วัน  1 ชั่วโมง   1 นาที   1 วินาที

ไม่มีลำเอียง

ถ้าเวลามีความคิด  ความรู้สึกได้  คงจะระอาใจกับมนุษย์ทั้งหลายที่ก่นด่า

ไวก็ว่า  ช้าก็บ่น

ความไว  ความช้า  อยู่ที่เวลาจริงหรือ?

ความไว  ความช้า  มันอยู่ที่ว่า  ใครต้องการอะไรต่างหาก

ถ้าทำงานแล้วเบื่อหน่าย  ก็อยากให้เวลาเดินไวไว จะได้กลับเสียที

คราวนี้ก็รอเวลา  เวลาเดินช้าเหลือเกิน

กำลังเที่ยวอย่างสนุกสนาน  ก็บ่นว่า  เวลาผ่านไปไวเหลือเกิน  ต้องกลับเสียแล้ว

พอจะเช้าก็บ่นว่า  เวลาเดินไว  ต้องไปทำงานอีกแล้ว

แต่ละวินาที  เวลาผ่านไปเท่ากัน   มันไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันเลย



...(1)


ธรรมชาติ  เขาก็เป็นของเขาอย่างนั้น  เป็นไปตามเหตุปัจจัยแต่ละขณะ  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของใคร ๆ

เมื่อมีไอน้ำในอากาศมาก   ก็ต้องมีฝนตกเป็นธรรมดา 

ฝนตก  ชาวไร่ชาวนาก็ดีใจ  คนค้าขาย  ก็พร่ำบ่นเพราะขายของไม่ได้

ฝนไม่ตก   คนค้าขายก็ดีใจ  ชาวนาชาวไร่ ก็พร่ำบ่นว่าพืชผลเสียหาย ฝนไม่ตกมาเลย

ยิ่งเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ  ฝนตกทีไร  ความทุกข์ก็มากมายท่วมเมือง

นั่นเพราะ  ฝนตกทีไรไปทำงานลำบาก  รถติดมากมาย  ขายของไม่ได้ น้ำท่วมถนน 

หรือแดดร้อนทั้งวัน  คนทำงานในออฟฟิตก็ยินดี  คนทำงานกลางแจ้งก็ไม่พอใจ  เพราะต้องทำงานไปท่ามกลางความร้อนระอุของแสงแดดที่แผดเผาน่ะเอง

แต่คนที่ต้องการแสงแดด  ก็พอใจ   สบายใจ  ที่แดดออกทั้งวัน  ซักผ้าแล้วแห้งได้ไวดังที่ใจต้องการ 

ทุกอย่าง....เกิดตามเหตุปัจจัยที่มาผสมผสานกันอย่างพอเหมาะ  พอสมของธรรมชาติ  แล้วก็เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น  อย่างนั้นขึ้น 

ดังนั้น  การใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน  ย่อมหลีกเลี่ยงในการที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ไม่ได้เลย
สภาวะอารมณ์ต้องแปรเปลี่ยน ขึ้นลงกับสถานการณ์รอบข้างตลอดเวลา

เรียกว่า  ความทุกข์มันเรียกหาทุกเวลานาทีนั่นเอง

เพราะความเข้าใจผิด  ไม่เข้าใจในความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง   ใน

กามตัณหา(อยากได้)  อยากได้สิ่งนั้น  สิ่งนี้

ภวตัณหา(อยากมี  อยากเป็น) อยากมีสิ่งนั้นสิ่งนี้  อยากเป็นอย่างนั้น  อย่างนี้    

และ วิภวตัณหา(ไม่อยากมี  ไม่อยากเป็น)  ไม่อยากเป็นอย่างนี้เลย 


ที่ในสภาวะขณะนั้น  มันต้องได้  ต้องมี  ต้องเป็น ของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว    


แต่ไม่เห็นตามสภาวะที่มันเป็น ไม่พอใจ  อยากเปลี่ยนให้มันเป็นไปดังที่ต้องการ

นั่นคือ....อยากไปเปลี่ยนแปลงให้มันเป็นอย่างนั้น  อย่างนี้  อย่างที่เราต้องการ 

แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้  มันจึงไม่เป็นไปดังที่ใคร ๆ ต้องการ


สิ่งที่เราอยากได้  ก็กลับไม่ได้

สิ่งที่เราอยากให้มี  ก็กลับไม่มี 

สิ่งที่เราอยากให้เป็น  ก็กลับไม่เป็น 

สิ่งที่เราไม่อยากให้เป็น  ก็กลับเป็น

เมื่อมันไม่เป็นไปดังต้องการ....เราก็เลยเป็นทุกข์ 
ไม่ว่าจะเป็นทุกข์เล็ก ๆ  หรือทุกข์ใหญ่ ๆ  ก็ไม่มีใครต้องการทั้งนั้น
 


แม้กระทั่งพายุไซโคลน  แผ่นดินไหว  ภูเขาไฟระเบิด  ที่คร่าชีวิตคนมากมายอยู่ในนานาประเทศในขณะนี้  บ้านเรือนเสียหาย  ผู้คนล้มตาย  แม้จะไม่อยากให้มันเกิดขึ้น  แต่เพราะไม่ได้มีใครไปบังคับบัญชากับธรรมชาติได้   มันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่ผสมผสานกันในขณะนั้น ๆ

แม้ไม่ได้มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น  แต่ความต้องการทั้งหลาย ก็ไม่ได้ไปเปลี่ยนเหตุปัจจัยของธรรมชาติได้เลย   

ลมที่ก่อตัวเป็นพายุใหญ่พัดถล่มสหรัฐอเมริกาอย่างมากมายนั้น    มันก่อตัวขึ้นมากมายนับเป็น ร้อย  ๆ  ลูก   มีใครไปห้ามได้ไหม ?   มีใครอยากให้เกิดไหม ?

ไม่มีใครอยากให้เป็น  แต่มันก็ต้องเป็น  มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร  มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยนั้น ๆ 

แล้วประเทศที่ยิ่งใหญ่มากมายในทางโลกอย่างสหรัฐ   ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ยังสู้กับธรรมชาติไม่ได้อยู่ดี   หรือต่อให้ประเทศใด ๆ ก็ตาม  ก็ไปห้ามปรามธรรมชาติไม่ได้  ยกเว้นเตือนกันไป  หลบลี้หนีภัย  ได้เท่าไรเท่านั้น

เพราะฉะนั้น  ธรรมชาติยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใด  และธรรมชาติก็ไม่เคยทำตามความหวัง  ความต้องการของใคร ๆ  เขาเป็นของเขาอย่างนั้น

ในขณะหนึ่งของธรรมชาติ  ใน  1  นาทีนี้  ....   ที่ธรรมชาติต้องเป็นอย่างนั้น

ก็สามารถทำให้คนส่วนหนึ่งสุข  คนส่วนหนึ่งทุกข์  คนส่วนหนึ่งไม่สุข  ไม่ทุกข์  ก็ได้

เพราะความหลากหลายของความต้องการ  แล้วได้ดังใจ  หรือไม่ได้ดังที่ใจต้องการ  จึงสุข จึงทุกข์กันไป

ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติในขณะนั้นได้ก็ตาม 




(2)



ดังนั้น  ในช่วงเวลานั้น ๆ เวลาก็ผ่านไปเท่ากัน  คนที่พอใจฝน  ในนาทีนั้น  เวลาก็ผ่านไปด้วยความสุขใจ   คนที่ไม่พอใจ  ร้อนรนในใจ  เวลาก็ผ่านไปหนึ่งนาทีเท่ากัน   คนที่ไม่สุขไม่ทุกข์กับฝนนั้น  ก็เพราะรู้ และเข้าใจในความเป็นไปของธรรมชาติแล้วสงบได้ 

ก็ผ่านไปหนึ่งนาทีเท่ากัน 

เวลาที่ผ่านไปเท่ากัน  แต่ความเห็น  ความต้องการ  และ อุปาทานแตกต่างกันไป

ซึ่งขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่แต่ละคนมี

ดังนั้น  การที่เรามีจิตขึ้นลงตลอดเวลา  สุขทุกข์ตลอดเวลา  พอใจไม่พอใจตลอดเวลา  นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งที่เข้ามากระทบในชีวิตประจำวัน แล้วเรายึดมันในทุก ๆ เรื่อง   แล้วเราก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้น  อย่างนี้  อย่างที่เราต้องการ

สิ่งที่เราอยากให้เป็น  แล้วมันไม่เป็นดังหวัง   เราอยากให้ได้  แล้วมันไม่ได้ดังหวัง  หรือเราไม่อยากให้เป็นอย่างนี้เลย  แล้วมันกลับเป็นอย่างที่ไม่ต้องการ  เราก็จะทุกข์  เพราะอยากบังคับบัญชาให้เป็นอย่างนั้น  อย่างนี้ แล้วมันไม่ได้ดังต้องการ

เวลา 1 นาที  ที่อีกคนมีความสุข  อีกคนมีความทุกข์  อีกคนมีความสงบท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวาย

เท่ากันใน 1 นาที  แต่ว่าสิ่งที่มี  ที่เป็นแต่ละท่านมีในภาวะจิตขณะนั้น ไม่เท่าเทียมกัน

เวลา .... สมมุติเวลานี้.....ที่ไม่เคยลำเอียงเข้าข้างใคร  อยากให้เวลาเดินช้า ๆ อยากให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ  หรือไม่เคยสนใจว่าเวลาจะผ่านไปช้าเร็วเท่าไร  เพราะเห็นความเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น  ในปัจจุบันขณะอยู่ตลอดเวลานั้น  เวลาที่ผ่านไปก็เท่ากันใน  1  นาที  

นี่คือความยุติธรรม ของธรรมชาติ  นี่คือความเท่าเทียมกัน  ที่ธรรมชาติมีให้กับทุกสรรพสิ่ง 


ใครที่น้อยใจว่า  เราเกิดมาไม่เท่าเทียมกับคนอื่นนั้น   ทำไมคนนั้นมีทรัพย์สมบัติ  มีเงินมีทองมากมาย  ทำไมคนนั้นมีอำนาจวาสนาใหญ่โต   ทำไมคนนั้นมีธุรกิจมากมาย  ทำไมคนนั้นมีชื่อเสียง 

และมองอีกด้าน  ทำไมคนนั้นลำบากยากจน  ทำไมคนนั้นต้องหาเลี้ยงตนอย่างค่นแค้น  ทำไมคนนั้นพิกลพิการ  กำพร้าน่าเวทนายิ่งนัก

แล้วทำไมคนนั้นความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร  ทำงานไปวัน ๆ  มีเงินไม่มากมาย   แต่ทำไมดูเหมือนเขาก็มีความสุขได้แค่ในสิ่งที่เขามี 

สุข  ทุกข์  วัดกันที่อะไร? 

แล้ว....อะไร....คือสิ่งที่สำคัญ...

1 นาทีที่คุณมีนั่นแหละ  สำคัญที่สุดแล้ว

1 นาที  ที่คุณมีโอกาสเลือกได้  ว่าจะทุกข์  จะสุข 
หรือจะปล่อยวางขันธ์ห้าที่มีอวิชชาเป็นตัวนำ และเป็นมูลเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย

คุณเลือกได้  ที่จะเป็น
 


1 นาทีของคนมีเงินพันล้านแล้วนอนรอความตาย  สมบัติทั้งหลายจะมีความหมายอะไร แค่เอามาแลกกับเวลาที่ยังเหลือน้อยนิด  ให้ยาวออกไปได้สักวัน  สักเดือน  สักปี  เท่านี้ก็พอใจแล้ว

ทรัพย์สินทั้งหลายย่อมไม่มีค่า  แค่มีเวลาเพิ่มอีกสักนิดให้กับชีวิตเท่านั้น

แล้วเราล่ะ  ทิ้งขว้างเวลากันทุกนาที  ด้วยความคิดที่ว่า...ยังมีเวลาเหลือเฟือ

ความประมาทนี้  มีอยู่ในเรา เรา ท่าน ท่าน ทุกคน
แต่ความประมาทนี้ ไม่มีอยู่ในผู้รู้  ผู้ฝึกตนดีแล้ว




จากพระไตรปิฎก  ภาษาไทย

 ฉบับหลวง  เล่มที่ 14

“ภัทเทกรัตนสูตร”  ข้อที่  527
....

ไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว

ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

สิ่งใดล่วงไปแล้ว

สิ่งนั้นเป็นอันละไป

สิ่งใดยังไม่มาถึง

สิ่งนั้นเป็นอันยังมาไม่ถึง

บุคคลจึงควรเห็นแจ้ง

ในธรรมะปัจจุบัน

อันไม่ง่อนแง่น

ไม่คลอนแคลน

พึงเจริญธรรมนั้นเนือง ๆ

ให้ปรุโปร่งเถิด

พึงทำความเพียรให้ได้

ในวันนี้แหละ

เพราะใครเล่า

จะรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ได้

การผัดเพี้ยนกับความตาย

ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย


.........


...(3)


1  นาทีของท่านจะสำคัญที่สุด...ถ้า   

1 นาทีนั้น   ได้พบพระธรรม   มีโอกาสได้เห็นสัจธรรม   นั่นสำคัญที่สุด  สำคัญมากกว่าชีวิตที่ยังเวียนว่ายตายเกิดด้วยความไม่รู้มากมายนัก 

เหมือนคำกล่าวทางธรรมที่ว่า   คนเกิดมาร้อยปี  แล้วไม่พบธรรมะ  ถือว่าเกิดมาชาตินั้นก็เป็นโมฆะบุรุษ   คือไม่เห็นสัจธรรม  ยังคงเวียนว่ายตายเกิดไปอย่างไม่มีทิศทาง 

สู้คนที่เกิดมาวันเดียวแล้วพบธรรมะ  พบสัจธรรมยังไม่ได้เลย

นั่นคือ  ต่อให้มีเวลายาวนานแค่ไหน  ถ้าไม่เห็นทางไปที่ถูกตรง  ก็ถือว่าเสียเวลาไปอย่างน่าเสียดายที่สุด  ในการมีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ในภพชาตินี้

แต่วันเดียวนี้  ถ้าได้มีโอกาสรู้  ได้มีโอกาสเห็นความเป็นจริงของสัจธรรมแล้ว  เห็นกฏไตรลักษณ์แล้ว  เขาก็จะมีแนวทางของการปฏิบัติ   แต่ละนาทีที่ผ่านไปเขาได้เห็นสัจธรรม  ละการยึดมั่นถือมั่นทีละน้อย ทีละน้อย  แม้เวลาที่มีแค่วันเดียวนี้   เมื่อเข้าใจ  ภพชาติใหม่ที่ต้องเกิดมา  ก็จะละอวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  ต่อเนื่องไปจากชาติที่ผ่านมา  เรียกว่าการบันทึกมุ่งไปในแนวทางใด  ธาตุรู้ก็จะบันทึกไว้แล้วส่งต่อไปในแนวทางนั้น  ก็จะ  ลด ละ เลิก  ปล่อยวาง  เห็นความว่างจากความเป็นตัวตนของตน   ก็จะเพียรปฏิบัติตามฐานความเห็นถูกตรงต่อไปเรื่อย ๆ  เรียกว่าเกิดมาเพื่อปฏิบัติต่อเนื่องต่อไปจนกว่าจะเกิดปัญญาเห็นธรรม  หรือเห็นธรรมชาติตามจริงจนได้  หลุดพ้นจากความเห็นผิดยึดติดในตัวตนได้  ในชาติใดชาติหนึ่งนั่นเอง

เวลาของอดีตที่ผ่านมา  ก็ผ่านไปแล้ว  จะกลับย้อนไปเปลี่ยนใหม่ก็ไม่ได้

เวลาที่คาดหวังในอนาคต  ยังไม่มาถึง  จะไปคาดหวัง  จะไปคิดล่วงหน้าก็ไม่มีประโยชน์อะไร  เพราะยังไปไม่ถึง

เวลาที่ท่านมี....แม้เพียงเสี้ยววินาทีใน...."ปัจจุบัน".... นั่นแหละ  สำคัญที่สุด



ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 4 .... เวลา สิ่งล้ำค่าที่มองไม่เห็น

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

นาทีสงบ.......




ความวาบไหวไหลผ่านการรู้เห็น
บังเกิดเป็นเรื่องราวให้กล่าวขวัญ
สิ่งดีร้ายที่เกิดในชีวัน
เพราะลวดลายกรรมผันให้พลิกแพลง

จากอารมณ์สู่ทวารสานสืบจิต
ความนึกคิดวิปลาสเข้าเคลือบแฝง
เรียงร้อยเป็นเรื่องราวกล่าวสำแดง
แล้วตอบโต้ด้วยแรงชอบกับชัง

ความฟุ้งซ่านเข้าผสานสืบผสม
เชื่อมอารมณ์วกวนชนหน้าหลัง
ขาดสติปัญญามาระวัง
ปล่อยคลื่นพังเขื่อนใจไหลท่วมจินต์

จึงเวียนว่ายไม่วางกลางกระแส
วุ่นวายแก้ปัญหาอันโหดหิน
ที่ตนเองก่อไว้ในชีวิน
เพราะไม่สิ้นอัตตามาสั่งการ

หากเปลี่ยนใหม่ให้ใจใช้สติ
และดำริปัญญามาตอบสาร
ความจำคิดเห็นผิดติดสันดาน
จะถึงกาลถูกรอนถอนจากใจ

ที่เคยหลงว่าดีมีตัวตน
หลงว่างามเหลือล้นสุขสดใส
จะปรับทิศตรงทางห่างเภทภัย
วิปลาสจางไปจากชีวา

แล้วเมื่อนั้นท่านจักมีนาทีสงบ
เพราะได้พบต้นตอก่อปัญหา
และตัดทิ้งด้วยอาวุธคือปัญญา
ชีวิตที่หนักหนาก็เริ่มเบา

ความกลุ้มรุมสุมใจในวันก่อน
เริ่มถ่ายถอนเพราะใจไร้ความเขลา
การไขว่คว้ายึดไว้ได้บรรเทา
ไร้ตัวเราให้ยึดถือมือปล่อยวาง