วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การไหว้พระ บูชาพระ‏

การไหว้พระ บูชาพระ‏




การไหว้พระนั้น มีอยู่ ๔ อย่างคือ


๑. ลาภวันทนา ไหว้เพราะอยากได้ลาภ

๒. ภยวันทนา ไหว้เพราะกลัวภัย

๓. กุลาจารวันทนา ไหว้ตามจารีตประเพณี

๔. อภิวันทนา ไหว้พิเศษยิ่ง โดยระลึกถึง ศีล สมาธิ ปัญญา ระลึกถึงพระรัตนตรัยจริง ๆ



การบูชานั้นมีอยู่ ๒ อย่างคือ



๑. อามิสบูชา บูชาด้วยสิ่งของ

๒. ปฏิบัติบูชา บูชาด้วยการปฏิบัติ แบ่งเป็น ๓ อย่างคือ

๑. ขั้นต่ำ ได้แก่ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม เรียนธรรม ไหว้พระ สวดมนต์ป็นต้น

๒. ขั้นกลาง ได้แก่เจริญสมถกรรมฐาน

๓. ขั้นสูง ได้แก่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน





เพราะ ฉะนั้น การไหว้พระบูชาพระ นับเป็นบุญเป็นกุศล มีผลให้ไปเกิดเป็นมนุษย์และเทวดาได้ในเมื่อแตกตายทำล ายขันธ์ไปแล้ว ถึงผู้นั้นจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม เมื่อทำลงไปอย่างนี้ ย่อมได้บุญอยู่ อุปมาเหมือนกับนาที่มีดินดี เวลาจะปลูกข้าวลงไป เราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ข้าวของเราต้องงามเป็นแน่ เพราะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นรัตนะ คือแก้วอันประเสริฐแท้ และเป็นเนื้อนาบุญของชาวโลก



คัดลอกจากหนังสืออนุสรณ์งานบำเพ็ญกุศลศพ ครบ ๑ ปี
พระครูสุวรรณเสลาภรณ์ (หลวงพ่อสาย อคฺควํโส)
อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ต. ท่าขนุน อ. ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บทสรุป..ความจริงของชีวิต

บทสรุป ... ความจริงของชีวิต...ที่ทุกท่านสมควรอ่าน


อ้างอิงจาก    http://suwalaiporn.com.www.readyplanet.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=421135&Ntype=2

บทสรุป...ความหมายความจริงของชีวิต


ชีวิต  ประกอบด้วย  รูป และนาม  เรียกว่า  รูปธรรม  นามธรรม  ส่วนที่เป็นรูปคือ ร่างกายที่สามารถมองเห็นได้  ประกอบด้วยธาตุ 4 ได้แก่ดิน น้ำ ลม ไฟ และอาการ 32 ได้แก่  ผม ขน เล็บ ฟัน  หนัง  เนื้อ ฯลฯ 

ส่วนที่เป็นนาม  คือส่วนที่ไม่สามารถมองเห็นได้  เป็นส่วนใจประกอบด้วยเวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  มีทั้งกาย และใจ  มีทั้งรูป และนาม  จึงจะเป็นชีวิต  ซึ่งมีองค์ประกอบรวมกันเรียกว่า ขันธ์ 5
รูป  และนาม  เป็นภาพลักษณ์ที่แสดงอาการบ่งบอกได้ว่ามีชีวิต  เป็นอาการภายนอกต่าง ๆ ที่สามารถสังเกตเห็นได้  เช่นสุขเวทนา  ทุกขเวทนา  ลึกลงไปภายในชีวิตทุกชีวิต  มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์  คือ อนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา  และสิ่งที่ซ่อนอยู่ใจกลางชีวิต  คือ สุญญตา  ความว่างเปล่า  ไม่มีอะไรน่าเอา  ไม่มีอะไรน่าเป็น  พอที่จะยึดมั่นถือมั่นด้วยอัตตาจนเป็นทุกข์ 

สุญญตา จึงถือได้ว่าเป็นแก่นพุทธศาสตร์  ผู้ใดเข้าถึงแก่นพุทธศาสตร์  ก็ถึงซึ่งนิพพาน  ไม่มีความโลภ ความโกรธ หรือความหลงใหลในสิ่งใด


เมื่อได้ทราบความจริงของชีวิตดังนี้แล้ว  สิ่งที่พึงกระทำก็คือ  การใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง  ไม่ให้ตกลงไปในอุปาทานด้วยอำนาจของกิเลส  ตัณหา  ลดอัตตา  ความเห็นแก่ตัวลงให้ได้มากที่สุด  ด้วยสติ  และปัญญา  รู้อยู่ตลอดเวลาว่าไม่มีอะไร น่าเอา  ไม่มีอะไร น่าเป็น ที่จะนำมายึดมั่นถือมั่นให้เป็นทุกข์  ทุกอย่างเป็นมายา  เป็นสุญญตา  ว่างเปล่าไร้ตัวตน  เพื่อตัดวงจรของวัฏฏสงสารในชีวิตของตน  อันเป็นแก่นของพุทธศาสนา.


.......................................


ได้นำบทความต่าง ๆ จากพระไตรปิฎก  จากพระสูตร  หรือจากแหล่งธรรมะอ้างอิงต่าง ๆ  ที่กล่าวถึงขันธ์ 5  กล่าวถึงกฏไตรลักษณ์  อนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา  และกล่าวถึงความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ  หลายบทความนั้น 

ก็เพื่อที่จะให้ทุกท่านได้นำไปเทียบเคียงว่า  สิ่งที่ระบบได้ถ่ายทอดข้อความผ่านมาในเรื่องของการปฏิบัติเพื่อละวางอัตตาตัวตน  เพื่อเห็นขันธ์ห้าตามความเป็นจริงนั้น  แตกต่างไปจากพระธรรมคำสั่งสอนในเรื่องของไตรลักษณ์หรือไม่

ขอให้ท่านใช้การพิจารณาไตร่ตรองในข้อมูลต่าง ๆ ด้วยตัวของท่านเองนะคะ 

ก่อนที่จะตัดสินใจว่า 
ถึงเวลา...ที่สมควรจะละวางขันธ์ 5 ...ได้หรือยัง ? 


http://ufokaokala.com/index.php?topic=2877.0

โลกว่างเปล่า

พระไตรปิฎก  ฉบับเยาวชน

เล่มที่ 5   อ้างจาก

สุญญสูตร  เล่ม 18 
ข้อ 104-110




โลกว่างเปล่า

พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า

ที่เรียกว่า  โลกว่างเปล่านั้นเป็นเช่นไร?

พระองค์ตรัสว่า 
อายตนะ  วิญญาณ  ผัสสะ  และเวทนา
 
เป็นของว่างเปล่า 
เพราะว่างจากตน  จากความเป็นของของตน


...................

 
หนังสือ  พระพุทธองค์ตรัส
จากพระไตรปิฎก  ภาษาไทย

 ฉบับหลวง  เล่มที่ 14

“มหาปุณฌมสูตร”  ข้อที่  129

.......


พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญา 

ตามความเป็นจริงดังนี้ว่า
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต

ทั้งที่เป็นปัจจุบัน


เป็นไปในภายใน

หรือมีในภายนอกก็ตาม

หยาบหรือละเอียดก็ตาม

เลวหรือประณีตก็ตาม
อยู่ในที่ไกล

หรือในที่ใกล้ก็ตาม


ทั้งหมดนั่น
เป็นสิ่งไม่เที่ยง  เป็นทุกข์

มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา


ควรหรือที่จะเห็นสิ่งนั้นว่า
นั่นของเรา  นั่นเรา

นั่นตัวตนของเรา


....

 
6.3  อนัตตลักขณสูตร


ดังจะเห็นได้จากสมัยที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5  ท่าน  ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8  วันอาสาฬหบูชา  ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  เมืองพาราณสี  หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว   

เนื้อหาของพระสูตรเป็นเรื่องของเบญจขันธ์  อันได้แก่รูป  เวทนา สัญญา สังขาร  และ วิญญาณ    ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยปรุงแต่ง  ไม่มีตัวตน  ทำให้พระปัญจวัคคีย์สำเร็จเป็นพระอรหันต์  ด้วยได้ฟังอนัตตลักขณสูตร  ซึ่งเป็น  พระสูตรที่แสดงลักษณะแห่งเบญจขันธ์  ว่าเป็นอนัตตา   เป็นหนึ่งในไตรลักษณ์




อ้างอิงhttp://www.suwalaiporn.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=121353&Ntype=2

.....
6.4  สุญญตา

ความหมายของสุญญตา

ในคำสอนของพุทธศาสนา  สุญญตา  หมายถึง ความเป็นสภาพที่ว่างจากความเป็นสัตว์  บุคคล  ตัวตน เรา เขา หรือ ภาวะที่ขันธ์ 5 เป็นอนัตตา  คือไร้ตัวตน  มิใช่ตน  ว่างจากความเป็นตน  ว่างจากสาระต่าง ๆ เช่น  ความสวยงาม  ความสุข  ความทุกข์  ความว่างจากกิเลส  ราคะ โทสะ  โมหะ  สภาวะที่ว่างจากสังขาร  การปรุงแต่งจิตทั้งหลาย  ความว่างที่เกิดจากความกำหนดหมายในใจ  ถึงภาวะว่างเปล่า  ไม่มีอะไรเลย  เป็นส่วนหนึ่งของไตรลักษณ์  เพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักไตรลักษณ์ยิ่งขึ้น  ขอให้พิจารณาคำกล่าวของ พุทธทาสภิกขุ  ดังนี้
" พุทธศาสนา  มีคำอยู่คำหนึ่ง  เป็นคำรวมยอด  คือคำว่า  สุญญตา  ซึ่งแปลว่าความเป็นของว่าง  คำว่า  ว่าง  ในที่นี้  ก็คือว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน  คำ ๆ นี้ กินความรวบยอดไปถึงหมด  ทั้ง อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ที่ว่าว่างจากตัวตนนี้  หมายถึงว่างจากสาระที่เราควรเข้าไปยึดถือเอาด้วยกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้น  ว่าของเรา 

การพิจารณาให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงว่างจากความหมาย หรือสาระที่ควรเข้าไปยึดถือนั้น  เป็นตัวพุทธศาสนาแท้  เป็นหัวใจ หรือใจความสำคัญ  ที่เป็นจุดศูนย์ของการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา...."



...

อ่านเพิ่มเติม ได้จาก http://suwalaiporn.com.www.readyplanet.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=421132&Ntype=2    ...


http://ufokaokala.com/index.php?topic=2877.0

ลําดับการทําบุญสูงสุด

ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน 100 ครั้ง
ผลบุญยังน้อยกว่าทำทานกับคนไม่มีศีลแม้เพียงครั้งเดียว

ทำทานกับคนไม่มีศีล 100 ครั้ง
ผลบุญยังน้อยกว่าทำทานกับผู้มีศีล 5 แม้เพียงครั้งเดียว

ให้ทานผู้มีศีล 5 มากถึง 100 ครั้ง
ผลบุญยังน้อยกว่าให้ทานผู้มีศีล 8 แม้เพียงครั้งเดียว

ให้ทานผู้มีศีล 8 มากถึง 100 ครั้ง
ผลบุญยังน้อยกว่าถวายทานผู้มีศีล 10 แม้เพียงครั้งเดียว

ถวายทานผู้มีศีล 10 มากถึง 100 ครั้ง
ผลบุญยังน้อยกว่าถวายทานแด่สมมุติสงฆ์แม้เพียงครั้งเดียว

ถวายทานแด่สมมติสงฆ์ 100 ครั้ง
ผลบุญยังน้อยกว่าถวายทานแก่พระโสดาบันแม้เพียงครั้งเดียว

ถวายทานแด่พระโสดาบัน 100 ครั้ง
ผลบุญยังน้อยกว่าถวายทานแก่พระสกิทาคามี แม้เพียงครั้งเดียว

ถวายทานพระสกิทาคามี 100 ครั้ง
ผลบุญยังน้อยกว่าถวายทานพระอานาคามีแม้เพียงครั้งเดียว

ถวายทานพระอนาคามี 100 ครั้ง
ผลบุญยังน้อยกว่าถวายทานให้พระอรหันต์ แม้เพียงครั้งเดียว

ถวายทานแก่พระอรหันต์ 100 ครั้ง
ผลบุญยังได้น้อยกว่าถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้เพียงครั้งเดียว

ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า 100 ครั้ง
ผลบุญยังได้น้อยกว่าถวายทานแด่พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เพียงครั้งเดียว

ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 100 ครั้ง
ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายสังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะถวายเพียงครั้งเดียว

ถวายสังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน 100 ครั้ง
ยังได้บุญน้อยกว่าถวายวิหารทานครั้งเดียว

ถวายวิหารทาน 100 หลัง
ยังได้บุญน้อยกว่าให้ธรรมทานครั้งเดียว

ให้ธรรมทาน 100 ครั้ง
ยังได้บุญน้อยกว่าการให้อภัยทานครั้งเดียว

อภัยทาน 100 ครั้ง
บุญยังน้อยกว่าการถือศีล 5 แม้เพียงครั้งเดียว

ถือศีล 5 มากถึง 100 ครั้ง
บุญยังน้อยกว่าถือศีล 8 แม้เพียงครั้งเดียว

ถือศีล 8 มากถึง 100 ครั้ง
บุญยังน้อยกว่าการถือศีล 10 ครั้งเดียว
( ถือศีล 10 คือบวชเป็นสามเณร)

บวชเป็นสามเณร รักษาศีลไม่ด่างพร้อย 100 ปี
บุญยังน้อยกว่าผู้อุปสมบทเป็นพระ แม้บวชเพียงวันเดียว

พระพุทธเจ้าตรัสในเบื้องปลายว่า“แม้ จะได้อุปสมบทเป็นภิกษุ รักษาศีลครบ 227 ข้อ
ไม่เคยขาด ไม่ด่างพร้อย 100 ปี บุญกุศลยังน้อยกว่าผู้ที่ทำสมาธิให้จิตสงบ(ฌาน)
แม้นานเพียงไก่กระพือปีก”


“ผู้ใดเข้าฌาน นาน 100 ปีและไม่เสื่อม บุญยังน้อยกว่าผู้ที่มองเห็นความเป็นจริงว่า
สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง มาจากการปรุงแต่ง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แม้จะเห็นเพียงชั่วขณะจิตก็ตาม

อ้างอิงจาก   Re: รวมเรื่องเล่าแปลก ๆ ตามแบบคนมีเขา (เขากะลา)
http://ufokaokala.com/index.php?topic=405.msg8793#msg8793


จะเห็นว่า  การสร้างกุศลกรรมทั้งหลาย   มีการสะสมกันมาหลายขั้นตอน  ตั้งแต่ทาน ศีล  และสุดท้ายคือการภาวนา  คือการใช้ปัญญาไตร่ตรอง  พิจารณาให้เห็นขันธ์ 5  ตามความเป็นจริง  ว่ามันไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และไม่ได้เป็นตัวตน  ไม่ได้เป็นตัวใครของใคร  เป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยนั่นเอง

อานิสงค์สูงสุดของการทำบุญ....ก็คือ  การเห็นกฏไตรลักษณ์  คือเห็นว่า
 
สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง มาจากการปรุงแต่ง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

และแม้จะเห็นเพียงชั่วขณะจิตก็ตาม  ก็ยังมีอานิสงค์สูงสุดแล้ว  ในลำดับการทำบุญทั้งหลาย

แล้วการที่จะเห็นกฎไตรลักษณ์ได้  ก็ต้องอาศัยเรียนในขันธ์ 5  ขันธ์นี้ 

เรียนรู้จากขันธ์ 5 ของแต่ละท่าน  นั่นใกล้ที่สุดแล้ว

ถ้าเห็นว่าทุกสรรพสิ่งไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  แม้กระทั่งขันธ์ 5  ก็ไม่ใช่ตัวตน ของตน  จึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น

แม้เห็นได้สักวินาที  ลองคิดดูสิ....ว่าจะมีอานิสงค์มากมายแค่ไหน
สร้างกุศลได้ทุกวัน  ทุกนาที  ทุกวินาที  จากขันธ์ห้า  ขันธ์นี้...ของท่านเอง 

อยู่ที่ใคร....จะมีความเพียรเห็นความว่างจาก  "ขันธ์ 5"   ตามความเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้น 


ขออนุโมทนาทุกท่าน  ที่เพียรปฏิบัติธรรม  ด้วยวิถีทางของการวิปัสสนา  เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นขันธ์ 5 ตามความเป็นจริง

http://ufokaokala.com/index.php?topic=2877.0

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาท
ปรมัตถธรรมอันเป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้ 


ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมอันลึกซึ้ง ที่หลังจากแรกตรัสรู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงน้อมที่จะไม่แสดงธรรมแก่เหล่าสรรพสัตว์  เพราะมีพุทธดําริในแรกเริ่มว่าจะไม่เผยแผ่ธรรมที่ท่านตรัสรู้ ก็เนื่องจากความลึกซึ้งของ "ปฏิจจสมุปบาท และ นิพพาน" ว่าเป็นที่รู้เข้าใจได้ยากแก่สรรพสัตว์ (พระไตรปิฎก เล่ม๑๒/ข้อ๓๒๑)   เหตุที่กล่าวแสดงดังนี้ เพื่อให้ท่านได้พิจารณาธรรมนี้โดยละเอียดและแยบคายจริงๆ  ไม่เกิดความประมาทว่าเป็นของง่ายๆ ดังปรากฎแก่พระอานนท์มหาเถระมาแล้ว   จึงจักเกิดประโยชน์สูงสุดขึ้นได้  และควรกระทําการพิจารณา(ธรรมวิจยะ)โดยละเอียดและแยบคายด้วยความเพียรพยายาม อย่างยิ่ง เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้แล้วว่า"ยากและลึกซึ้ง"  แต่เรามีแนวทางปฏิบัติของท่านแล้ว จึงเป็นสิ่งอันพึงปฏิบัติได้  แต่กระนั้นเราผู้เป็นปุถุชนจึงมิควรประมาทว่าเข้าใจแล้วโดยการอ่าน, การฟังแต่เพียงอย่างเดียวโดย เด็ดขาดเพราะเกินกำลังอำนาจของปุถุชน   จักต้องทําการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายจริงๆ(โยนิโสมนสิการ)จึงจัก บังเกิดผลอย่างแท้จริงปฏิจจสมุปบาท ดำเนินเป็นไปตามหลักธรรม อิทัปปัจจยตา ที่มีพระพุทธพจน์ ตรัสสอนไว้ว่า

เมื่อเหตุนี้มี  ผลนี้จึงมี เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น  ผลนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อเหตุนี้ไม่มี  ผลนี้จึงไม่มี เพราะเหตุนี้ดับ   ผลนี้จึงดับ

อันแลดูเป็นธรรมดา แต่กลับแสดงถึงสภาวธรรมหรือสภาวธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ตาม ความเป็นจริงถึงขั้นสูงสุด(ปรมัตถ์) ถึงปัจจัยอันเนื่องสัมพันธ์กันจึงเป็นผลให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้น  อันเป็นหัวใจสําคัญในพุทธศาสนาที่ยึดในหลักธรรมที่ว่า" สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย " หรือ " ธรรม(สิ่งหรือผล)ใด ล้วนเกิดแต่เหตุ "  อันเป็นเฉกเช่นเดียวกับหลักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั่นเอง แตกต่างกันแต่ว่าหลักวิทยาศาสตร์นั้นส่วนใหญ่ครอบคลุมแต่เพียงด้านวัตถุธรรม หรือรูปธรรมเพียงด้านเดียว  แต่ธรรมของพระพุทธองค์นั้นครอบคลุมถึงขั้นปรมัตถ์คือตามความเป็นจริงขั้นสูง สุด จึงครอบคลุมโดยบริบูรณ์ ทั้งฝ่ายรูปธรรม(วัตถุ)และนามธรรม(จิต,นาม),  ปฏิจจสมุปบาทก็เนื่องมาจากหลักธรรมอิทัปปัจจยตาหรือกฎธรรมชาตินี้  แต่เป็นหลักธรรมที่เน้นเฉพาะเจาะจงถึงเหตุปัจจัยให้เกิดผล อันคือความทุกข์(ฝ่ายสมุทยวาร) และการดับไปแห่งทุกข์(ฝ่ายนิโรธวาร) โดยตรงๆ แต่เพียงเรื่องเดียว

ช่างยนต์ ต้องรู้เรื่องเครื่องยนต์อย่างดี  จึงจักซ่อมบํารุงได้ดี  ฉันใด
ผู้ที่ต้องการดับทุกข์ จึงต้องกำหนดรู้ เรื่องทุกข์ และการดับทุกข์อย่างดี จึงจักดับทุกข์ได้ดี  ฉันนั้น


      พระองค์ท่านได้ตรัสไว้ว่า ท่านสอนแต่เรื่องทุกข์และการดับทุกข์  ที่สอนให้รู้เรื่องทุกข์ต่างๆ มิใช่เพื่อให้เป็นทุกข์  แต่เพื่อนำความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ ไปใช้ในการดับทุกข์  อันเป็นสุขอย่างยิ่ง
      ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมในรูปกฎแห่งธรรมชาติขั้นสูงสุด คือเป็นสภาวธรรมจริงแท้แน่นอนอย่างที่สุดหรือมันต้องเป็นเช่นนั้นเองจึงอกาลิโกยิ่งนัก อันกล่าวถึง กระบวนจิตของการเกิดขึ้นของทุกข์และการดับไปของทุกข์ ที่แสดงถึง การอาศัยกันของเหตุต่างๆ  มาเป็นปัจจัยกัน แล้วก่อให้เกิดเป็นความทุกข์ขึ้น,    หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า

      ธรรมที่แสดงถึงเหตุปัจจัยชนิดต่างๆ ที่ทําให้เกิดเหตุปัจจัยต่อเนื่องสืบต่อกัน  อันเป็นผลให้เกิดทุกข์ในที่สุด,   หรือกล่าวอย่างละเอียดได้ว่า

      ธรรมที่แสดงถึงการที่ทุกข์เกิดขึ้นได้นั้น เพราะอาศัยเหตุปัจจัยอันเกิดต่อสืบเนื่องกันมาเป็นลําดับ...ซึ่งมีองค์ประกอบ ๑๒ ส่วนหรือองค์ธรรม  เกี่ยวเนื่องเป็นปัจจัยแก่กันและกัน  หมุนเวียนไปเป็นวงจรเกี่ยวเนื่องกันไปเป็นลําดับ แต่หาต้นหาปลายไม่ได้เพราะเป็นภวจักรหรือวงจร  ซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยอันหนึ่งเป็นปัจจัยของอีกอันหนึ่ง และปัจจัยอีกอันหนึ่งนี้ก็เป็นปัจจัยของอีกอันอื่นๆสืบต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด......

จึงก่อเกิดเป็นสังสารวัฏการเวียนว่ายตายเกิดในภพ....ในชาติ,  และมีการเกิดภพ เกิดชาติ ตั้งแต่ในปัจจุบันชาตินี้เอง กล่าวคือเกิด ภพ ชาติ ตั้งแต่ ณ ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้นั่นเอง!  และสามารถเกิด ภพ เกิด ชาติ อันเป็นทุกข์ได้ในทุกขณะจิต!

      เพราะความลึกซึ้งและแยบคายของปฏิจจสมุปบาทอันเป็นปรมัตถธรรมคือเป็นธรรมหรือ สิ่งที่เป็นจริงขั้นสูงสุด จึงมีความหมายครอบคลุมไปถึงเรื่องข้ามภพ ข้ามชาติ หรือการเกิดภพชาติ ตลอดจนแม้กระทั่งกําเนิดของโลก อันเป็นโลกิยะ อันยังประโยชน์ต่อขันธ์หรือชีวิตของปุถุชน,  แต่พระพุทธประสงค์โดยลึกซึ้งสูงสุดแล้ว เป็นการแสดงแบบโลกุตระ (ดังกล่าวแสดงโลกิยะและโลกุตระไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร)  ที่แสดงการเกิดขึ้นของภพ ชาติ แล้วดับภพ ดับ ชาติ   เหล่านั้น เสีย ตั้งแต่ในปัจจุบันชาตินี้ ก่อนตายหรือแตกดับ หรือดับความทุกข์ที่เกิดจากภพจากชาติเหล่านี้ ที่เกิดดับ..เกิดดับ อยู่เป็นระยะๆทุกขณะจิตโดยไม่รู้และไม่เข้าใจด้วยอวิชชา    เป็นการ เกิดดับ เกิดดับๆๆ..ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาทุกขณะ ทั้งๆที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่    เยี่ยงนี้จึงเป็นเรื่องที่ถูกพระพุทธประสงค์อย่างถูกต้องและแท้จริงเป็นสูง สุด เป็นโลกุตระ  และเมื่อมีความเข้าใจอย่างถูกต้องแท้จริง(สัมมาญาณ) ย่อมทําให้ดําเนินไปในธรรมได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว (อ่านรายละเอียดได้ใน การตีความปฏิจจสมุปบาท)
ดังพุทธพจน์ ที่ตรัสไว้ว่า

เราตถาคต จึงบัญญัติความเพิกถอน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบัน (จูฬมาลุงโยวาทสูตร)




อ้างอิงจาก  http://www.dhammakid.com/board/ocoaaaad/oeaooo-aanaaain1ac1aeonnaaeeaneaue/msg4803/#msg4803



http://ufokaokala.com/index.php?topic=2877.0 

การซ้อนขันธ์

ผู้ดู  หรือสติปัญญา  ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ   แต่ยากที่จะเห็นได้

ภาษาระบบจึงให้เรียก....การซ้อนขันธ์ 
เป็นอุบายอย่างหนึ่ง  คือสร้างตัวนักสืบซึ่งก็คือตัวสติ   ซ้อนออกมาเป็นผู้ดู

เพื่อที่จะดูให้เห็นว่า....ขันธ์ห้า  มันมันไม่ได้เป็นตัวเราโดยแท้จริง  มันแยกกันได้   เพื่อที่จะไม่รีบยึด  ไม่รีบทุกข์  นั่นเอง

เพราะเมื่อก่อน  หากพูดถึงคำว่า.... ให้มีสติ  ฝึกสติให้รู้ทันอุปาทาน 

แต่น้อยคนนักที่จะทำได้   เพราะไม่เข้าใจ  ไม่รู้จะคอยดูมันอย่างไร   จึงมักจะคล้อยตามไปในอุปาทานเหล่านั้น

แต่ พอเป็นอุบายให้ซ้อนขันธ์  ออกมาดูอารมณ์เหล่านั้นที่กำลังเกิดขึ้น  นั่นคือหลอกให้มีสติ  เพื่อใช้จับอารมณ์ไว้ก่อน  แล้วจึงใช้ปัญญาตัดอุปาทานนั้นออกไป

การฝึกสติแบบนี้จึงดูเป็นเรื่อง ง่าย ๆ  คิดกังวล  ก็ซ้อนออกมาดูความกังวล  เมื่อเห็นความกังวล  เห็นความคิด  ก็จะไม่กลัวความคิด  เพราะเกิดปัญญาเห็นธรรม  หรือเห็นธรรมชาติของขันธ์ห้า  ที่มันปรุงแต่งเรื่อยไป  ก็วางมันได้ด้วยปัญญา

จึงมีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้า  รู้เท่าทันความคิด  เห็นการปรุงแต่งของสังขาร  รู้เท่าทันอารมณ์  ที่เกิดขึ้นตามภาวะนั้น ๆ 

นี่คืออุบาย  ให้แยกสติออกจากขันธ์ห้า  แบบง่าย ๆ  สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน   

เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกสติปัฐฐาน 4   คือกาย  เวทนา  จิต  ธรรม 

เมื่อมีสติ   เป็นผู้เห็นอารมณ์เหล่านั้นในขันธ์ 5   ก็ยังไม่ทันยึด  ยังไม่ทันทุกข์  นั่นเอง 


.......................
คำระบบ  มีมากมายหลายคำ  แต่ละคำมีความหมายเพื่อหลอกให้อุปาทานที่หลงยึดในคำสมมุติเหล่านั้น  งง .... !

เพราะคำที่ไม่เคยได้ยิน  ก็เลยไม่ทันยึด  เพราะอุปาทานกำลังงงอยู่ว่ามันหมายถึงอะไร?

พออุปาทานงง  .... ก็ช่วงชิงด้วยปัญญา  บันทึกเข้าไปใหม่ที่ประกอบด้วยปัญญา  ไปแทนที่อวิชชาที่เห็นผิดนั่นเอง

เพราะว่าอุปาทาน  มันหลงยึดแบบโง่ ๆ  ตามอวิชชา  มันยึดแบบตรงไปตรงมา  อวิชชารู้มาอย่างไร มันยึดอย่างนั้น

เมื่อก่อนไม่รู้จักคำว่า....โง่

พอมีคนบอก  มีการสมมุติ  มีการรับรู้  สัญญาบันทึก  แล้วอุปาทานยึดเกาะเรียบร้อยว่า  โง่...หมายถึงอะไร

พอพูดว่า  แกโง่

ขันธ์ ห้าส่งต่อมาทันที  ตีคำสมมุตินี้ว่า   โง่คือ  หมายถึงปัญญาอ่อน  ไม่ฉลาด  ไม่ทันคน  สมองทึบ  แล้วแต่จะบันทึกความหมายไว้แค่ไหน 

คำว่าแก  ก็คือหมายถึงตัวเรา  มันว่าตัวเรา

ถ้าพูดขึ้นลอย ๆ ... โง่ 
แม้ได้ยินก็ยังไม่ทุกข์    เพราะไม่มีการเอ่ยถึงใครเป็นผู้รับ
 


แต่ถ้าหันมาหาแล้วบอก.....แกโง่

มีผู้รับทันที  อุปาทานไปรับปั๊บ  ว่าหมายถึงเรา 

หรือหากแค่หันมามองหน้าแล้วพูดว่า...โง่

ก็ตีความหมายได้ว่า   หมายถึงเรา

เพราะมองเราแล้วพูดว่าโง่    นั่นคือว่าเราโง่   ตีความหมายที่สมมุติไว้    โง่คือ  หมายถึงปัญญาอ่อน  ไม่ฉลาด  ไม่ทันคน  สมองทึบ 

ประมวลผลทันที  มันว่าเราโง่

เจ็บปวดขึ้นมาทันที  เป็นเรื่องในทันใด  ทุกข์มากมายแค่คำเดียว

และนี่คือ  การมีชั้นเดียว  คือไม่มีสติรู้เท่าทันการปรุงแต่งตามการกระทบของขันธ์ห้า  จึงอุปาทานว่า  ความทุกข์นั้นเป็นของเรา

ซึ่งมีบุคคลมากมายที่ยังคงเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน  คือทุกข์....ทุกวัน 

ก็คือไปรับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในขันธ์ห้า   ที่อุดมไปด้วยอวิชชา  แล้วอุปาทานว่าเป็นเรา  ทุกข์ของเรานั่นเอง

...................
การ ที่จะทำลายตัวผู้ดูนั้น  ต้องใช้ปัญญาเห็นธรรม  เห็นตามความเป็นจริงของธรรมชาติ   ว่าแท้จริงแล้ว  ขันธ์ 5 ไม่ได้มีตัวตน  ดังเช่นที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า

.............

ปุถุชน พิจารณาเห็นขันธ์โดยความเป็นตน    พิจารณาเห็นตนมีขันธ์  เห็นขันธ์ในตน   เห็นตนในขันธ์     ชื่อว่าถูกจองจำไว้ด้วยเครื่องพันธนาการ  คือขันธ์ 5  ย่อมแก่ - ตาย ทั้งเครื่องพันธนาการ 
...............

นั่น คือ  หากยังเห็นว่า  ในขันธ์ 5 มีตน  มีตัวตนผู้ดู มีตัวตนผู้รู้  ต่อให้ซ้อนอย่างไร  ก็ยังมีผู้รู้ซ้อนรู้  ซ้อนรู้ ๆ ๆ ๆ ลงไปละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ  เรียกว่าเป็นอินฟรีนิตี้  คือไม่มีวันจบสิ้น

เพราะ การเห็น  การรู้  ผู้ดู  ก็คือตัวสติปัญญา  ที่เป็นหนึ่งในขันธ์ 5  แต่มีการสังเคราะห์ปัญญาที่เริ่มละเอียดมากขึ้น  จึงเริ่มไม่เข้าไปผูกติดแนบแน่นกับขันธ์ต่าง ๆ แบบเหนียวแน่นเช่นแต่ก่อน  อย่างที่คุณ tam  จะเห็นได้ว่า  มีการหลวมขึ้นระดับหนึ่ง  นั่นคือมีความว่างกั้นระหว่าง  ขันธ์ห้า  กับอุปาทานนั่นเอง

แต่ การหลุดพ้นจากความเห็นผิดคิดว่ามีตัวตน    ต้องใช้การสะสมปัญญาเห็นธรรม  หรือเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง  ให้เห็นจริงมากขึ้น  มากขึ้น  จนเกิดความเข้าใจในธรรมนั้น ๆ  แล้วเกิดการจางคลายจากความเห็นที่เป็นตัวเรานั่นเอง

ดังนั้น  การหลุดพ้น คือหลุดพ้นจากความเข้าใจผิด ที่คิดว่าขันธ์ 5 นี้เป็นตัวตน  นั่นเอง


การหลุดพ้นจากขันธ์5 แปลยาวอีกนิดคือ การหลุดพ้นจากความเข้าใจผิดว่ามีตัวเราในขันธ์5 (หลุดพ้นด้วยปัญญาเห็นธรรม)

ดังที่คุณ minky  กล่าวไว้นั้น ถูกต้องแล้ว


คือ เข้าใจให้ถูกตรง  ว่าแท้จริงแล้วมีเพียงธรรมชาติที่ดึงดูดดินน้ำลมไฟ  เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งมารวมกัน  แล้วมีกระบวนการคิดรู้ได้    แต่ด้วยมีอวิชชาหลงผิด...เข้าใจผิด  คิดว่าสิ่งที่เดินได้  คิดรู้ได้นี้มีตัวเรา  จึงอุปาทานคือยึดมั่นในความเข้าใจผิดนั้นอย่างเหนียวแน่น
คือมีความเห็นผิดคิดว่าเป็นตัวเราของเราเท่านั้น

ถ้า จะออกจากความเห็นผิดนี้ได้  แค่เข้าใจให้ตรง  เห็นจริงตามที่พระพุทธองค์กล่าวไว้  คือเห็นว่าไม่ได้เป็นตัวใคร  ของใคร  ขันธ์ 5  นี้มิได้เป็นตัวตน   ไม่ได้มีตัวตนในขันธ์จริงๆ  หากเห็นจริงตามนั้น  ก็ออกได้เลย  ออกจากอุปาทานขันธ์ 5 ได้เลย

แค่เห็นจริงตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอน  แล้วเน้นย้ำให้เห็นว่า  ขันธ์ห้านี้ไม่ได้เป็นตัวตน  ไม่ได้มีตนในขันธ์เหล่านี้
.............


อนัตตลักขณสูตร

ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร เรื่องอนัตตาในขันธ์ ๕
ต่อเหล่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ จนสำเร็จพระอรหันต์


เนื้อหาของพระสูตร  อนัตตลักขณสูตร  ที่กล่าวถึงความเป็นอนัตตาของขันธ์  5  อ่านเพิ่มเติมได้จากเว็บไซด์นี้ค่ะ

อ้างอิง  http://www.nkgen.com/33.htm



...........................


อ้างอิง
http://www.suwalaiporn.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=121353&Ntype=2


6.3  อนัตตลักขณสูตร

ดัง จะเห็นได้จากสมัยที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5  ท่าน  ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8  วันอาสาฬหบูชา  ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  เมืองพาราณสี  หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว    เนื้อหาของพระสูตรเป็นเรื่องของเบญจขันธ์  อันได้แก่รูป  เวทนา สัญญา สังขาร  และ วิญญาณ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยปรุงแต่ง  ไม่มีตัวตน  ทำให้พระปัญจวัคคีย์สำเร็จเป็นพระอรหันต์  ด้วยได้ฟังอนัตตลักขณสูตร  ซึ่งเป็นพระสูตรที่แสดงลักษณะแห่งเบญจขันธ์  ว่าเป็นอนัตตา  เป็นหนึ่งในไตรลักษณ์


..................


ขอให้ อ่าน  ตีความหมาย  เพื่อมีความเข้าใจให้ตรงกับสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน  คำสอนที่เป็นแก่น   คือมีเพียงขันธ์  5  รู้จักเบญจขันธ์  หรือขันธ์ 5  ตามความเป็นจริงแล้ว

จะเกิดปัญญา  ตัดโซ่แห่งอวิชชา  ให้ขาดได้นั่นเอง   


เพราะ เมื่อมีความเห็นตรงในวิชชาแล้ว  มีการปฏิบัติเพื่อเอื้อต่อการเห็นว่ามันไม่ได้เป็นตัวตนของตนแล้ว   จะเกิดการสังเคราะห์ปัญญาขึ้นมา  เพื่อแทนที่อวิชชาที่มีความหลงผิดคิดว่าเป็นตัวตนของตนนั้น  แล้วอุปาทานที่เคยหลงยึดมั่นว่า  ว่าเป็นตัวฉัน  ของฉัน   ก็จะเริ่มหาที่ยึดไม่ได้  เพราะอวิชชาเริ่มจางคลาย  เพราะมีความรู้ใหม่มาแทนที่นั่นเอง

อุปาทานที่เคยหลงยึดติด  คิดว่าขันธ์ห้าเป็นตน  เป็นของตน  ความยึดมั่นว่าเป็นตัวฉันก็เริ่มสั่นคลอน  คือมีความว่างเข้ามากั้น  ระหว่างขันธ์ 5  กับอุปาทานนั้น 

นั่นคือเกิดปัญญาเห็นว่านั่นไม่ใช่เรา  นี่ก็ไม่ใช่เรา 
ความคิดที่เคยเห็นว่าเราแน่ ๆ  พอจะพุ่งไปยึด ไปเจอความว่างกั้น 
มันก็เลยยึดได้น้อยลง  เพราะเริ่มเกิดปัญญาเห็นธรรม  หรือเห็นว่ามันเป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้นเองมากขึ้น

ก็ ขอให้คุณ tam  ลองศึกษาในความเป็นอนัตตาของขันธ์ 5  ให้เข้าใจ  ให้เห็นอย่างถูกต้องตรง  แล้วจะเกิดปัญญาที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากวิชชา  คือความเห็นจริงในธรรม  หรือในธรรมชาติ  ด้วยความเห็นว่าขันธ์นี้  มันไม่ได้เป็นตัวตน    ไม่ได้มีตนอยู่ในขันธ์แต่อย่างใด

เมื่อถึงฝั่งแล้ว  สุดท้ายธรรมะ  ก็ต้องละ 
เพราะธรรมะ คือธรรมชาติ  เมื่อคืนสู่ธรรมชาติแล้ว  ก็ไม่มีธรรมชาติให้ยึดถืออีก


ดังคำพระพุทธองค์ที่กล่าวว่า
 

ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นเห็นเรา

ผู้ใดเห็นธรรม  เห็นธรรมชาติ  ผู้นั้นก็จะเห็นพระพุทธองค์  ที่ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาตินั่นเอง


ขออนุโมทนาด้วยค่ะ

..................................

http://ufokaokala.com/index.php?topic=2877.0  

อุปาทาน

การทำความเข้าใจให้ตรงกับกฏธรรมชาตินี้  อาจมองดูเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ยากมากมายนักหากมีความเข้าใจ  แล้วเพียงเห็นให้ตรงกับธรรมชาติ    ก็จะเอาตัวรอดจากความเห็นผิดได้

ความเข้าใจแม้ไม่ยากเกินไป  แต่การปฏิบัติ    ก็ต้องอาศัยความเพียร  ความมุ่งมั่น  ความตั้งใจ  จึงจะเห็นผลได้นั่นเอง

อวิชชา   คือความเห็นผิดคิดว่าธรรมชาติเป็นตัวตนของตน    อุปาทานคือความยึดมั่นในความเข้าใจผิดนั้นอย่างเหนียวแน่น   จึงหลงยึดโดยความเห็นว่านี่เป็นตัวเรา  นี่เป็นของของเรา

จึง เกิดมีตัวเราขึ้น    เมื่ออายตนะในขันธ์ 5  กระทบสิ่งใด ๆ  ปรุงแต่งอารมณ์ใด ๆ ต่อเนื่องจากการกระทบนั้น  อุปาทานนั้นก็จะรับไว้โดยทันที  โดยความเป็นตัวตน  รับสุข  รับทุกข์เป็นของตนโดยทันที  จึงมีความเห็นว่าเป็นตัวเรากำลังสุข  เรากำลังทุกข์  เรากำลังรับผลนั้น ๆ อยู่

จึงขอนำความหมายคำว่า  อุปาทาน  การยึดมั่นในความเห็นผิดคิดว่าเป็นตัวตนของตน  ในทางธรรมะมาให้อ่านเพิ่มเติมค่ะ


ความหมายของ ..... อุปาทาน

อุปาทาน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่นทางจิตใจ เช่น
• ยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ คือร่างกายและจิตใจรวมกันว่าเป็น"ตัวตน" และยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ถูกใจ อันมาเกี่ยวข้องด้วยว่าเป็น"ของตน"
• หรือที่ละเอียดลงไปกว่านั้นก็คือยึดถือจิตส่วนหนึ่งว่าเป็น"ตัวเรา" แล้วยึดถือเอารูปร่างกาย ความรู้สึก ความจำ และความนึกคิด ๔ อย่างนี้ว่าเป็น"ของเรา"
• พุทธภาษิตมีอยู่ว่า "เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์"
ดัง นั้น เบญจขันธ์ที่ไม่มีอุปาทานครอบงำนั้นหาเป็นทุกข์ไม่ ฉะนั้น คำว่าบริสุทธิ์หรือหลุดพ้นจึงหมายถึง การหลุดพ้นจากอุปาทานว่า"ตัวเรา" ว่า"ของเรา"นี้โดยตรง ดังมีพุทธภาษิตว่า "คนทั้งหลายย่อมหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน"


................



ดังนั้น  อุปาทาน  ความยึดมั่นถือมั่นในความเห็นผิดนี้  ก็มิได้อยู่นอกเหนือขันธ์ห้าแต่อย่างใด  อยู่ภายในขันธ์ห้านั่นแหละค่ะ

ดังเช่นที่คุณ minky  ได้กล่าวไว้นั้น

ผู้ดู ก็คือ จิต เจตสิกฝ่ายกุศล (สติ ปัญญา)เป็นส่วนหนึ่งในขันธ์5
     การหลุดพ้นจากขันธ์5 แปลยาวอีกนิดคือ การหลุดพ้นจากความเข้าใจผิดว่ามีตัวเราในขันธ์5 (หลุดพ้นด้วยปัญญาเห็นธรรม)



การหลุดพ้น  คือหลุดพ้นด้วยความเห็นจริงของวิชชา  คือเห็นจริงว่ามันไม่ได้เป็นตัวตนของตน  นั่นเอง.
ดังนั้น  ผู้ดู จึงเป็นตัวสติปัญญา  ที่ประกอบด้วยวิชชา  คือการเห็นถูกตรงกับธรรมชาติ  คือเห็นความที่ไม่ได้เป็นตัวใครของใคร 

เมื่อ เห็นได้ถูกตรงในวิชชา  คือความเห็นที่ไม่ได้เป็นตัวตนของตนแล้ว  การกระทบการปรุงแต่งของขันธ์ห้าแต่ละครั้ง  ก็จะสังเคราะห์ปัญญาเห็นธรรม  หรือเห็นธรรมชาติขึ้นมา  คือรู้เห็นตามความเป็นจริง  เมื่อนั้นก็จะคลายออกซึ่งอวิชชา  คือความเห็นที่ตรงกันข้าม  คือเห็นว่าเป็นตัวเรา  อุปาทานที่ตามยึดในความมีเรา  ก็จะค่อยค่อยจางคลายลงไป  เพราะความเห็นผิดที่แต่เดิม  เริ่มเปลี่ยนไป  เริ่มเห็นว่าเป็นตัวเราน้อยลง  การจะยึดว่านั่นเป็นเรา นี่ของเรา  ด้วยอุปาทานก็เริ่มจางคลายลงไปด้วย 

ดังนั้น  ผู้ดูคือสติ  ที่ประกอบด้วยปัญญา  สามารถมองเห็นการกลไกของขันธ์ห้า  ที่เกิดขึ้นตามการกระทบ  แล้วปกติอุปาทานจึงยึดปั๊บในทันที  ก็จะมีตัวเราผู้ทุกข์ในทันที

แต่เมื่อมีความไวของสติ  เรียกว่าสติมาทัน  ก็เห็นปั๊บในทันที  เรียกว่าจับไว้ทัน  แล้วฟันด้วยปัญญา   คือมีสติเห็นการเกิดขึ้นมา  แล้วใช้ปัญญาพิจารณาเห็นการเกิดขึ้นของอารมณ์เหล่านั้น  แล้วปล่อยวาง   ด้วยเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง  ตามการปรุงแต่งจากการกระทบนั้น ๆ   

นี่คือมีสติเห็นก่อน   โดยยังไม่พุ่งเข้าไปยึดว่านี่เป็นเรา นี่เป็นตัวตนของเรา  นี่คือความทุกข์ของเรา 

ถ้าเป็นคำระบบ.... คำนี้เรียกว่า.....  ช้าหน่อย   ช้าหน่อย  อย่างเพิ่งรีบแสดงความโง่
คือช้าก่อน   อย่าเพิ่งรีบโง่....ไปหลงยึดอารมณ์นั้นว่าเป็นตัวเรา  เป็นของเรา

เรียก ว่า   เป็นอุบายอย่างหนึ่ง  คือสร้างผู้ดู  หรือฝึกตัวสติให้มีความฉับไว  เห็นได้ในทุกครั้งที่มีการกระทบ แล้วปรุงสุข  ปรุงทุกข์ขึ้นมา

เรียกว่า  จับไว้ก่อน  ก่อนที่มันจะพาไปสุข  ไปทุกข์   โดยความเห็นว่าเป็นตัวเรา  ผู้สุข  ผู้ทุกข์นั่นเอง

เรียก ว่า  มีการปฏิบัติจนเห็นได้ในระดับหนึ่ง  จนสามารถแยกสติออกมาเห็นขันธ์ห้าที่กำลังปรุงแต่งความคิด อารมณ์นั้น ๆ อยู่   คือเอาตัวรอดจากทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง 

เพราะ ปกติ  ปุถุชนทั่ว ๆ ไป  ยังว่ายวนอยู่ในกองเพลิง  คือความทุกข์  ด้วยว่าสิ่งใดที่เข้ามากระทบขันธ์ 5 นั้น   มันคือเรา  มันเป็นเราโดยทันที  โดยอัตโนมัติ  จึงรับไปเต็ม ๆ  มีเรากำลังสุข  กำลังทุกข์เต็มที่  เพราะมีชั้นเดียวเท่านั้น

โดยไม่มีการแยกออกเป็นสองชั้น  คือมีสติ  แยกออกมาเห็นขันธ์ห้ากำลังปรุงแต่ง  โดยความเห็นว่าไม่ได้เป็นตัวเราเลยแม้สักน้อย

สัตว์โลก  จึงยังมืดบอดกันอยู่   


ส่วน การทำลายผู้ดูให้ได้นั้น  ต้องใช้ปัญญาเห็นธรรม  หรือเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง  เรียกว่าต้องใช้ปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  ซึ่งเป็นกฏธรรมชาติเดียวกันทุก ๆ จักรวาล

และการที่จะเข้าใจในกฏธรรมชาตินี้ได้  เห็นตรงตามนั้นได้  ก็ต้องค่อย ๆใช้ปัญญาไตร่ตรอง 

ซึ่งธรรมะปฏิบัติ  มีกล่าวไว้แล้วในพระไตรปิฎก  เพื่อการออกจากวัฎฎะสงสารอันยาวนานนี้

ดัง นั้น  มีการปฏิบัติในรูปแบบต่าง ๆ มากมายเหมาะสมกับความเข้าใจของแต่ละท่าน    สถานปฏิบัติธรรมแต่ละแห่งย่อมมีกุศโลบายในการปฏิบัติ   เพื่อให้ละการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า  ทั้งสิ้น 

ในส่วน ของกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา)  ซึ่งก็ยังคงรับข้อมูลเพื่อถ่ายทอดข้อความตามกฏธรรมชาติจากระบบต่อไป    จะค่อย ๆ เปิดมุมมอง...ให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง...ต่อไป


ดัง นั้น หากท่านใดมีความเข้าใจถูกตรงในกลไกของธรรมชาติ   ความทุกข์จากอุปาทานก็จะเริ่มน้อยลง  ความมีอัตตาตัวตนเริ่มลดลง  ความเห็นว่าเป็นตัวเรา  ของเรา  เริ่มจางลง

ความ ทุกข์ที่มี....ก็เริ่มลดลงตามไปด้วย   นั่นแสดงว่าท่านสามารถเข้าใจได้ตรงกับกฏธรรมชาติ  สะสมความว่างไปเรื่อย ๆ  แล้ววันหนึ่งท่านจะรู้เองว่าเราปล่อยวางได้มากเท่าใด 

ตัวท่านเท่านั้น ที่จะรู้เอง.

ขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่านค่ะ



....................................

ข้อมูลประกอบ  เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติม  เปิดมุมมองให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ

.....ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาชุดที่  1 

http://ufokaokala.com/index.php?topic=44.0

ผู้ดูมันอยู่ในขันธ์ห้ารึเปล่า?

จากข้อความนี้
อุปทาน มันเป็นกาวเหนียว เป็นตัวคอยจับผู้ดูไปแปะติดกับขันธ์ห้า
ข้อความนี้สะกิดให้ผมนึกถึงสิ่งที่ผมสงสัยมานานแล้วหลังจากดูขันธฺ์ตัวเองมาระยะนึงว่า


ผู้ดูมันอยู่ในขันธ์ห้ารึเปล่า? 

ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว... ผู้ดู...หลุดออกมาจากขันธ์ห้าหรือ?

และผู้ดู... อยู่ในขันธ์ไหนของขันธ์ห้า 



ผู้ดูของผมพอดูเห็นกระบวนการที่มันส่งปรุงกันไปมาเองแล้ว มันไม่ดูเฉยๆแต่มันพูดตามหลังด้วย เช่น" เออมันก็ปรุงกันไปกันเองไปมาจริงๆ เราไม่ได้สั่งให้ปรุงสักนิดไม่ได้สั่งให้คิดสักนิด " เป็นต้น  แล้วผู้ดูก็รู้ขึ้นมาอีกว่าความคิดเมื่อกี๊ เป็น เรารู้เราเห็นถึงหยุด แต่ถ้าดูให้ไม่เป็นเรามันจะรุ้ซ้อนรู้ไปเรื่อยๆจนดูแล้วว่าไม่จบถ้าไม่หยุด ดู จึงต้องหยุดดูไปจับเรื่องอื่นแทน ผมจะทำยังไงดีครับ พี่สุดใจ  งงกับผู้ดู



 
     แปลความหมายแบบไทยแท้ๆ เหมือนคุณเรียนภาษาไทย พออ่านออกเขียนได้คล่องแคล่วแล้ว ก็เรียกได้ว่าหลุดพ้นจากการไม่รู้หนังสือ 
     ในทางธรรม คุณมีความเข้าใจผิดๆคิดว่าร่างกาย ความรู้สึกนึกคิด ความจำ การรับรู้6ช่องทาง เป็นของคุณอย่างแน่นอน
พอปฏิบัติธรรม ทาน ศีล ภาวนา ลุ่มลึกขึ้น คุณก็หายเข้าใจผิด หลุดพ้นจากความเข้าใจผิดๆในขันธ์5
     แสงสว่างใด เสมอด้วยปัญญาไม่มี นี้เป็นพุทธพจน์ ที่เราคุ้นเคยกันดี  การจะหลุดพ้นจากความเข้าใจผิดคิดว่ามีตัวเราได้ ต้องอาศัยปัญญาตรัสรู้ ของพระพุทธองค์ทรงชี้ทางสว่างให้เราเดินตาม (ปฏิบัติเพิ่มพูนสติปัญญาทางธรรม)

     ผู้ดู ก็คือ จิต เจตสิกฝ่ายกุศล (สติ ปัญญา)เป็นส่วนหนึ่งในขันธ์5
     การหลุดพ้นจากขันธ์5 แปลยาวอีกนิดคือ การหลุดพ้นจากความเข้าใจผิดว่ามีตัวเราในขันธ์5 (หลุดพ้นด้วยปัญญาเห็นธรรม)
     มิใช่ดีดตัวออกแบบวัตถุพุ่งออกนอกโลก
     อุปาทานคือความยึดมั่นในความเข้าใจผิดนั้นอย่างเหนียวแน่น จะค่อยๆจางคลายลงเมื่อสติปัญญาทางธรรมเพิ่มขึ้น



http://ufokaokala.com/index.php?topic=2877.0