วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"เพลงดาบแห่งใจ" อิสรภาพจากการครอบงำทางจิตวิญญาณ

"เพลงดาบแห่งใจ"

อิสรภาพจากการครอบงำทางจิตวิญญาณ



   เด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นเด็กชนบทห่างไกล แต่ด้วยใจมุ่งมั่นที่จะเป็นนักดาบฝีมือดี เขาจึงผลักดันตนเอง ขายบ้าน ทิ้งไร่ ทิ้งนา เพื่อนำพาชีวิตมาอยู่ในสำนักดาบ เขาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักดาบที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง เจ้าสำนักนั้นเป็นผู้เยี่ยมวรยุธ ทั้งเป็นผู้ที่เหล่าชาวยุทธให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง เพราะนอกจากฝีมือดาบอันเป็นเลิศและยากจะหาผู้เปรียบเทียบได้แล้ว ท่านยังเป็นผู้นำคนสำคัญของชาวยุทธในการผดุง ไว้ซึ่งคุณธรรมมีหน้าที่ปราบเหล่ามาร เหล่าอสูรของยุทธภพด้วย

   การได้รับโอกาสในสำนักดาบชื่อดัง ทำให้นักดาบหนุ่มกระตือรือร้นอย่างมาก เขาทำงานและฝึกฝนเรียนรู้อย่างอุทิศตัว หาโอกาสปรนนิบัติรับใช้ท่านเจ้าสำนักอยู่เนืองๆ ด้วยความสามารถของนักดาบหนุ่มผนวกกับความซื่อสัตย์ภักดี ทำให้เจ้าสำนักโปรดปรานเขาเป็นอันมาก เจ้าสำนักเคยบอกว่า ท่านรู้ด้วยญาณวิเศษว่าแท้จริงแล้วนักดาบหนุ่มนั้นเคยเป็นบุตรของท่านในชาติ ปางก่อน ความรักใคร่ผูกพันแต่อดีตชาติทำให้ลูกนั้นแม้ไปเกิดในถิ่นกันดารใดๆ ก็ยังดั้นด้นค้นหาบิดาจนพบ นักดาบหนุ่มกลายเป็นคนโปรด คนพิเศษที่เจ้าสำนักรับรอง ท่านสอนกระบวนท่าพิเศษให้แก่เขาหลายกระบวน ทั้งยังประกาศต่อเหล่าศิษย์ทั้งหลายในสำนักว่า


   “บัดนี้ ข้าขอแต่งตั้งให้นักดาบหนุ่มเป็น “ศิษย์เอก” เป็นศิษย์ผู้พี่ของพวกเจ้า เขาจะเป็นผู้สืบทอดเพลงดาบของข้า ศิษย์เอกของข้าผู้นี้จะเป็นผู้นำการปกครองยุทธภพ มีหน้าที่กำจัดเหล่าอธรรมให้หมดสิ้นไป และศิษย์เอกของข้าจะนำเอาเกียรติยศ ชื่อเสียง และความยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งในยุทธภพมาสู่สำนักของพวกเรา” พูดจบท่านก็หัวเราะอย่างชอบใจ และอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

   นักดาบหนุ่ม เข้ารับตำแหน่งด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อนึกย้อนกลับไปจากเด็กบ้านนอกไม่ประสีประสา บัดนี้เขาขึ้นมาเป็นศิษย์เอกของนักดาบที่มีชื่อเสียงที่สุด

   “โอ! ข้าก้าวมาสู่ตรงนี้ได้อย่างไรกันนะ.. ช่างดีแท้จริงเชียว” คิดพลางเขาก็ยิ้มไปพลาง ในหัวใจของนักดาบหนุ่มปลาบปลื้มเหลือจะพรรณนา

   ดังนั้นแล้วในวันหนึ่งๆ เขาจึงทุ่มกายเทใจทำงานทุกอย่างแทนเจ้าสำนัก งานสิ่งใดที่จะช่วยทำให้สำนักดีขึ้นเขายินดีทำหมด ไม่ว่าจะเป็นการก่อร่างสร้างสำนัก การดูแลผู้คน และรวมถึงการระดมทุนทรัพย์ เพื่อเสริมเอาความยิ่งใหญ่สถาพรมาสู่สำนัก แต่การงานของเขาหาได้จำกัดอยู่ที่งานภายในสำนักเท่านั้น หน้าที่สำคัญที่ได้รับมอบหมาย คือ การนำไพร่พลศิษย์ร่วมสำนักไปปราบเหล่านักดาบนอกรีต หรือพวกบรรดาสำนักดาบเถื่อนๆที่เห็นผิดเป็นชอบหรือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว
   ด้วยความหวังว่าการเข้าไปจัดระเบียบสังคมชาวยุทธจะทำให้สัจธรรมหนึ่งเดียวของ ท่านเจ้าสำนักไดเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างแพร่หลายที่สุด

   คราวหนึ่งที่เขาออกลาดตระเวนตรวจตราก็ผ่านไปพบกับนักดาบกระจอกคนหนึ่ง ดูแล้วเป็นนักดาบมิจฉาทิฐิแน่ๆ โดยมิรอช้านักดาบหนุ่มกระชากดาบออกจากฝักพุ่งทะยานเข้าหานักดาบกระจอก เพียงไม่กี่กระบวนยุทธเขาก็สามารถสยบนักดาบมืออ่อนนั้นได้ ขณะกำลังเงื้อดาบหมายปลิดชีวิต นักดาบกระจอกก็ร้องขอชีวิต เสียงของคนใกล้ตาย เอ่ยถ้อยคำขาดๆห้วนๆ “ไว้ไว้นะ ไว้ชีวิต ข้าเถิด เจ้าหนุ่ม เออ..เออ บางที เจ้าอาจ.. อาจจะรับใช้จอมมารอสูรอยู่ ก็ ก็” ยังไม่ทันจบประโยค หัวของนักดาบกระจอกก็หลุดจากบ่า

   “ฮึ.. เจ้าโง่ มือชั้นต่ำ กล้ามาสั่งสอนสิ่งอันไร้สาระแก่ข้าโดยแท้ รนหาที่ตายจริงๆ”


สิ่งต่างๆในชีวิตของนักดาบหนุ่มล้วนดำเนินไปอย่างราบรื่น เขาสามารถบริหารจัดการในสำนักได้โดยไม่ยาก ทั้งรู้สึกว่าวิชาดาบของตนก็แกร่งกล้ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าสำหรับเขาแล้วมิว่าจะต้องประลองดาบกับผู้ใดทั้งในและนอกสำนัก เขาย่อมหยิบยื่นความปราชัยแก่คู่ประลองทุกครั้งไป ความสามารถในเพลงดาบที่เหี้ยมหาญหนักหน่วงอันไม่มีผู้ใดต้านทาน เขาถือได้ว่าเป็นนักดาบชั้นยอดแล้ว จะเป็นรองก็เพียงอาจารย์เจ้าสำนักเท่านั้น

   ก็จะมีอะไรน่าพึงพอใจ ยิ่งไปกว่านี้สำหรับผู้แสวงหา เมื่อได้มาถึงจุดหมายปลายทางเสียที วันแห่งการผ่อนพักสบายๆ วันแห่งการพึงพอใจต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มี ที่เป็น และที่ได้มา

   ในบ่ายวันหนึ่งภายหลังการฝึกหนักของช่วงเช้า นักดาบหนุ่มจึงงีบหลับในยามบ่ายที่เป็นเวลาพักผ่อน ขณะกำลังเคลิ้มหลับกลับได้ยินเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาในห้องข้างๆ เสียงนั้นแม้เบามากแต่ด้วยการฝึกฝนมาดี เขาก็ได้ยินชัดเจน เขารีบพลิกตัวขึ้นคืบคลานตามเสียงฝีเท้านั้น “เสียงนั้นมาจากห้องอาจารย์นี่” นักดาบหนุ่มเอ่ยกับตัวเองเบาๆ มีศัตรูคิดปองร้ายท่านหรือเพียงหัวขโมยที่มาฉวยของมีค่ายามที่ท่านไม่อยู่ เขาย่องเงียบแง้มประตูห้อง ภาพที่เห็นประจักษ์แก่สายตาทำให้ใบหน้าของนักดาบหนุ่มถึงกับบิดเบี้ยวไปมา คล้ายถูกปีศาจหลอน เขาชะงักงงงันทำอะไรไม่ถูก ภาพนั้นเป็นภาพของเจ้าสำนักกำลังถอดหน้ากาก หน้ากากของจอมมารอสูร จอมมารที่ทั่วยุทธภพต้องการตัวและทำลายเสีย ที่แท้แล้ว อาจารย์คือจอมมาร



   นักดาบหนุ่มสับสนอย่างที่สุด “เป็นไปไม่ได้ ไม่จริง ข้าไม่เชื่อ” แม้สิ่งที่เห็นนั้นประจักษ์กับตาตรงหน้า แต่กว่าที่นักดาบหนุ่มจะตัดสินใจทำอะไรได้ ก็พลันสบสายตากับเจ้าสำนัก

   เมื่อรู้ตัวเจ้าสำนักก็รีบเก็บหน้ากากอย่างมิดชิด แล้วกระโดดออกไปจากห้องพัก พร้อมจ้องมองมาที่นักดาบหนุ่ม แววตาอันอารีของผู้เป็นคล้ายบิดาแปรเปลี่ยนไปเป็นอาฆาตร้ายแรงหมายเอาชีวิต จากศัตรู เจ้าสำนักร้องตะโกน “พวกเจ้าทั้งหมดมาที่นี่เดี๋ยวนี้ อ้ายศิษย์ทรยศ มันคิดจะสังหารข้า เพราะข้าจับได้ที่มันแอบขโมยคัมภีร์ยุทธในห้องของข้า พวกเจ้าจงจับมันเอาไว้และฆ่าทิ้งเสีย” เจ้าสำนักทั้งร้องตะโกน ทั้งสบถ “อ้ายคนไร้ค่า ฆ่ามันให้ตาย”

   นักดาบหนุ่มหนีตาย วิ่งไปร้องไห้ไปอย่างกระเซอะกระเซิงไร้กระบวนท่า ยิ่งวิ่งไกลออกไป เขารู้สึกอ่อนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ความรู้สึกท่วมท้นไปด้วยความตกใจ ท้อแท้ ผิดหวัง และสับสนที่สุด แต่ก็จำต้องวิ่งโดยไม่เหลียวหลังมอง วิ่งวิ่ง.. วิ่งหนีไปให้ไกลแสนไกล ไกลจากความจริงอันเจ็บปวดที่มิอาจรับได้ “มันเป็นไปได้อย่างไร อาจารย์ที่รักข้าที่สุด ดุจพ่อบังเกิดเกล้า ผู้ที่ข้าไว้วางใจที่สุดที่แท้แล้วคือ จอมมาร”

   แล้วน้ำตาก็เอ่อ ท้นปิดบังการเห็นหนทาง มองเห็นทางมัวๆ ครั้นหนีมาได้พักใหญ่กลับพบว่า ตนหลงมาสู่ดงป่าไผ่เขียว ที่นั่น เหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่ศิษย์ร่วมสำนักมารอรับเขาอยู่ ทุกคนมีอาวุธครบมือ ต่างเขาปิดล้อมนักดาบหนุ่มในทุกทิศทาง เขาตกอยู่ในวงล้อม ศิษย์ร่วมสำนักต่างรู้ดีว่านักดาบหนุ่มมีฝืมือเช่นไร จะเอาชนะแบบตัวต่อตัวย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้ในยามที่นักดาบหนุ่มอ่อนแรง พวกนั้นฉลาดพอที่จะรุมโจมตีนักดาบหนุ่มอย่างพร้อมๆกัน

   นักดาบหนุ่มไม่สามารถปกป้องตนเองได้ทัน อาวุธต่างๆกระหน่ำเข้าใส่ เขาถูกแทงจากข้างหลัง ถูกฟาดฟันที่ไหล่ขวา เขาด้านซ้ายก็ถูกคมดาบเป็นแผลกว้างเลือดไหลเป็นทางยาว มือที่จับดาบก็ถูกฟันจนถือดาบไม่ไหว เจ็บปวดและอ่อนแรงที่โดนกระหน่ำซ้ำเติม เขากำลังเพลี่ยงพล้ำ คราวนี้คงไม่รอดเสียแล้ว

   แต่ทันใดนั้น พลันมีเสียง พรึบ! เสียงดังคล้ายเสียงกระพือปีกของนกยักษ์ พวกศิษย์ร่วมสำนักมองดูแทบไม่ทัน สิ้นเสียงนั้นก็มีลมวูบพัดผ่านมาหอบใหญ่ ปรากฏเป็นร่างบุรุษลึกลับวิ่งฝ่าดงดาบด้วยมือเปล่า เคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายลมหลบเข้าไปในช่องว่างของการโจมตี จับฉวยเอาคอเสื้อของนักดาบหนุ่ม หอบหิ้วเอาร่างอันบอบช้ำนั้น หายลับไปกับตา

พวกศิษย์ร่วมสำนักต่างตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ว่าเกิดอะไรขึ้น? จู่ๆเหยื่อที่ถูกรุมก็มีผู้ฉกฉวยไป เสียดายจริงๆ ที่เจ้าคนทรยศมันหลุดรอดไปได้

   ครั้นนักดาบหนุ่มรู้สึกตัวก็พบว่า ตนเองนอนอยู่ในกระท่อมกลางป่าอันเงียบเชียบ มองออกไปทางหน้าต่าง เห็นป่าดงป่าไผ่สีทองล้อมรอบ เขาพยายามขยับตัวก็รู้สึกเจ็บปวดไปหมด เจ็บปวดจนทั่วร่าง มองดูร่างกายตนก็เห็นผ้าพันแผลสีขาวอย่างผ้าดิบ ผืนผ้าเป็นรอยด่างจากยาสมานแผลเปรอะซึมไปทั่วผืนผ้า ความเจ็บปวดที่ระบมปวดนั้นยังน้อยนัก หากเปรียบเทียบกับความปวดร้าวในหัวใจ “นี่ข้าฝันไปหรือนี่ คนที่ข้ารักที่สุด คนที่ข้าเทิดทูนเสมือนบิดาแท้ๆ คนที่ข้าภักดี ที่กราบไหว้อย่างสนิทใจ และทำงานให้อย่างถวายหัว พอถึงเวลาหนึ่งท่านกลับทำกับข้าถึงเพียงนี้”

   ความเศร้าลึกปกคลุม เคล้าดวงจิตของนักดาบหนุ่ม เขารู้สึกหนักอึ้งด้วยความผิดหวังที่รุนแรง กับศรัทธาที่แตกสลายในหัวใจ ชายหนุ่มรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ท้อแท้ และหมดพลังชีวิต เขาคิดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรหลงเหลืออีกแล้ว ความดี ความงาม และความจริงบนโลกนี้ ที่แท้แล้ว คือความชั่วช้า ความอัปลักษณ์และปลอมปนไปด้วยเล่ห์ร้าย “ข้าจะไม่เชื่อใครอีกแล้ว” น้ำตาของนักดาบหนุ่มพลันกลั่นไหลอาบทาใบหน้าของเขาจนเปียกชุ่ม ในหัวของเขามีแต่เรื่องราวเหล่านี้วนไปเวียนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมองเบลอจนหลับไปอีกครั้ง

   มารู้สึกตัวอีกทีก็รุ่งสางของวันใหม่ กลิ่นควันไฟจางๆลอยเข้ามาในกระท่อม อารมณ์รู้สึกเลือนรางคล้ายฝัน ความเศร้าโศกเคล้าปนอยู่ในอากาศ มองตรงไปข้างหน้าเขาเห็นเป็นภาพของบุรุษผู้หนึ่งกำลังหุงหาอาหาร ร่างที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างช้าๆ ทว่าสม่ำเสมอ นักดาบหนุ่มพยุงร่างกาย ค่อยๆพาเอาร่างบอบช้ำนั้นเดินไปหาคนทำอาหาร “เจ้ายังบาดเจ็บนัก กลับไปนอนเสียเถิด” น้ำเสียงของบุรุษนิรนามเปี่ยมด้วยความเป็นมิตร และรู้สึกถึงความเข้าใจในความทุกข์ยากของเขาปนอยู่ด้วย “ครับ” ชายหนุ่มรับคำอย่างว่าง่ายและกลับไปนอนพัก


   เมื่อได้พักพิษบาดแผลจึงค่อยบรรเทา เพียงแต่แผลในใจคนเรานั้นบางทียากจะสมาน ใครไม่เคยเป็น ไม่เคยเจ็บย่อมไม่รู้สึก แต่คนเราเจ็บแล้วต้องจำ

   นักดาบหนุ่มค่อยๆฟื้นดีขึ้น บุรุษนิรนามที่นอกจากจะพยาบาลบาดแผลให้แล้ว ครั้นที่เขาค่อยๆหายดี ยังสอนวิชาดาบใหม่ให้เขาด้วย แต่ท่านสอนแปลกออกไปกว่าที่เขาคุ้นเคย ดาบที่ฝึกหาใช่ดาบที่คมแข็งกล้าแบบเดิม ทว่าเป็นเพียง “ดาบไม้” การเคลื่อนของวิถีดาบเป็นการเคลื่อนไหวที่ผ่อนคลายแต่เหมือนมีความหนักแน่น จากรากฐานภายใน

   คราวนั่งพักดื่มนำชาระหว่างการฝึก บุรุษนิรนามเล่าเรื่องอดีตให้ฟังว่า ครั้งที่เขายังหนุ่มแน่นเหมือนนักดาบหนุ่ม เขาก็เปี่ยมด้วยการแสวงหาและทะเยอทะยานมาก เป็นคนหนุ่มที่มีความหวัง ออกแสวงหาครูจากทุกทั่วสารทิศ จากทุกสำนัก “ข้าไปมาทุกสำนัก ใครว่าผู้ใดมีวิชาดาบสูงส่ง ข้าเป็นต้องไปหา” บุรุษนิรนามเล่าว่า ด้วยความกล้าบ้าบิ่นของเขานั้น ได้ยินไปถึงผู้อาวุโสท่านหนึ่ง จนวันหนึ่งเขาได้รับจดหมายเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับมิตรอาวุโส ท่านนั้น “เวลานั้นข้าห้าวหาญบ้าบิ่นอย่างมาก” เขาทอดเสียงช้าลง “เจอใครข้าเป็นได้ท้าประลองไปหมด มิใช่ว่าข้าชอบชนะดอก แต่ทว่าข้าประสงค์จะเจอะเจอกับผู้มีวิชาเหนือข้าจริงๆ และต้องการเรียนวิชาดาบจากเขา

   แต่คราวนั้น คราวที่พบมิตรอาวุโสไม่เหมือนคราวใด ท่านสอนบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งแก่ข้า เพราะยามได้พบท่าน มิว่าข้าจะท้าประลองหรือแสดงกิริยาใดๆ ผู้อาวุโสล้วนไร้ปฏิกิริยาตอบ มันเป็นครั้งแรกที่ข้าพบเจอคนที่ไร้แรงดึงดูดและแรงผลักไส มีเพียงรอยยิ้ม การเปิดเผย และการดำรงอยู่ด้วยการตื่นรู้ของท่าน ที่ข้ารู้สึกว่า ตัวตนของข้าทั้งหมด กำลังโอนอ่อนผ่อนตามอยู่ในอ้อมกอดของท่าน เป็นความรู้สึกตอบรับชีวิตเหมือนที่ว่า ท่านยอมรับข้าอย่างที่ข้าเป็นจริงๆ มันไม่สำคัญเลยว่าข้าจะดีหรือร้ายแค่ไหน มันไม่สำคัญเอาเลย ที่ว่าข้าจะสูงส่งหรือต่ำต้อย ข้ารู้สึกคล้ายมีคนๆหนึ่งที่เพียงต้องการเห็นข้ามีความสุขเท่านั้น คนซึ่งยอมรับข้าอย่างปราศจากเงื่อนไขจริงๆ



 คนบางคนบนโลกใบนี้ ที่เพียงยอมรับข้าอย่างแท้จริง เขาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าไปตลอดกาล คนบางคนนั้นเพียงเปิดโอกาส คนที่สามารถที่จะให้เวลาและพื้นที่ว่างอย่างไม่จำกัด แก่เพื่อนมนุษย์ได้

   ครั้งนั้นข้ารู้สึกถูกสยบจริงๆ กระบวนยุทธที่ท่วงท่าแช่มช้าของท่านนั้นละเมียดมาก ดวงตาของข้าเปิดออก และเริ่มแลเห็นโลกใหม่ ข้าเริ่มเห็นว่าบนโต๊ะอาหารกลางวันนั้นมีดอกไม้ฤดูร้อนวางอยู่ในแก้วชาใส่ น้ำแต่พอดี มีดอกไม้สามดอก ดอกละ 1 ถ้วย ช่างพิเศษสุด! ที่นั่นข้ารู้สึกถึงความงามอันกลมกลืนของโลกและชีวิต ข้าจึงรู้ว่าตนนั้นอ่อนด้อยและวิชาดาบของข้านั้นไร้พิษสงโดยแท้

   วิชาดาบของมิตรอาวุโสนั้นแปลกประหลาด ดาบพิเศษที่ท่านใช้นั้นบางเบาทว่าคมกริบ เพียง 3 กระบวนท่าข้าก็รู้ว่าท่านผู้นี้เหนือกว่าข้ามาก มันคล้ายกับว่า ดาบของท่านเป็นหนึ่งเดียวกับใจ มันคือ “วิชาเพลงดาบแห่งใจ” ที่เคยมีคนร่ำลือกันในยุทธภพแต่ไม่มีผู้ใดเคยได้พบเห็น

   แม้ข้าได้เรียนรู้สิ่งนั้นกับมิตรอาวุโส แต่ข้าก็บอกลามาจากสำนักของท่าน แม้ว่าข้าจะระลึกรู้คุณและมีใจคารวะเพียงใด แต่ยามที่จิตใจของคนเราเปิดออกและตัวตนแผ่ขยายแล้วนั้น มันยากที่คนเราจะเข้าสังกัดได้อีก”


   นักดาบหนุ่ม แลกเปลี่ยนความรู้สึกกับบุรุษนิรนามบ้างว่า  “บางครั้งข้ารู้สึกโทษตัวเองที่เลือกผิดมาตลอด ทั้งที่ขายไร่นา รวมถึงการเลือกครูอาจารย์หรือสำนักที่ผิดพลาด ทำให้ข้าต้องพบกับทุกข์อันใหญ่หลวงนี้”

    บุรุษนิรนามตอบเขาว่า “มันอาจมิใช่การเลือกที่ผิดของเจ้า บางสิ่งในชีวิตของคนเรา ที่เราเองก็มิอาจล่วงรู้ได้ทั้งหมด ทั้งที่กระทำด้วยเจตนาดี แต่ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ว่า ถ้าเจ้ามิได้เจอเรื่องราวเช่นนี้ และมิได้ต้องเจ็บปวดอย่างที่เจ้าประสบ เจ้าก็จะไม่ได้พบข้า ถึงแม้เราอาจเดินผ่านกันไปมา เจ้าก็ย่อมมองไม่เห็นข้าเสียด้วยซ้ำ


เพราะอะไรอย่างนั้นหรือ มันเป็นวิถีทางเฉกเช่นที่เคยเป็นมาของชีวิต เป็นวิถีทางของผู้เรียนวิชาเพลงดาบแห่งใจ หนทางที่เจ้าเดินเป็นหนทางที่เจ็บปวดและทุกข์ยาก แต่นี่เป็นหนทางเดียวของผู้เรียนวิชานี้ ถ้ามิได้เจ็บปวดเพียงพอ ตัวตนของเจ้าจะไม่แผ่ขยายออก ถ้ามิได้ทุกข์ยากพอ จิตใจของเจ้าก็ไม่อาจเปิดรับพอที่จะเรียนรู้สิ่งที่มีธรรมชาติกว้างใหญ่เช่น นี้ได้ เพราะนี่เป็นหนทางที่คนเรามองเห็นโลกและชีวิตต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
คน ที่ประสงค์จะเดินบนเส้นทางนี้จำต้องอดทน เจ้ารู้ไหม! ในภาษาจีนนั้น คำว่า “อดทน” ประกอบด้วยตัวอักษร 2 ตัว คือ คำว่า มีดและใจ อันหมายถึง มีดที่เฉือนเข้าไปในใจ และเจ้าจึงรู้ซึ้งถึงคำว่า “อดทน”

คงมีเพียงศัตรูเท่านั้นที่มอบบทเรียนอันล้ำค่าอย่างนี้ได้ และต้องเป็นศัตรูชนิดที่ถอนรากตัวตนทั้งหมดของเจ้าเท่านั้น
ศัตรู คือครูของจิตใจอันกรุณา คนเราสามารถเมตตากรุณาผู้อื่นได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะคนๆนั้นเป็นคนที่เรารักด้วยแล้ว เช่น เมตตากรุณาต่อพ่อแม่ คนในครอบครัว ครู อาจารย์ หรือมิตรสหายหรือแม้คนรู้จัก แต่ศัตรูเท่านั้น มี่มอบบทเรียนของความกรุณาที่แท้จริงให้แก่เจ้าได้
ชะตาชีวิตอันเจ็บปวดเช่นนี้กลับกลายเป็นหนทาง หนทางในการก้าวสู่อิสรภาพที่แท้จริงแห่งชีวิต อันวิถีสามัญมิอาจก้าวไปถึง 



บัดนี้ ร่างกายและจิตใจของเจ้าพร้อมเพียงพอแล้วที่จะเรียนเพลงดาบแห่งใจ เพลงดาบนี้มี 9 กระบวนยุทธ จงปล่อยกายและใจของเจ้าให้เป็นภาชนะว่างที่จะรับรู้สิ่งนี้ ผ่อนคลาย และตระหนักรู้เบาๆนะ

1.   ไม่มีการมา
2.   ไม่มีการไป
3.   ไม่เหมือน
4.   ไม่ต่าง
5.   ไม่ใช่การดำรงอยู่
6.   ไม่ใช่การไม่ดำรงอยู่
7.   ไม่มีการถือกำเนิดขึ้น
8.   ไม่มีการดับสูญ


เจ้าหนุ่มเอ๋ย อาศัย 8 กระบวนยุทธนี้และอาวุธดาบไม้ของข้า เจ้าพร้อมแล้วที่จะกลับไปสู่ที่ที่เจ้าจากมา แม้ว่าการกลับไปสู่โลกอีกครั้งจะเต็มไปด้วยการใส่ร้ายป้ายสีให้เจ้าต้องหม่น หมอง ทว่าด้วยความเข้าใจที่ไปพ้นอัตตา เจ้าย่อมรับมือได้ แม้จะถูกรุมทำร้ายโดยเหล่าศิษย์ร่วมสำนักอีก เจ้าย่อมสามารถเอาชนะได้ อย่าโกรธที่คนเหล่านั้นคิดว่าเจ้าผิด พวกเขาก็กระทำเช่นที่เจ้าเคยกระทำไว้ในกาลก่อน ความไม่รู้และความยึดในทิฐิเป็นสิ่งผลักดันพวกเขา 

อภัยแก่คนเหล่านั้น เหมือนที่เจ้าอภัยแก่ตนเอง แต่หากเจ้าต้องปะมือกับอดีตอาจารย์เจ้าสำนัก เจ้าจักต้องอาศัยอาวุธพิเศษที่ข้าจะมอบแก่เจ้าในภายหลัง 


เมื่อจิตเป็นอิสระพอ เจ้าจะเคลื่อนชีวิตจากแกนกลางภายใน การเปิดเผยของสิ่งที่มีอยู่แล้ว ทำให้สำนักต่างๆบางครั้งกลายเป็นห้องอับๆ ที่อากาศไม่เพียงพอสำหรับตัวตนใหม่นี้ด้วย เจ้าอาจต้องโดดเดี่ยวบ้าง เพราะการเข้าไปเกี่ยวข้องสมาคมกับผู้คนในสำนักนั้นๆ บางทีมีแต่การปั้นคำเยินยอกันไปมาของผู้คน เพื่อบรรเทาความว้าเหว่ของจิตวิญญาณของเขาเหล่านั้น มันเป็นวิถีทางที่มีคนเดินน้อย และคนส่วนมากมักมองข้ามไป”


“เส้นทางที่คนเดินน้อย คือการเดินกลับเข้าสู่ภายในตนเอง”


นักดาบหนุ่ม พึงพอใจต่อการเรียนรู้ครั้งใหม่นี้ พลังภายในของเขาเพิ่มพูนอย่างมาก ความสุขสงบในชีวิตกลางป่ากับได้ฝึกฝนเรียนรู้ ชายหนุ่มรู้สึกว่าชีวิตในขณะนี้ช่างเคลื่อนไปอย่างเลื่อนไหลปราศจากการติด ขัดใดๆ แต่ละวันคือการชำระล้างสิ่งกีดขวางค้างคาใจ จากวันเคลื่อนผ่านเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์ผ่านไปเป็นแรมเดือน จากเดือนเคลื่อนสู่ปี เวลาแห่งความสุขของชีวิต บางครั้งผ่านไปเร็วเสียจริงๆ

เช้าวันรุ่งขึ้นนักดาบหนุ่มตื่นเช้าเช่นเคย แต่เช้าวันนี้ต่างจากวันก่อนๆ ไม่มีกลิ่นควันจากเตาทำอาหาร บรรยากาศภายนอกกระท่อมก็เงียบมากๆ เขาเดินออกหาเพื่อนผู้ลี้ลับผู้นั้น แต่ไม่มีใครอยู่เลยที่ลานฝึก มองไปรอบๆผืนผนังป่าไผ่สีทอง เขาก็ตระหนักได้ว่า ขณะนี้เขาอยู่ลำพังเสียแล้วในที่นั้น เพื่อนลึกลับได้จากไปแล้ว

แม้ใช่เวลาอยู่ที่กระท่อมกลางป่าต่ออีกหลายวัน นักดาบหนุ่มค่อยๆทบทวนเรื่องราวชีวิต ทบทวนสิ่งที่เรียนรู้จากบุรุษนิรนาม เมื่อคิดได้เขาพลันอุทานกับตัวเอง


“เอ๊ะ! นี่เราเรียนไปเพียง 8 กระบวนยุทธนี่ บุรุษนิรนามบอกว่า เพลงดาบแห่งใจมี 9 กระบวนยุทธ ท่านลืมสอนข้าหรือ อีกทั้งบอกว่าจะมอบอาวุธพิเศษให้ข้าในการต่อกรกับอดีตอาจารย์อีกด้วย โธ่.. ท่านไม่น่าลืมเลย” ชายหนุ่มประหลาดใจเมื่อนึกได้ แต่บุรุษนิรนามนั้นไม่น่าลืม เพราะเขาทำอะไรออกจะรอบคอบและออกจะช้าๆด้วยซ้ำ ไม่น่าลืม! เขาเดินกลับไปที่กระท่อม มองไปบนโต๊ะอาหาร พลันเหลือบเห็นกล่องไม้รูปร่างยาวๆวางอยู่ เขารู้สึกแปลกๆว่า

“เอ.. หรือว่ากล่องไม้นี้คลับคล้ายคลับคลาว่าวางอยู่ที่นี่อยู่แล้วนับแต่วันที่ ข้ามาถึงนะ แต่ทำไมข้าจึงไม่สังเกตเห็น หรือว่า ข้ามัวทุกข์ใจจนมองผ่านไป.. ใช่แน่ๆเลย”

นักดาบหนุ่มจึงตรงเข้าไปเปิดกล่องไม้นั้นดู ภายในพบจดหมายสีขาววางอยู่ เขาเปิดออกอ่าน เขียนว่า


“ลาก่อน เจ้าหนุ่มน้อย ในทุกๆการพบย่อมมีลาจาก สิ่งที่ควรรู้ ข้าได้สอนเจ้าไปหมดแล้ว รักษาตนเองด้วยนะ – บุรุษนิรนาม”

ชายหนุ่มประหลาดใจว่า เป็นเพียง “ดาบกระดาษ” นี่คือ อาวุธพิเศษหรือนี่.. อาวุธพิเศษของมิตรอาวุโสที่เคยมอบแด่บุรุษนิรนาม แต่เมื่อเพ่งพินิจเข้าไปใกล้ๆ เขาก็พบว่า บนดาบกระดาษที่บางเฉียบนั้น เขียนไว้ว่า


“กระบวนยุทธที่ 9 ของเพลงดาบแห่งใจ คือ ... ว่าง.. จากการแบ่งแยก”

“ครูที่ดีจะแสดงให้เห็นว่า ในใจของเราทุกคนนั้นก็มีครูภายในด้วย เราต้องเข้าพึ่งพาครูภายในตัวเรามากกว่าการไปติดยึดกับครูภายนอก... ครูที่แท้จริงจะแนะนำให้เราหันมาสัมผัสกับครูภายในเสมอ เมื่อเรามีครูภายในเป็นที่พึ่ง เราจะไม่ผิดหวัง – มิตรอาวุโส”


จาก หนังสือเพื่อนงามI ติช นัท ฮันห์