วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นิพพานถึงได้โดยไม่ต้องไป

 นิพพานถึงได้โดยไม่ต้องไป

จากหนังสือ ปฏิจจสมุปบาทกับอานาปานสติ (พุทธทาสภิกขุ)

ตรงนี้ขอบอกกล่าวเป็นการแถมพกแทรกแซงว่า อย่าไปมัวโง่ๆๆ พูดว่าไปนิพพาน “ไปนิพพาน” อย่างที่พูดกันอยู่โดยมาก อะไรก็จะไปนิพพาน นั่นมันเป็นคำพูดของคนไม่รู้ ของคนน้ำชาล้นถ้วยจนฟู่ขึ้นมาข้างบน

 
เพราะ นิพพานรออยู่ในทุกหนทุกแห่ง แต่อวิชชามันกั้นเอาไว้ แสงของพระนิพพานส่องถึงจิตไม่ได้ พอเปลื้องอวิชชาที่เป็นเครื่องกั้นของจิตออกเสีย นิพพานก็ส่องถึงเองและส่องอยู่ตลอดเวลา แต่มันเข้าไม่ถึงเพราะม่านของอวิชชามันบังไว้ เช่นเดียวกับว่าถ้าเราไม่เปิดหน้าต่าง แสงแดดก็เข้ามาไม่ได้ พอเปิดหน้าต่างแสงแดดก็เข้ามาเองแหละ เราไม่ต้องไปหาแสงแดด นิพพานเป็นอย่างนี้ นิพพานไม่ต้องไป เราไม่ต้องไปนิพพาน เพียงแต่ว่าเราชำระสะสางจิตใจให้มันถูกต้องตามลักษณะอย่างนี้แล้ว มันก็ถึงนิพพาน โดยที่นิพพานมันส่องลงมาเอง ในเมื่อมันหมดเครื่องกั้นคือ อวิชชา (เห็นว่าเป็นตัวกูของกู)


น้ำชามันล้นถ้วย มันมัวแต่บ่นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร มันก็เลยไม่ได้ผลตามที่ควรจะต้องการ จิตไม่ได้เปลี่ยนไปอยู่ในลักษณะที่จะสัมผัสพระนิพพานได้ แล้วมัวแต่ท่องว่าไป จะไป ฉันจะไป อีกกี่แสนชาติ กี่หมื่นชาติ ฉันก็จะถึงพระนิพพาน นี่มันก็เป็นเรื่องน้ำชาล้นถ้วย



..............................................................

ชาติหนึ่งคือการเกิดอุปาทานครั้งหนึ่ง


เอา ล่ะ ถ้าหากว่ายินดีที่จะใช้คำว่าหมื่นชาติ แสนชาติ กันล่ะก็ ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า หมื่นชาติแสนชาติกันที่ไหน หมื่นชาติแสนชาติกันที่นี่ ในชีวิตนี้ ในชีวิตเดียว


ชีวิตเดียวนี้มันก็มีเป็นหมื่นชาติแสนชาติเสียแล้ว คือ เกิดอุปาทาน ยึดถือว่าตัวกู ตัวกูครั้งหนึ่งก็คือชาติหนึ่ง


อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาครั้งหนึ่ง เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูของกูครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าชาติหนึ่งแล้ว ดังนั้นเพียงชั่วโมงเดียว มันเกิดตาย เกิดตาย ไม่รู้กี่สิบชาติ กี่ร้อยชาติแล้ว ถ้าเป็นเดือนเป็นปีนี่มันก็เป็นหมื่นชาติแสนชาติได้ ในชีวิตนี้ ในชาตินี้ ไม่ต้องเข้าโลงไปไหนหรอก ถ้านับชาติกันอย่างนี้ก็มีหวังที่จะบรรลุนิพพาน โดยปรับปรุงจิตใจให้หมดเครื่องปิดกั้น นิพพานก็ส่องแสงเข้ามาสู่จิตใจนี้เอง นิพพานไม่ต้องไป เพียงแต่ปรับปรุงจิตให้หมดจากเครื่องปิดกั้นคืออวิชชา (เห็นว่าเป็นตัวเราของเรา) แล้วนิพพานก็ส่องลงที่ใจ จิตก็สัมผัสกับนิพพาน


ขอ ให้เลิกคำพูดที่พูดกันจนติดปาก ว่าไปนิพพาน ไปนิพพาน ไปนิพพาน ว่าให้คนโง่มันไป คนที่รู้พระนิพพานโดยแท้จริงไม่ต้องไป จัดการปรับปรุงจิตใจอยู่ที่นี่ แล้วนิพพานก็ส่องลงไปที่จิตเอง
 


..............................................................


พระพุทธเจ้าอยู่หลังม่านแห่งความโง่ของคุณ


มี รูปภาพอยู่รูปในตึก คือภาพพระพุทธเจ้านั่งอยู่ที่หลังม่านแห่งความโง่ของคุณทุกคน พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่หลังม่านแห่งความโง่ของคุณทุกคน ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้าที่วัด ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้าที่อินเดีย แต่จงหาพระพุทธเจ้าที่หลังม่านแห่งความโง่ของคุณเอง


พบม่านนั้น แล้ว ฟันมันเสีย เผามันเสีย เลิกม่านนั้นออกไปเสีย พระพุทธเจ้าก็จะประทับอยู่ที่ตรงนั้น นี่แสดงว่า พระพุทธเจ้าพร้อมที่จะถึง พร้อมที่จะมี แต่ว่ามันมีสิ่งที่บังไว้ไม่ให้มี คือ อวิชชา (ตัวกูของกู) อวิชชานี่มันก็เรื่องอย่างเดียวกันกับนิพพาน นิพพานพร้อมที่จะสัมผัสกับจิตใจ แต่มันมีอะไรมาบังไว้ มันสัมผัสกันไม่ได้ มันก็ต้องเข้าใจผิด ว่ารออีกหมื่นชาติ อีกแสนชาติ กูจะไปให้ถึงนิพพาน


นี่ คือความรู้ที่มันเป็นน้ำชาล้นถ้วยของท่านสาธุชนที่เป็นธรรมดาสามัญเป็นชาว ไร่ชาวนาก็ดี เป็นครูบาอาจารย์ก็ดี น้ำชามันล้นถ้วย มันใส่ลงไปไม่ลง เพราะมันมีสิ่งเหล่านี้ผลักดันขึ้นมา ความรู้เรื่องปฏิจสมุปบาทที่ถูกต้องมันไม่มี มันมีแต่ความรู้เรื่องปฏิจสมุปบาทที่ผิดพลาด ที่โง่เขลา เป็นน้ำชาล้นถ้วยบังเอาไว้ ดันขึ้นมาไว้



เรื่องปฏิจสมุปบาทที่ถูกต้อง มันเป็นเรื่องสอนให้รู้ว่าไม่มีตัวตน มันไม่มีตัวตน มันเป็นเพียงกระแสแห่งธรรม


อย่างนี้แล้วมันก็ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีเป็นคู่ๆ คู่ๆ


มีแต่ว่าถ้าเกิดขึ้นก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีทุกข์ ปฏิจสมุปบาทที่แท้จริงเป็นอย่างนี้ ที่มันมีปฏิจสมุปบาทแบบไหนมาก็ไม่รู้ บอกว่ามีตัวตนอยู่ที่ชาตินี้ส่วนหนึ่ง อยู่ที่ชาติแล้วมาส่วนหนึ่ง อยู่ที่ชาติหน้าส่วนหนึ่ง กลายเป็นมีตัวตนวิ่งข้ามภพข้ามชาติ นี่ปฏิจสมุปบาทอะไรก็ไม่รู้ มันมาสอนให้มีตัวตน แล้วมันยังมีสอนเรื่องบุญเรื่องบาปที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ มันไม่สอนให้เลิกเสีย ให้กวาดทิ้งเสียให้หมด ทั้งเรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องกุศล เรื่องอกุศล กวาดทิ้งไปให้หมด ไม่มีปฏิจสมุปบาทชนิดนั้น มันมีแต่ปฏิจสมุปบาทชนิดที่มันเป็นตัวตนขึ้นมา เป็นคำอธิบายชั้นหลัง สอนลูกเด็กๆ สอนในระดับที่มันยังมีตัวตน ก็เรียนปฏิจสมุปบาทชนิดนี้ แต่ขออย่าให้ปฏิจสมุปบาทชนิดนี้ เป็นน้ำชาล้นถ้วย ดันเอาไว้ เติมปฏิจสมุปบาทที่ถูกต้องแท้จริงลงไปไม่ได้ นี่อาการที่น้ำชามันล้นถ้วย




จากหนังสือ ปฏิจจสมุปบาทกับอานาปานสติ (พุทธทาสภิกขุ)