วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทำอย่างไร?? เมื่อใกล้ตาย...

ทำอย่างไร?? เมื่อใกล้ตาย...







จากหนังสือ แก่นพุทธศาสน์ (ฉบับสมบูรณ์) หนังสือได้รับรางวัลชนะเลิศจากองค์การ UNESCO แห่งสหประชาชาติ

พุทธทาส อินทปัญโญ




เวลายังมีเหลืออยู่เพียงนิดหน่อยนี้ อยากจะพูดเรื่องการปฏิบัติในโอกาสที่สาม คือ ในขณะที่จะดับจิต ร่างกายจะแตกตายลงไปนี้ จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะว่าง


ข้อนี้จะต้องอาศัยหลักที่ว่า ดับไม่เหลือ - ดับไม่เหลือ มาเป็นหลักอยู่เป็นประจำ


การที่จะต้องตายไปตามธรรมชาติ คือแก่ชราแล้ว จะต้องตายไปตามธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่เด็ดขาดแน่นอน ถ้าใครไปถึงปูนอายุนั้นเข้า ไปถึงระยะนั้นเข้า มันก็เรียกว่า มีเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว จะทำอย่างไรมันจึงจะทันแก่เวลา?

เพื่อให้ทันแก่เวลานั่นเอง เป็นคนแก่ไม่รู้หนังสือ ไม่มีเวลาเรียนอะไรมากได้ เพราะว่าสติปัญญามันสมองไม่อำนวยมากมายอะไร ก็จงถือหลักอย่างที่ว่าดับไม่เหลือแห่งตัวกู ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง


ตาม ปรกติก็ให้ดูอยู่ว่า เป็นคนก็ไม่สนุก เป็นเทวดาก็ไม่สนุก เป็นพ่อก็ไม่สนุก เป็นแม่ก็ไม่สนุก เป็นลูกก็ไม่สนุก เป็นสามีก็ไม่สนุก เป็นภรรยาก็ไม่สนุก เป็นบ่าวก็ไม่สนุก เป็นนายก็ไม่สนุก เป็นผู้แพ้ก็ไม่สนุก เป็นผู้ชนะก็ไม่สนุก กระทั่งเป็นผู้ดี-ผู้ชั่ว กระทั่งผู้มีบุญ-มีบาป กระทั่งผู้สุข-ผู้ทุกข์ นี้ก็ล้วนแต่ไม่สนุก อย่างนี้ก็แปลว่า จิตนี้ไม่มีที่หวังที่ไหน ที่จะไปเอา ไปเป็น พูดว่าสิ้นหวังก็ได้

คำ สิ้นหวังนี้ใช้ได้เหมือนกันในการบรรลุพระอรหันต์ แต่ไม่ใช่สิ้นหวังอย่างโลกๆ อย่างคนโง่ คนขี้เกียจ คนไม่มีที่หวัง คนสิ้นหวังอย่างนั้นมันอีกความหมายหนึ่งต่างหาก เดี๋ยวนี้ ในที่นี้ มันเป็นความสิ้นหวังของคนที่มีปัญญาอย่างถูกต้อง มองออกว่าไม่มีอะไรที่ควรหวัง ไปเอาไปเป็นที่นี่ก็ตาม ที่โลกอื่น ที่โลกไหนก็ตาม คือสิ่งทั้งหมดนี้ ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นจริงๆ ทุกกาลเวลา ทุกสถานที่

จิต ของเขาจะน้อมไปทางไหน? ขอให้ลองคิดดู จิตของเขาไม่น้อมไปทางไหนได้เลย เมื่อไม่มีอะไรที่น่าหวังที่ไหน เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นไปเพื่อสลายตัวมันเอง ไม่มีความอยากเอาอยากเป็นที่ไหน มันว่างไปในตัวมันเอง มันสลายไปในตัวมันเอง

อุบายที่จะเอาเปรียบธรรมชาติได้บ้างก็ตอนนี้ ก็คือว่า เมื่อจะต้องดับจิตลงไปจริงๆแล้ว ก็ให้ฟื้นความรู้สึกที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ที่ไหนหมดทุกหนทุกแห่งนี้ ให้มาอยู่ที่จิตใจในเวลาที่จะดับจิตนั้น มันจะนิพพานไปได้ โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ ให้ร่างกายกับจิตใจมันดับลงไป ด้วยความรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็นที่ไหน แล้วจะบรรลุนิพพานได้ในตัวมันเอง ในตัวความตายทางร่างกายนั่นแหละ



นี่ เรียกว่าเป็นการได้กำไรอย่างยิ่ง ลงทุนน้อยอย่างยิ่ง แล้วแน่นอนอย่างยิ่ง ให้นักธรรมะ ชั้นมหาเปรียญ ชั้นเอก ชั้นสูงสุดที่ไหนมาพิสูจน์ดูทีว่า มันจะเป็นอย่างไร ถ้าเขาดับจิตไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริงว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น ที่ไหน อย่างนี้ มันก็เป็นการสลายตัวชนิดที่สลายไปกับนิพพานธาตุ ไปเป็นนิพพานธาตุได้ในตัวมันเอง เป็นตาแก่ ยายแก่ ที่ไม่รู้หนังสือ พูดอะไรก็ไม่ได้ แต่มีความรู้สึกอย่างนี้ได้อย่างเดียวก็พอแล้ว

เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะตายขึ้นมาจริงๆ ขอให้ความรู้สึกอย่างนี้มีอยู่ และ ต้องรู้ไว้ว่าใกล้จะตายนั้น มันอาจค่อยๆเลือนไป ในการที่ร่างกายมันชำรุด มันจะต้องแตกดับนี้ ความรู้สึกมันจะหมดๆไป มันจะลืมนั่นลืมนี่ ลืมเข้ามาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ว่าเดี๋ยวนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว เป็นกลางวันหรือกลางคืน ก็ไม่รู้สึกได้ แม้ว่าตนกำลังอยู่ที่ไหน อยู่ในบ้านไหน-เรือนไหน ก็ไม่รู้สึกได้ แม้แต่ว่าตัวเองชื่ออะไรก็ลืมไปแล้ว จะสวด อิติปิ โส ภควา ก็ไม่ถูกแล้ว แต่ที่จะอยู่ได้เป็นคู่ชีวิตจิตใจไปด้วยกัน ก็คือว่า ความรู้ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น ดับไม่เหลือ สมัครดับไม่เหลือ

ความรู้สึกว่า - สมัครดับไม่เหลือนี้ ขอให้อยู่คู่กันกับจิตจนถึงวาระสุดท้าย มันจะสลายตัวเป็นความว่าง หรือเป็นนิพพานไปได้ ด้วยอุบายอย่างนี้ ด้วยเคล็ดอย่างนี้ นี่เรียกว่า ข้อปฏิบัติในขณะที่ร่างกายจะแตกทำลาย ที่เรียกว่าของผู้รู้น้อย ตาแก่ ยายแก่ ที่ไม่รู้หนังสือ ผู้รู้น้อยมีอุบายที่จะดับไปได้ด้วยอาการอย่างนี้ และเราเรียกอุบายนี้ว่า "อุบายตกกระได แล้วพลอยโจนให้เหมาะๆ"


ที่ว่า "ตกกระได" ก็คือหมายความว่า ร่างกายมันต้องแตกแน่ มันแก่ชราแล้ว มันถึงที่สุดแล้ว มันต้องแตกแน่ เรียกว่าตกกระไดลงมาแล้ว ทีนี้ "พลอยกระโจน" เลย กระโจนสู่ความดับไม่เหลือ เพราะทำความรู้สึกในใจอยู่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นที่ไหน นี้เรียกว่ากระโจนอย่างถูกทาง เพราะฉะนั้น มันจึงไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลย กระโจนอย่างนี้ไม่เจ็บไม่ปวด แต่เป็นผลดีที่สุดคือ ถึงความดับไม่เหลือได้


นี่เราเรียกว่านี้มันเก่ง มันตกกระไดเป็น ไม่เหมือนคนโง่บางคน ตกกระไดลงมาปากคอแตก แขนขาหัก อย่างนี้มันคือคนโง่

แม้เรียนมาก แม้เที่ยวพูดจ้ออยู่ตามศาลาวัดอย่างนี้ มันก็ยังตกกระไดปากแตก ขาหักอยู่นั่นเอง มันสู้คนที่สนใจอย่างถูกทาง แม้แต่เพียงเรื่องเดียวนี้ไม่ได้ มันเอาตัวรอดได้อย่างนี้

ถ้าสมมุติว่า การตายที่เป็นอุบัติเหตุ เช่นถูกรถยนต์ทับบี้แบนไปกลางถนน หรือถูกตึกพังทับ หรือว่าชาวไร่ชาวนาเดินอยู่ ควายวัวมันขวิดข้างหลังทีเดียวตาย หรือว่าถูกระเบิดปรมาณูลงมาอย่างนี้ จะทำอย่างไร?

ถ้าฉลาดสักหน่อยก็จะมองออก มองเห็นได้ด้วยตนเองว่า มันก็อย่างเดียวกันนั่นแหละ ถ้าความรู้สึกมันเหลือนิดเดียว แวบเดียวก็ให้รู้สึกว่า ดับไม่เหลือ สมัครดับไม่เหลือ ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น เพราะได้ทำความรู้สึกดังกล่าวนั้น มาจนคล่องแคล่วชำนาญดีอยู่แล้วเป็นปรกติ พอมาถึงขณะเช่นนี้ ก็รู้สึกได้เพียงแวบเดียว แล้วก็ดับไป



เช่น ว่ารถยนต์ทับตายอย่างนี้  ไม่ใช่มันจะตายทันที ไม่ใช่จะไม่มีเวลาเหลือครึ่งวินาทีให้เขารู้สึก มันต้องมีเวลาเหลืออยู่ แม้ครึ่งวินาที หรือเศษหนึ่งส่วนสี่วินาที สักขณะจิตหนึ่ง พอรู้สึกแวบหนึ่งได้ว่า สมัครดับไม่เหลือ อย่างนี้ก็ทันถมไป

ถ้าสมมุติเอาเป็นว่ามันวูบเดียวไม่มีความรู้สึกเลย มันก็ดับไม่เหลืออยู่นั่นแหละ เพราะว่า เราอยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้องว่าดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำยามปรกติมาแล้ว ตามที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า เวลาปรกตินั้น เราซ้อมความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น จนใจน้อมไปสู่ความดับไม่เหลืออยู่เองเป็นประจำ ทีนี้มันก็ดับไม่เหลือไปด้วยความรู้สึกอันนี้ แม้ว่าในขณะที่ถูกทำให้ร่างกายสลาย แตกตายไปโดยไม่ให้โอกาสที่จะรู้สึกคิดนึกได้

ยิ่งถ้ามันให้โอกาสที่จะรู้สึกคิดนึกได้สักขณะจิตหนึ่ง หรือว่าครึ่งวินาทีอย่างนี้ ก็คิดได้สบาย เพราะฉะนั้น

อย่าได้ขลาด อย่าได้กลัว อย่าให้ความขลาด ความกลัว แทรกเข้ามา

เช่น ขอให้ไปตามหมอที หามไปโรงพยาบาลที อย่างนี้แล้วก็ต้องตายตรงนั้นเอง ไม่มีประโยชน์อะไร  และเรื่องอย่างนี้เขาถือกันว่าเป็นการตายโหง คือตายโดยไม่อยากจะตาย  และตายโดยกระทันหันอย่างนี้ บัญญัติคำเรียกกันว่าตายโหง


ธรรมะที่ประเสริฐนี้มันป้องกันการตายโหงอย่างเด็ดขาด แต่ทำให้นิพพานได้ที่ ตรงนั้นที่ข้างๆล้อ หรือใต้รถ หรือใต้ตึกทับ  หรือว่ากลางทุ่งนาตรงที่ควายขวิด  หรือว่าในซากกองเถ้าถ่านของลูกระเบิด  อย่างนี้เป็นต้น มันไม่มีการตายโหง แต่มีนิพพานแทน

ควรจะซ้อมความเข้าใจที่ถูกต้องไว้อย่างนี้ สำหรับผู้ที่มีการศึกษาน้อย รู้น้อย กระทั่งเป็นตาแก่ยายแก่ที่ไม่รู้หนังสือ แต่ว่าฟังการพูดอย่างนี้ก็พอจะเข้าใจได้



ส่วน การตายของผู้ที่รู้โดยสมบูรณ์ มีสติปัญญาสมบูรณ์ ไม่ต้องเป็นอย่างนี้ คือ ไม่ต้องมีอาการตกกระไดพลอนโจน เพราะว่า

เขาเป็นผู้ไม่ตายเสียแล้วตั้งแต่ทีแรก

ตั้งแต่ยังไม่เจ็บ ไม่ไข้ ตั้งแต่ยังหนุ่มๆด้วยซ้ำไป คือบรรลุธรรมชั้นสูงเสียตั้งแต่ก่อนโน้นแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการตาย


ถ้าว่า พอถึงเวลาจะตายเข้าจริงๆ เขาก็ยังมีการเตรียมดีกว่าพวกที่ตกกระไดพลอยโจน เขารู้จักตั้งสติสัมปชัญญะอย่างที่ว่าไม่มีความตาย หัวเราะเยาะความตายได้ อย่าง นี้ก็นับว่าเป็นการดีที่ว่า เหมือนลงกระไดลงไปอย่างเรียบร้อย ไม่ใช่ต้องตกกระไดแล้วพลอยกระโจนอย่างว่า นี่เป็นเรื่องของผู้รู้สมบูรณ์ แต่สำหรับผู้รู้น้อยนี้ ควรจะฉลาดในการที่จะตกกระไดพลอยกระโจน 

นี่คือการปฏิบัติเพื่อว่างในวินาทีสุดท้าย

  
ต่อไปนี้ อยากจะพูดถึง การเตรียมตัวตายของผู้เจ็บป่วย กันบ้าง เมื่อรู้สึกว่าจะต้องตายแน่ สำหรับผู้มีความเจ็บไข้เห็นอยู่ชัดๆ เช่นเป็นวัณโรค หรือโรคอะไรก็ตามเถอะ ซึ่งมันจะต้องตายแน่แล้ว ก็ควรจะทำให้ดีที่สุดด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ต้องขลาด ไม่ต้องกลัว

อยากจะเล่าเรื่องที่เคยพบ เกี่ยวกับ วิธีเตรียมตัวตายของคนครั้งพุทธกาล ให้ฟังว่า สำหรับผู้ที่เขาถือศีลสมาทานวัตรกันอยู่ประจำอย่างนี้เป็นธรรมดา การอดข้าวย่อมไม่มีปัญหาอะไร เพราะวัดอุโบสถก็อดข้าวเย็นอยู่แล้ว ทีนี้พอโรคภัยไข้เจ็บมาถึง ซึ่งเขาเชื่อแน่ว่าไม่เกินสิบวันจะต้องตายอย่างนี้ เขาเตรียมที่จะไม่กินอาหาร ไม่เหมือนกับพวกเรา ที่ว่าคนใกล้ตายจะต้องให้ไปหาอาหารดีๆอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างแพงที่สุด มาให้กินๆๆ กินจนตายไปกับอาหารก็มี

ในการที่เขาพยายามหลีกอาหารนี้ เพื่อจะมีจิตใจที่เป็นปรกติที่สุด เพราะเมื่อร่างกายชำรุดอย่างนี้แล้วมันไม่ย่อยอาหาร ขืนใส่เข้าไปมันก็เป็นพิษ มันก็วุ่นวาย ใจมันกระสับกระส่าย เพราะฉะนั้นจึงเตรียมตัดอาหาร กินแต่น้ำ หรือกินแต่ยา


ถ้าใกล้เข้าไปอีก แม้แต่น้ำก็ไม่อยากกิน ยาก็ไม่ยอมกิน เพื่อจะสำรวมสติสัมปชัญญะ ที่จะตายชนิดที่ดับไม่เหลือ


พวกที่ยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศล ก็เตรียมยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศล พวกที่ฉลาด ชั้นสูง ก็เตรียมที่จะปล่อยวางดับไม่เหลือ ดังกล่าวมานั้น เขาไม่ต้องการหมอ ไม่ต้องการฉีดยา ประวิงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้อย่างนี้ ซึ่งเป็นการรบกวนอย่างยิ่ง การทำเช่นนี้ เรียกว่า "ปลงสังขาร" คือ ปลงตัวตนลงไปอีกครั้งหนึ่งที่เกี่ยวกับร่างกาย เขาเรียกว่า "ปลงสังขาร" ยังไม่ทันตายนี้แหละ เขาเตรียมที่จะแตกทำลายทางกายให้ดีที่สุด ในทางจิตก็น้อมไปเพื่อดับไม่เหลือ


ส่วน พวกเราสมัยนี้ มัวแต่โกลาหลตามหมอกันมาจนเต็มห้องก็มี ให้กินยา ให้กินอาหาร ฉีดยาต่างๆนานา ทำให้พะงับพะง่อนหาความสงบไม่ได้ นี่แหละทำให้ไม่รู้ว่าจะตายอย่างไร ทำให้ไม่รู้ว่าจะตายหรือจะอยู่ อย่างนี้มันพะว้าพะวังกันไปหมด มันเลยไม่ได้ประสบชัยชนะเหนือความตาย หรือเข้าถึงความว่าง หรือความดับไม่เหลือ อย่างที่กล่าวมาแล้ว

การ เตรียมตัวตายของคนครั้งพุทธกาลกับคนเดี๋ยวนี้มันต่างกัน อย่างว่า คนเดี๋ยวนี้คงจะนึกหาเตียงที่สบายที่สุด หาห้องที่สบายที่สุด หาอาหาร หายาที่แพงที่สุดมาไว้ แล้วก็ตายไปด้วยการกุลีกุจอ อยากจะรักษาชีวิตถ่วงเอาไว้ให้ได้ต่อไป แม้นาทีหนึ่งก็ยังดี อย่างนี้ก็เลยระดมฉีดยาเป็นการใหญ่ ทำอะไรเป็นการใหญ่ แล้วมันก็ต้องตายอย่าง "หลับตาตาย" คือว่า ตายโดยไร้สติสัมปชัญญะ เรียกว่า ทำกาลกิริยาด้วยความหลง

ถ้าทำถูกทางมันก็ต้องกล้าด้วยธรรมะ และตายอย่างชัยชนะเหนือความตาย อย่างที่ว่ามานี้ จึงจะเรียกว่า เข้าถึงความว่างได้ในวินาทีสุดท้าย มีโอกาสกระทั่งถึงวินาทีสุดท้าย ขอให้จำคำนี้ไว้ให้ดีๆว่า

โอกาสสำหรับพวกเรามีกระทั่งวินาทีสุดท้าย

แต่ ถ้าเราเอาชนะเดี๋ยวนี้ไม่ได้เรื่อยๆไป ในวินาทีสุดท้ายนั้นต้องได้แน่ เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ยังได้ด้วยการตกกระไดพลอยกระโจนให้ดี อย่างที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง



ควร จะเป็นสิ่งที่นำมาพูด มาคิด มาปรึกษาหารือกันอยู่เป็นประจำ เหมือนอย่างที่คุยเรื่องวิทยุ เรื่องโทรทัศน์ เรื่องบ้าน เรื่องเมือง เรื่องโลกนั้นพล่อยไปหมดทั้งวันทั้งคืน

แล้วเรื่องสำคัญเห็น ปานนี้ ทำไมถึงไม่ลองเอามาคุยมาปรึกษากันดูบ้าง พวกที่ชอบมวยก็คุยแต่เรื่องการต่อสู้ จนเวลามีไม่พอ พูดหายใจแทบไม่ทัน

ทีเรื่องต่อสู้กับความตาย เอาชนะความตายให้ได้ ให้ว่างจากเกิด จากตายนี้ ทำไมไม่ลองคุยกันบ้าง มันจะเป็นของง่ายขึ้นมาทันที ถ้าเราคุยกันปรึกษาหารือกันแต่ในเรื่องนั้น เหมือนกับที่เราคุยกันในเรื่องอื่นๆ ไม่เท่าไรสิ่งเหล่านี้จะเป็นของง่ายๆ เหมือนกับทำเล่นไปได้ ไม่ยากเลย เมื่อทำถูกวิธีแล้วไม่มียากเลย ง่ายไปหมดแม้แต่การบรรลุนิพพาน และการตกกระไดพลอยโจน อย่างที่กล่าวนี้
...........................

นี่แหละสรุปรวมความแล้ว เราจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องเรื่องคำว่าว่าง เข้าถึงความว่าง เป็นอยู่ด้วยความว่าง ว่างอยู่เป็นปรกติ แล้วเป็นความว่างเสียเอง ความว่างมีิอยู่ที่สิ่งทั้งปวง เป็นลักษณะของสิ่งทั้งปวง ทำจิตใจให้ว่างจากความยึดถือสิ่งทั้งปวง และจิตก็จะเป็นความว่างเสียเอง เป็นความดับไม่เหลือแห่งตัวกู-ของกู

ไม่มีการเกิดขึ้นมาอีก ไม่มีความรู้สึกเป็นความเกิด เป็นตัวเรา-เป็นของเราขึ้นมาอีก

นี่คือวิธีปฏิบัติเพื่อความว่าง