วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ปัจจุบัน ก็คือปัจจุบัน

ปัจจุบัน ก็คือปัจจุบัน








ทุกอย่างไหลไปตลอดเวลา ดังนั้น ปัจจุบัน จึงเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลที่สุด

 
ความคิดในปัจจุบัน จึงเป็นสิ่งที่ต้องรู้เท่าทัน แล้ววางลง เพราะเมื่อวางได้ แล้วเราก็จะได้ความว่างในปัจจุบัน
 
จะรอไปปล่อยวาง ไปเห็นความว่างในอนาคตไม่ได้ เพราะมันจะไม่มีเกิดขึ้นจริง
 
อย่างเช่น หากเข้าไปอยู่ในความคิด ทุกข์ไปกับความคิด ผ่านไปสัก 5 นาทีแล้วเพิ่งนึกได้ ก็ไม่เห็นในปัจจุบันแล้ว เพราะปัจจุบันผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีตไป 5 นาทีแล้ว จึงยังต้องทุกข์ไปก่อน แล้วค่อยย้อนเอาอดีตมาเป็นบทเรียนในปัจจุบัน
 
อย่าลืมว่า ปัจจุบัน ก็คือปัจจุบัน อยู่ที่ว่าเราจะเห็นมันหรือไม่เท่านั้น
 
แม้แต่การไปคิดถึงอดีต แท้จริงก็เป็นปัจจุบัน เพราะเหตุการณ์ในอดีต เมื่อคิดวันนี้ เดี๋ยวนี้ มันก็กำลังออกมาจากหัวเรา ออกมาจากสมองของเรา ออกมาเป็นความคิดเราในปัจจุบันนี้ ในวินาทีนี้ ในเดี๋ยวนี้
 

นั่นคือปัจจุบัน... ของการคิดถึงอดีต
 

อาจจะงง สำหรับหลายท่าน และหลายท่านเริ่มเข้าใจ ว่ามันซ้อนกันอยู่อย่างนี้
 

เมื่อเห็นความคิด ความรู้สึก อารมณ์ในปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ก็จะไม่เห็นว่ามีตัวตน ของตน มีตัวเรา ของเราที่ไหน มันจะไม่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพราะเห็นแค่กระแสของกลไกธรรมชาติที่มันกำลังไหลไปตามเหตุปัจจัยแต่ละขณะ นั่นเอง









สมมุติว่าเราอยู่สบายๆ แต่พอเห็นดอกกุหลาบสีแดง ที่แม่ค้าเดินผ่านมาขาย ความคิดแว็บเข้ามาทันทีเลยว่า เมื่อก่อนเราเคยซื้อกุหลาบอย่างนี้ให้แฟนคนเก่าในวันวาเลนไทน์ แต่เขากลับไปมีแฟนใหม่แล้ว ความคิดน้อยใจ เสียใจ ดังที่เคยผ่านมาเมื่อหลายปีก่อน ก็ย้อนกลับมาได้ อารมณ์หดหู่ เศร้าหมองไปกับความคิดที่ย้อนกลับมานั้น
 

เหตุการณ์เกิดใน... อดีต แต่ความทุกข์เกิดใน.. ปัจจุบัน...
 

ความจริง ความคิดเราห้ามมันไม่ได้ มันจะย้อนไปข้างหลัง มันจินตนาการไปข้างหน้าในอนาคตได้เสมอ ตลอดเวลา เพียงแค่มีวัตถุดิบมากระทบ หรือเหตุปัจจัยเก่าบ้าง ใหม่บ้างมากระตุ้นเล็กน้อย มันก็ไปแล้ว ห้ามไม่ได้แล้ว เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร บังคับบัญชาก็ไม่ได้ ไม่อยากคิดก็ไม่ได้ เพราะมันคิดให้เสร็จสรรพ
 

แต่... ถ้ารู้จริงว่า ต่อให้เป็นเรื่องราวในอดีต แต่ว่ามันก็กำลังใช้ปัจจุบันคิดอยู่
 

ใช้สมองขณะนี้ ใช้ความคิดขณะนี้ ปรุงแต่งเรื่องเก่าอยู่ในขณะนี้ แต่เป็นปัจจุบันของเรื่องราวในอดีตขณะนี้
 

ปัจจุบัน จึงจัดการได้
 
อดีตแก้ไขไม่ได้ เพราะผ่านมาแล้ว
 
ปัจจุบัน แก้ไขได้ ถ้ารู้เท่าทันในปัจจุบัน ว่ากำลังคิด พูด ทำอะไรอยู่

 
อนาคต แก้ไขได้ เพราะมันไม่มีอนาคตจริง อนาคตก็คือปัจจุบัน เพราะไปคิดถึงอนาคต แต่ขณะคิดถึงอนาคต ก็ต้องใช้ความคิดในปัจจุบันเป็นตัวคิด ดังนั้น

อนาคตจึงไม่มีจริง มีแต่ปัจจุบันที่กำลังคิดถึงอนาคต เมื่อผ่านไป 1 วินาที ความคิดที่คิดถึงอนาคตก็เป็นอดีตไปแล้ว
 
มันซ้อนกันอยู่อย่างนี้ เพียงแต่ว่าเราจะเข้าใจได้แค่ไหนเท่านั้น
 

ถ้าเข้าใจปัจจุบัน ปล่อยวางในปัจจุบัน เราก็จะอยู่กับปัจจุบันที่แม้ว่ามันคิดจะเอาเรื่องอดีต อนาคต มาคิดก็เรื่องของมัน เพราะมันทำอะไรเราไม่ได้ เพราะมันก็แค่คิดในหัวของเรา ในความคิดของเรา ณ ตอนนี้ ณ เดี๋ยวนี้ ณ ปัจจุบันนี้
 
ทางธรรมะ พระปฏิบัติทานจึงสอน จึงบอกให้เราอยู่กับปัจจุบัน อย่าฟุ้งซ่านไปในอนาคต อย่าย้อนคิดไปในอดีตที่ผ่านมา เพราะมันไม่มีประโยชน์ใดๆ
 

เห็นอดีต เห็นอนาคตได้จริง ก็ต่อเมื่อเราเห็นปัจจุบัน
 
เพราะอดีต อนาคต ทั้งหลายทั้งปวง มันรวมอยู่ในปัจจุบัน ในหัวของเรา ในความคิดของเรา ณ วินาทีนี้แล้ว
 
ถ้าจะดับ ก็ดับในขันธ์นี้ ในความคิดนี้ ถ้าจะปล่อยวาง ก็ปล่อยวางในขันธ์นี้ ในความคิดนี้
 
ถ้ารู้เท่าทันขันธ์ห้า ก็รู้เท่าทันทั้งโลก ทั้งจักรวาลแล้ว
 
ไม่ต้องไปเสาะหาทางดับทุกข์ที่ไหนเลย
 
เหตุเกิดที่ไหน ก็ดับที่นั่น
 
เหตุเกิดในขันธ์ห้า เขาว่าเรา เขานินทาเรา เขาก็ไปแล้ว
 
แต่เหตุที่เกิด อยู่นี่ อยู่ในความคิดที่ปรุงแต่ง ว่าเราทำไม นินทาเราทำไม คิดไปเรื่อย ร้อนอกร้อนใจ ความทุกข์เกิดอยู่ข้างใน แผดเผาอยู่ข้างใน ก็ยังไม่รู้
 
คิดแต่จะไปดับที่ข้างนอก ไปเปลี่ยนข้างนอก เปลี่ยนคนอื่นให้คิดเหมือนเรา ให้เห็นความดีของเรา อย่าเข้าใจเราผิด ต้องออกไปถาม ไปหาสาเหตุ ไปเรียกมาคุย มาสนทนา มาสอบถาม มาเอาเรื่องเอาราว มาแก้แค้นให้ได้ มันจะจบไหมนี่







ที่ต้องไปเปลี่ยนข้างนอก มันยาก มันเหน็ดเหนื่อย มันเสียเวลา
 
แต่ถ้าเปลี่ยนข้างใน ไม่ยุ่งยาก ไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่เสียเวลา
 
ถ้ารู้ว่า เขาว่าเรา เขาไปแล้ว ไปถึงไหนๆแล้ว ไปสนุกสนานเฮฮาที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่ใกล้ที่สุด ทำร้ายเราได้มากที่สุด มันรวมกันอยู่ในขันธ์นี้แล้ว ในความคิดนี้แล้ว ในวินาทีนี้เท่านั้น
 
เขาไปแล้ว 2 ชั่วโมง ความคิดปัจจุบันยังวนเวียนอยู่ในหัว ในขันธ์ห้า แล้วก็ทำร้าย ทิ่มแทง ให้อารมณ์คุกรุ่น มีแต่ความทุกข์เพราะความคิดตลอดเวลา
 
ถามว่า อันไหนใกล้เราที่สุด ทำร้ายเราได้มากที่สุด ทำให้เราทุกข์ เรากังวลได้มากที่สุด
 
ก็คงตอบว่า ความคิด ความรู้สึก ความร้อนรนของอารมณ์ที่มันอยู่ในขันธ์ห้านั่นเอง
 
ไอ้คนที่ว่า... ตอนนี้อาจไปนั่งกินข้าวสบายใจไปแล้ว มันว่าแล้ว... มันก็ไป หรือเขาอาจลืมไปแล้วก็ได้
 
แต่ความคิดความรู้สึกที่อยู่กับเรา มันไม่ไป มันวนไปวนมา ก่อให้เกิดทุกข์เรื่อยไป
 
แต่สิ่งที่คิด มันก็ไม่ได้เป็นของเดิม ต่อให้คิดอีกสัก 10 รอบ ก็เป็นความคิดใหม่ทั้งสิ้น ไม่มีความคิดของเดิมเลย
 

แม้ต้นเหตุเป็นเรื่องเดิม แต่ความคิดต้องปรุงใหม่ทุกครั้ง
 
ว่าเราทำไม... ผ่านไปแล้ว
 
ว่าเราทำไม... ผ่านไปแล้ว
 
ว่าเราทำไม... ผ่านไปแล้ว
 

แม้จะเป็นประโยคเดิม แต่การปรุงต้องเป็นของใหม่ เพราะความคิดเก่าเมื่อผ่านออกไปแล้ว มันจะไหลผ่านไปเลย
 
แม้คิดประโยคเดิมอีกครั้ง ความคิดก็ต้องปรุงประโยคเดิมใหม่ ไม่ใช่ตามไปดึงประโยคเดิมที่คิดเมื่อครู่นี้กลับมาใช้อีกครั้ง มันไม่ใช่
 

มันต้องปรุงใหม่ทุกครั้งที่คิด เหมือนลมหายใจ เมื่อหายใจออกไป ลมหายใจก็ออกไปแล้ว สลายไปแล้ว เมื่อหายใจเข้ามาใหม่ ก็จะไม่ใช่อากาศเดิม แม้จะอยู่บริเวณนั้น มันก็ไม่ใช่อยู่ดี
 
แม้จะดึงอากาศของเก่ามา ก็เป็นการหายใจครั้งใหม่อยู่ดี เพราะการหายใจครั้งเก่ามันผ่านไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้วเมื่อวินาทีที่ผ่านมา
 
การอยู่กับปัจจุบันก็คือ เห็นว่า มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ มันก็ปรุงไปเรื่อย ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ทั้งปรุงแบบความสุข ทั้งปรุงแบบความทุกข์ แต่ทุกเรื่อง มันเป็นการปรุงในปัจจุบันทั้งสิ้น
 
เพราะแต่ละการปรุงในปัจจุบัน ก็จะมีตัวอุปาทานมาคอยดักเกาะ ปรุงสุขใช่มั้ย เกาะปั๊ป ก็จะมีตัวเราผู้มีความสุข
 
ปรุงเรื่องทุกข์ใช่ไหม ก็จะมีตัวอุปาทานมาคอยดักเกาะ เกาะปั๊ป รับผิดชอบปั๊ป มีตัวเราผู้ทุกข์ทันที ปรุงสุข ปรุงทุกข์ใช่ไหม ปรุงไปตามสบาย ก็แค่เห็นว่ากำลังปรุงอะไรในปัจจุบัน ในทุกขณะ ในทุกสภาวะ ทุกขณะจิตเท่านั้นแหละ แก้ปัญหาทั้งโลก ทั้งจักรวาลได้ในขณะจิตเดียว
 
ก็คือรู้เท่าทันขันธ์ห้า รู้เท่าทันการปรุงแต่ง รู้เท่าทันอวิชชา ที่มีกิเลส ตัณหา อุปาทานมาคอยหลอกล่อ ให้ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า
 
ความทุกข์ถ้ารู้ไม่เท่าทัน ก็เกิดจากอุปาทานเหล่านี้แหละ ที่มันคิดว่ามีตัวเรา ก็เลยมีความทุกข์ ความสุขที่เป็นของเรา
 
แต่ถ้ารู้เท่าทัน ทุกข์ก็แค่ความคิด สุขก็แค่ความคิด ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

 
ดังนั้น ความสุข ความทุกข์ มันไม่ได้มีจริง เป็นความคิดที่ปรุงแต่งออกมา แล้วไปกระตุ้นสารเคมีให้หลั่งออกมาตามความคิดนั้นๆ
 
คิดว่าพอใจ ถูกใจ คิดถึงคนรัก คิดว่าจะได้ไปเที่ยว จะไปหาเพื่อน
 
ความคิดนี้ก็ไปกระตุ้นสารเคมีประเภท เอ็นโดรฟิน ให้หลั่งออกมา ร่างกายก็เลยมีความสดชื่น อารมณ์ดี มีความกระชุ่มกระชวย เราก็เลยคิดว่า นี่เป็นความสุข
 
แต่พอคิดโมโห ฟุ้งซ่าน ขัดอกขัดใจ ไม่พอใจ กังวล ไม่สบายใจ สารเคมีก็หลั่งมาตามความคิด ก็เลยมีความรู้สึกร้อนรน หดหู่ เศร้าหมอง มึนซึม ตามสารเคมีในสมองที่หลั่งออกมาตามความคิดในแนวนั้นๆ เราก็เลยคิดว่าเรากำลังทุกข์
 
ทุกอย่าง ก็อยู่ในปัจจุบัน ตัวความคิด เปลี่ยนความคิด หรือดูความคิดที่กำลังเกิดขึ้น ว่าจะไปเอาเรื่องเอาราวอะไรกับความคิดปรุงแต่ง ที่มันปรุงไปเรื่อย ก็แค่ดูให้เห็นว่าคิดอะไร แล้วไม่ต้องไปดับให้มันหาย เพราะยิ่งดับ มันยิ่งฟุ้ง ก็เป็นแค่ผู้ดู ดูมันปรุง เข้าใจว่ากำลังปรุงเรื่องอะไร แล้วก็วางเฉยเสีย อย่าไปยุ่งกับมัน
 

รู้ เข้าใจ ปล่อยวาง เดี๋ยวมันก็ผ่านเลยไป
 

ก็ทำวิธีไหนก็ได้ ก็จะสามารถจัดการสิ่งที่คิดว่าเป็นความทุกข์ได้ทั้งสิ้น
 

ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่ง ของคำว่าปัจจุบัน เป็นการรู้เท่าทันขันธ์ห้า รู้เท่าทันความคิดในปัจจุบัน ข้อความเหล่านี้ คงพอมีประโยชน์กับหลายๆท่าน





ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 1