วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คนเราติดอะไร (เบญจขันธ์)

คนเราติดอะไร (เบญจขันธ์)

จากหนังสือ คู่มือมนุษย์ (พุทธทาสภิกขุ)


อะไร เป็นที่ตั้งที่ยึดที่เกาะเกี่ยวของอุปาทาน? ที่ตั้งของอุปาทานก็คือโลกนี้เอง คำว่า “โลก” ในทางพระพุทธศาสนามีความหมายกว้างกว่าความหมายตามธรรมดา คือหมายถึงสิ่งทั้งปวงทั้งสิ้นกันทีเดียว ไม่ว่าจะเกี่ยวกับมนุษย์ เทวดา พรหม สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก ปีศาจ เปรต อสุรกาย อะไรก็สุดแท้ที่จะมี รวมแล้วก็เรียกว่าโลก

การรู้จักโลก มีความหมายอยู่ตรงที่ว่ามันมีความลึกลับเป็นชั้นๆ เรารู้จักกันแต่ชั้นนอกๆที่เรียกว่า “ชั้นสมมุติ” นี่หมายถึงตามสติปัญญาของคนทั่วๆไป พระพุทธศาสนาจึงมีการสอนให้ดูกันหลายๆชั้น ท่านมีวิธีแนะให้ดูการจำแนกโลกออกเป็นฝ่ายวัตถุ ซึ่งเรียกกันว่า รูปธรรม อย่างหนึ่ง ฝ่ายจิตใจเรียกว่า นามธรรม อีกฝ่ายหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นท่านได้แบ่งส่วนที่เป็นนามธรรมหรือจิตใจนี้ออกเป็น 4 ส่วน เมื่อเอารูปธรรม 1 ส่วนมารวมกันเข้ากับนามธรรมก็ได้เป็น 5 ส่วน ท่านเลยเรียกว่า เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ห้า แปลว่าส่วน 5 ส่วนประกอบกันขึ้นเป็นโลก คือเป็นสัตว์เป็นคนนี่เอง

การดูโลก ก็หมายถึงการดูสัตว์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคน เพราะปัญหาอยู่ที่เรื่องของคน ร่างกายเป็นวัตถุที่เรียกว่ารูปหรือ รูปขันธ์ (ส่วนที่เป็นรูป) ส่วนที่เป็นจิตใจอีก 4 ส่วนนั้นจำแนกไปได้คือ

ส่วน ที่ 1 เรียกว่า “เวทนา” หมายถึง ความรู้สึก 3 ประการ คือสุขหรือพอใจอย่างหนึ่ง, ทุกข์หรือไม่พอใจอย่างหนึ่ง, อีกแบบหนึ่งอยู่ในลักษณะที่ไม่อาจจะเรียกได้ว่าสุขหรือทุกข์ คือเป็นเรื่องที่ยังเฉยๆอยู่ แต่ก็เป็นความรู้สึกเหมือนกัน ความรู้สึกนี้มีประจำอยู่ในคนเราปกติ วันหนึ่งๆย่อมเต็มไปด้วยความรู้สึก ท่านจึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ประกอบกันเป็นคน และเรียกส่วนนี้ว่า เวทนา หรือ เวทนาขันธ์

ส่วน ที่ 2 เรียกว่า “สัญญา” แปลว่ารู้ตัว เป็นความรู้สึกตัวอยู่เหมือนอย่างว่าเรากำลังตื่นอยู่ คือไม่หลับ ไม่สลบ ไม่ตาย หรือเรียกว่ามีสติสมปฤดี โดยทั่วๆไปมักจะอธิบายกันว่าเป็นความจำได้หมายรู้ก็ถูกเหมือนกัน เพราะว่ายังไม่เมา ไม่สลบ ไม่หลับ ไม่ตาย ดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อกระทบอะไรทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็รู้สึกหรือจำได้ว่าเป็นอะไร เช่นรู้ว่าเขียว แดง สั้น ยาว คน สัตว์ ฯลฯ ตามแต่จะจำได้ นั่นแหละเป็นความรู้สึกของสมปฤดี หรือ “สัญญา” ในที่นี้
ส่วน ที่ 3 เรียกว่า “สังขาร” มีความหมายมาก จนมันปนกันยุ่งไปหมด เราพูดถึงสังขารที่เป็นส่วนของนามธรรมนี้กันก่อน แปลว่า “ปรุง” คือกิริยาอาการของสิ่งที่เป็นอยู่ในคนหนึ่งๆ ได้แก่ การคิดหรือความคิด เช่น คิดจะทำ คิดจะพูด คิดอย่างนั้นอย่างนี้ คิดดีคิดเลว คิดในทางไหนก็จัดเป็นความคิดทั้งนั้น ความรู้สึกที่เป็นความคิดพลุ่งขึ้นมาจากการปรุงแต่งภายในใจนี้เรียกว่า สังขาร คำว่าสังขารในที่อื่นนั้นหมายถึงบุญกุศลที่ปรุงแต่งคนให้เกิดขึ้นก็มี หมายถึงร่างกายหรือโครงร่างที่มีจิตใจครองดังนี้ก็มี มีความหมายหลายทาง แต่ตรงกันโดยเหตุที่มันมีความหมายไปในทางมีการปรุงแต่งประกอบกันขึ้นมา

ส่วนที่ 4 เรียกว่า “วิญญาณ” หมายถึงจิตที่ทำหน้าที่รู้สึกที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น และที่กายทั่วๆไป ตลอดถึงที่ใจของตนเองด้วย (ไม่ใช่เจตภูตอย่างที่คนส่วนมากเข้าใจกัน)

ขันธ์ ห้านี่แหละเป็นที่เกาะยึดของอุปาทาน ความยึดนั้นมันเกาะจับอยู่กับส่วน 5 ส่วนนี้ อาจยึดเอาแต่ละส่วนว่าเป็นตัวตนก็ได้ แล้วแต่ความโง่ของคน เหมือนอย่างเด็กเล็กๆที่เดินเซไปโดนประตู เจ็บต้องตีประตูเสียทีหนึ่งจึงจะหายโกรธและหายเจ็บ อย่างนี้หมายความว่ายึดเอารูปล้วนๆคือประตู ซึ่งเป็นของไม่แท้ว่าเป็นตัวตน นั้นเป็นอุปาทานในขั้นต่ำที่สุด

สำหรับคนโตๆก็โกรธร่างกายถึงกับทุก ตีร่างกายหรือโขกศีรษะตัวเอง ก็ยึดถืออย่างเดียวกันกับเด็ก คือไปยึดถือเอาร่างกายเป็นตัวตน ถ้าหากว่าฉลาดขึ้นไปกว่านั้น ก็จะถือเอาเวทนา หรือสัญญา หรือสังขาร หรือวิญญาณส่วนใดส่วนหนึ่งว่าเป็นตัวตน ถ้าหากไม่อาจจะแยกออกได้ก็ยึดทั้งกลุ่มว่าเป็นตัวตน คือเอาทั้ง 5 ส่วนรวมกลุ่มกันเป็นตัวตนอย่างนี้ก็ได้

.........................................................

ถัดมาจากรูปก็คือ เวทนา กล่าว คือความรู้สึกว่าสุข ทุกข์ หรือไม่สุข ไม่ทุกข์ มีทางที่จะยึดเป็นตัวตนได้มากที่สุด เราจะมองดูตัวอย่างในเรื่องเราหลงใหลในกามสุข โดยเฉพาะก็คือความเอร็ดอร่อย ความถูกอกถูกใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสต่างๆที่ได้รับอยู่ ตัวเวทนาในที่นี้ก็คือความรู้สึกเอร็ดอร่อยซึ่งเป็นความสุข แล้วก็ไปติดความสุขนั้นหรือความอร่อยนั่นเอง คนยึดถือเวทนาเป็นตัวเป็นตนกันอยู่มาก หรือว่าแทบทั้งหมด เพราะว่าไม่มีใครที่จะไม่ชอบความเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสทางผิวหนัง ความไม่รู้หรือความหลงผิดทำให้มองไม่เห็นสิ่งอื่นใด มองเห็นแต่ความเอร็ดอร่อย แล้วยึดถือเป็นตัวเป็นตน และจะยึดเอาสิ่งนั้นมาเป็นของตน

ความรู้สึกทางพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม ย่อมจะเรียกได้ว่าเป็นที่ตั้งของความทุกข์ได้ทั้งนั้น ความรู้สึกชอบกับชังนี้ ตามความหมายทางธรรมะแล้วย่อมถือว่าเป็นความทุกข์เท่ากัน เพราะมันทำให้เกิดความทรมานใจเท่ากัน ความชอบทำให้ใจฟู ความไม่ชอบทำให้ใจแฟบ การดีใจและเสียใจก็เป็นการทำให้จิตเหน็ดเหนื่อยเท่ากัน ทำให้เกิดหวั่นไหวทางจิตได้เท่ากัน ทั้งหมดนั้นเรียกว่ายึดเวทนาเป็นตัวตน

ขอ ให้ทุกคนพิจารณาความยึดถือเวทนาว่าเป็นตัวตนของตนในตนเองให้เข้าใจอย่างถูก ต้องจริงๆ จะเป็นหนทางทำให้เป็นอิสระจากเวทนา เวทนาเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือจิตใจ แล้วดึงเราไปสู่สภาพที่จะต้องเสียใจในภายหลัง ในทางปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านสอนให้พิจารณาเรื่องเวทนาโดยเฉพาะก็มีมาก มีผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์เพราะกำหนดเวทนา เป็นวัตถุสำหรับการพิจารณาเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์อย่างนี้ก็มีมาก

เวทนา นี้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ง่ายกว่าสิ่งใดๆทั้งหมด เพราะมันเป็นที่มุ่งหมายสูงสุดของสิ่งที่เราพากเพียรทำกัน เราอุตส่าห์ศึกษาเล่าเรียน อุตส่าห์ประกอบการงานอาชีพต่างๆ ก็เพื่อให้ได้เงินแล้วก็ไปซื้อหาสิ่งต่างๆ เช่น ของใช้ ของกิน เครื่องบำรุงบำเรอ ตลอดจนถึงรสพิเศษจากเพศตรงกันข้าม แล้วก็บริโภคของเหล่านั้นเพื่อหวังอย่างเดียวคือสุขเวทนา กล่าวคือความเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น และทางกาย

เราลงทุนด้วย กำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังใจทั้งหมด ก็เพื่อหวังสุขเวทนาอันเดียวนี้เท่านั้น ก็รู้อยู่แก่ใจกันดีทุกคน ถ้าไม่เพราะอำนาจของสุขเวทนานี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะไม่ลงทุนเรียน ลงทุนทำการงาน ลงเรี่ยวลงแรงหาเงิน ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเรื่องสุขเวทนานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว ถ้ามีความรู้ความเข้าใจก็จะสามารถควบคุมมันได้ จนทำให้เรามีจิตใจสูงอยู่เหนือความรู้สึกชนิดนั้น จะทำให้เราสามารถทำสิ่งต่างๆได้ดีกว่าที่เราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมดา แม้ความยุ่งยากต่างๆในสังคมก็มีมูลมาจากสุขเวทนานี้เหมือนกัน

การ กระทบกระทั่งระหว่างประเทศ หรือระหว่างครึ่งโลกกับครึ่งโลกที่จะต้องรบกัน เมื่อไล่เบี้ยไปถึงที่สุดแล้วจะไปพบความจริงที่ว่า ทุกฝ่ายตกเป็นทาสของสุขเวทนาดังที่กล่าวมาแล้ว การทำสงครามกันนั้นไม่ใช่เพราะมีมูลมาจากความยึดถือเกี่ยวกับลัทธิหรือ เกี่ยวกับอุดมคติอะไรก็หามิได้ ที่แท้แล้วมันก็เนื่องมาจากประโยชน์สุข ต่างฝ่ายจะมุ่งแต่ให้ได้ประโยชน์มาก จะกอบโกยเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว ลัทธินั้นเป็นเครื่องบังหน้าหรือเหตุประกอบรองๆลงไปเท่านั้นเอง ส่วนลึกที่สุดอยู่ที่การตกเป็นทาสของสุขเวทนา ฉะนั้นการรู้จักเวทนาก็หมายถึงการรู้จักมูลเหตุอันสำคัญที่ทำให้เราตกเป็น ทาสของกิเลสหรือความชั่วจนได้รับความทุกข์ในทุกระดับ

เมื่อ มนุษย์เป็นอย่างไร เทวดาก็เป็นอย่างนั้น คือตกอยู่ภายใต้อำนาจสุขเวทนาอย่างเดียวกับมนุษย์และยิ่งกว่ามนุษย์ เพียงแต่เขาสมมุติให้เป็นเรื่องที่ดีกว่าประณีตกว่าได้อย่างอกอย่างใจกว่า เท่านั้น แต่ก็ยังไม่พ้นไปจากเรื่องตัณหาอุปาทานหลงติดอยู่ในรสอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง

ถ้าสูงขึ้นไปถึงขั้นพรหม ก็ต้องยกความอร่อยในทางกามารมณ์ออกเสีย แต่ไม่พ้นจากความอร่อยทางจิตอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าฌานหรืออยู่ในสมาธิ เกิดความสุขใจเป็นรสอร่อยขึ้นมา ก็ติดใจในรสอร่อยนั้นเหมือนกัน แม้ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ก็เป็นสุขเวทนานั่นเอง


ยิ่งสัตว์ที่ ต่ำลงไปกว่ามนุษย์ด้วยแล้ว มันย่อมตกอยู่ภายใต้อำนาจของสุขเวทนาอย่างไม่เป็นระเบียบ ยิ่งกว่ามนุษย์เรามากมายนัก ฉะนั้นการรู้เรื่องของเวทนาว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะรู้เรื่องเวทนาว่าไม่ใช่เป็นตัวเราของเราเลย ไม่ควรจะยึดถือ จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่ชีวิตของคนเราจริงๆ

.......................................................................

ถัดไปคือเรื่องสัญญา หรือที่เรียกว่า สมปฤดี นั่นเอง นี้มีทางที่จะยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนของเราได้ง่ายเหมือนกัน อย่างที่ชาวบ้านทั่วๆไป มักชอบพูดกันว่า ถ้านอนหลับจะมีอะไรบางอย่างออกไปจากตัวเราที่เรียกว่า เจตภูต หรือจะเรียกว่าอะไรสุดแท้ ในขณะนั้นเราก็เหมือนท่อนไม้ ไม่มีความรู้สึกทางตาหูจมูกลิ้นและกาย พอสิ่งนั้นกลับสู่ร่างกายอีก จึงจะรู้สึกสมปฤดีตามเดิม มีสติสตังขึ้นมาตามเดิม คนเขาหลงเชื่อกันอย่างนั้นมาก เลยยิ่งมีทางที่จะยึดเอาสัญญาหรือสมปฤดีนี้ว่าเป็นตัวตนมากขึ้น

แต่ ถ้าว่ากันตามทางพุทธศาสนาแล้ว สัญญาไม่ใช่เป็นตัวตน สัญญาเป็นเพียงความรู้สึกจำได้หมายรู้ที่ยังคงดีอยู่ พอเกิดการไม่เป็นระเบียบในการปรุงแต่งเท่านั้น สิ่งที่เราเรียกว่าสัญญาหรือสมปฤดีก็จะกลายเป็นใช้ไม่ได้ไปทันที พุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าสัญญาเป็นตัวตนก็เพราะเหตุนี้ แต่คนทั่วไปก็ชอบเดาหรือสันนิษฐานไปในทางที่จะยึดถือว่าเป็นตัวตน การศึกษาพุทธศาสนากลับได้ความรู้ที่ตรงกันข้าม ว่านั่นไม่ใช่ตัวตนของใคร นั่นเป็นเพียงผลของการปรุงแต่งตามธรรมชาติในคนคนหนึ่งเท่านั้นเอง

......................................................................

ขันธ์ถัดไปคือ สังขาร ได้แก่ ความนึกคิด ความรู้สึกจะทำนั่นทำนี่ จะได้นั่นได้นี่ เป็นความคิดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม แสดงความเป็นตัวเป็นตนหนักขึ้นไปอีก ใครๆก็จะรู้สึกว่า ถ้าจะเป็นตัวตนกันบ้างล่ะก็ตัวผู้นึกคิดนี่แหละ น่าจะเป็นตัวตนมากกว่าอย่างอื่น อย่างนักปรัชญาคนหนึ่งของยุคปัจจุบัน เขามีปรัชญาของเขาง่ายๆว่า “ข้าพเจ้าคิดได้ ข้าพเจ้าจึงมีอยู่”

แม้ นักปรัชญาในสมัยวิทยาศาสตร์อย่างนี้ ก็ยังยึดถือตัวตนอย่างเดียวกับในสมัยเมื่อสองสามพันปีมาแล้ว โดยถือเอาตัวความคิดนั้นว่าเป็นตัวตน

พุทธศาสนาได้ปฏิเสธเวทนาและสัญญาว่าไม่ใช่ตัวตน และยังปฏิเสธความคิดหรือตัวจิตที่คิดว่าไม่ใช่ตัวตนเหมือน กัน เพราะอาการที่คิดขึ้นมาได้นั้นมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นผลของการปรุงของสิ่งหลายๆสิ่งสำเร็จรูปเป็นความคิดขึ้นมาได้ อยู่ในกลุ่มของส่วนประกอบต่างๆที่ประกอบกันเป็นคน โดยไม่ต้องมีตัว “ข้าพเจ้า” ที่เป็นตัวตนอย่างว่า สังขารหรือความคิดนี้จึงถูกยืนยันว่าเป็นอนัตตา กล่าวคือไม่มีตัวไม่มีตนอย่างเดียวกันกับขันธ์อื่นๆที่กล่าวมาแล้ว

คำ ในพระพุทธศาสนาก็ระบุชัดอยู่แล้วว่า “สังขาร” ซึ่งแปลว่าของปรุงแต่ง คือของหลายๆอย่างมาปรุงกันเข้า จึงยิ่งไม่ใช่ตัวตน ความลำบากเข้าใจยากอยู่ตรงที่ว่า พวกเราไม่มีความเข้าใจในเรื่องของนามธรรม หรือจิตใจอย่างเพียงพอ เรารู้จักกันแต่เรื่องรูปธาตุที่เป็นวัตถุ แต่ธาตุอีกประเภทหนึ่งที่เป็นนามธรรมไม่ใช่วัตถุ เราแทบจะไม่เข้าใจกันเสียเลย เราจึงเข้าใจยากในเรื่องของการปรุงทางนามธาตุ

ใน ทีนี้บอกได้แต่เพียงตามหลักพุทธศาสนาว่าเป็นการปรุงของธาตุหลายๆธาตุ รวมทั้งวัตถุธาตุและนามธาตุ สิ่งที่เรียกว่าความคิดหรือ “สังขาร” จึงเกิดขึ้นในใจของตัวเราเอง และทำให้เข้าใจไปว่ามีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้คิดเชื่อไปในทำนองว่าเป็นเจตภูต เป็นวิญญาณ เป็นตัวเจ้าของร่าง หรืออะไรทำนองนี้ พุทธศาสนาปฏิเสธสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง เมื่อได้แยกออกเป็นส่วนๆ ไม่มีอะไรเหลือ แล้วก็พิสูจน์แต่ละส่วนๆว่าไม่มีส่วนไหนเป็นตัวเป็นตน ตลอดถึงส่วนที่เป็นความคิดก็ไม่ใช่ตัวตนอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกันเลย

............................................................................

ถัดไปเป็นส่วนสุดท้ายเรียกว่า “วิญญาณ” ทำ หน้าที่รู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเราเหมือนกัน เพราะเหตุว่าอวัยวะนั้นๆล้วนมีความสามารถรับรู้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอยู่ตลอดเวลา เมื่อตากับรูปถึงกันเข้า วิญญาณก็เกิดขึ้น เป็น 3 ฝ่ายด้วยกัน เช่นตาก็มีความรู้แจ้งเกิดขึ้นว่ารูปนั้นมีสัณฐานอย่างไร เป็นรูปคนหรือสัตว์ สั้นหรือยาว ขาวหรือดำ อย่างนี้เป็นต้น

ความรู้ แจ้งที่เกิดขึ้นทำนองนี้เหมือนกับกลไกอันหนึ่งซึ่งเป็นไปเองตามธรรมชาติ อย่างอัตโนมัติ แต่มีคนบางพวกถือกันว่านั่นแหละเป็นเจตภูต หรือเป็นตัววิญญาณที่แล่นเข้าแล่นออกจากใจมารับความสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อย่างนี้ก็มี แล้วยึดถือเอาเป็นตัวตน ตามหลักพุทธศาสนาถือว่ามันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น ถ้ารูปและตาและพร้อมทั้งประสาทตาได้มีการกระทบกันก็จะมีการเห็นเกิดขึ้น สำเร็จ เป็นการรู้แจ้งทางตาเรียก จักษุวิญญาณ ตามชื่อของประสาทอันเป็นที่ตั้งแห่งการสัมผัส โดยไม่ต้องมีตัวตนอะไรที่ไหนอีก วิญญาณในศาสนาพุทธจึงไม่เหมือนวิญญาณในศาสนาอื่นๆ


เมื่อ ได้แยกดูทีละส่วนๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เห็นมีส่วนไหนที่เป็นตัวตนของตนดังนี้แล้ว ก็จะถอนความเข้าใจผิดเรื่องตัวตนเสียได้ว่าไม่ใช่เป็นตัวตนของใครเลย ถ้าไม่เกิดความอยากก็ไม่เกิดความรักหรือเกลียดในสิ่งทั้งหลาย จึงจะเรียกว่าเห็นแจ้งในสิ่งทั้งปวงว่าไม่ใช่ตัวตน การ นึกคิดตามเหตุผลก็พอจะทำให้เชื่อว่าไม่ใช่ตัวตนได้ แต่มันก็เป็นเพียงความเชื่อ ไม่เป็นการรู้แจ้งชนิดที่จะตัดความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนได้อย่างเด็ดขาด เหตุนี้เองจึงต้องศึกษาพิจารณากันในขันธ์ห้าโดยตรง


หน้าที่ อันจะพึงปฏิบัติในเรื่องเบญจขันธ์ นี้คือต้องทำให้ความรู้แจ้งเกิดขึ้น เพื่อขจัดความโง่เสีย และก็จะเห็นเองว่าไม่มีส่วนไหนที่เป็นตัวเป็นตนอันน่ายึดถือ เมื่อนั้นการยึดถือก็แตกสลายลง แม้ยึดมาแต่กำเนิดก็ตาม มันต้องหมดไปด้วย ฉะนั้นเราจะเป็นต้องศึกษาเรื่องเบญจขันธ์ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความหลงว่าเป็น ตัวตนนี้ให้ละเอียด พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องนี้มากกว่าเรื่องทั้งหลาย มีใจความสรุปสั้นๆว่า “เบญจขันธ์เป็นอนัตตา” และถือว่าเป็นคำสอนที่เป็นตัวพระพุทธศาสนาแท้ เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่งจะมองกันในแง่ปรัชญา หรือวิทยาศาสตร์ หรือในฐานะเป็นศาสนาก็ตาม ถ้าเรารู้ตามที่เป็นจริงความยึดถือด้วยการเข้าใจผิดก็หายไป ความอยากทุกชนิดจะไม่มีทางเกิด และความทุกข์ก็จะไม่มี


ทำไม คนเราตามปกติจึงมองส่วน 5 ส่วนนี้ไม่ออกตามที่เป็นจริง? เมื่อเราเกิดมาจากท้องมารดา เราไม่มีปัญญาของเราเอง เราได้รับความรู้มาตามที่เขาสอนให้ เขาสอนเราไปในทางที่เข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นตัวตนไปทั้งนั้น อำนาจสัญชาตญาณดั้งเดิมเกี่ยวกับการยึดถือว่าเป็นตัวตนซึ่งมีติดมาตั้งแต่ เราเกิดก็พอกพูนหนาแน่นยิ่งขึ้นทุกวัน ในการพูดจาก็ใช้คำว่า ฉัน ท่าน ผู้นั้น ผู้นี้ ซึ่งล้วนแต่ย้ำการมีตัวตนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น คนนั้นชื่อนั้น คนนี้ชื่อนี้ เป็นลูกคนนั้นเป็นหลานคนนี้ เป็นสามีคนนั้น เป็นภรรยาคนนี้ ล้วนแต่ระบุไปในทางเป็นตัวตนทั้งนั้น เราจึงพากันไม่รู้สึกตัวในการที่ไปยึดถือความเป็นตัวเป็นตนเพิ่มขึ้นทุกวัน

เมื่อ ยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนก็เกิดความเห็นแก่ตัว แล้วก็ประกอบการงานไปตามความเห็นแก่ตัวหรือพวกของตัวจนได้ประโยชน์มาบำรุง ความใคร่ของตัวและพวกของตัว แต่ถ้าหากว่าเราเกิดความฉลาดจนมองเห็นว่านี้เป็นของหลอกๆ เราก็จะหมดความยึดถือว่านั่นเป็นนาย ก. นาย ข. เป็นขุน หลวง พระ พระยา เป็นสัตว์หรือมนุษย์ โดยเห็น ว่าเป็นเรื่องที่คนเขาสมมุติขึ้นพูดกันในทางสังคมเท่านั้นเอง ถ้าเขาเข้าใจได้อย่างนี้แล้ว ก็นับว่าเป็นการเพิกถอนสิ่งที่หลอกลวงของสังคมได้ชั้นหนึ่ง

เมื่อ พิจารณาดูร่างกายทั้งหมดของนาย ก. ก็จะพบว่านาย ก. นั้น เท่ากับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สัมพันธ์กัน การเห็นอย่างนี้ก็ฉลาดขึ้นมาอีกหน่อย เรียกได้ว่าไม่หลงติดในการสมมุติทางโลก

จะแยกให้ละเอียดออกไปอีก ก็มีทางทำได้ เช่น รูป ร่างกายนี้แยกเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ หรือไม่แยกอย่างทางวัดๆเขาแยกกัน จะแยกอย่างวิทยาศาสตร์ เป็นคาร์บอน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ฯลฯ ก็ได้เหมือนกัน อย่างนี้เรียกว่าเห็นลึกเข้าไปอีก คือมันหลอกลวงเราได้น้อยเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง กลายเป็นเห็นว่าคนไม่มี มีอยู่แต่ธาตุต่างๆ ร่างกายเป็นรูปธาตุ จิตเป็นนามธาตุ แยกออกเป็นส่วนย่อยๆทำหน้าที่ต่างๆกัน เช่น รู้สึกนึกคิด และรู้ทางประสาททั้งหลาย เมื่อเป็นดังนี้ความรู้สึกว่านาย ก. นาย ข. ขุน หลวง พระ พระยา ก็หายไป ความรู้สึกว่าลูกของเรา ผัวของเรา เมียของเรานี้ก็พลอยหายไป


แต่เมื่อดูกันในแง่ปรมัตถ์ จะปรากฏว่า แม้ธาตุดิน น้ำ ลมไฟ ธาตุออกซิเจน ไฮโดรเจน หรืออะไรก็ตาม จะเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ตาม ดูให้ลึกซึ้งแล้วก็จะพบลักษณะอันหนึ่ง ซึ่งเหมือนกันหมดคือ “ความว่าง” จากสิ่งที่เรียกว่าตัวตนของมันเอง ดิน น้ำ ลม ไฟ ดูตรงไหนๆมันก็ไม่มีตัวตน ซึ่งภาษาพุทธศาสนาเรียกว่า “สุญญตา”

ท่านผู้ใดเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่างได้ดังนี้แล้ว ความยึดถือหรืออุปาทานย่อมไม่มีทางที่จะเกิดได้ ที่เกิดแล้วก็ไม่มีทางที่จะเหลืออยู่ได้ มันจะสูญหายละลายไปหมดจนปราศจากความยึดติดโดยสิ้นเชิง มันจึงไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มีธาตุ ไม่มีขันธ์ ไม่มีอะไรทั้งหมด เป็น “ความว่าง” จากการมีตัวมีตนของมันเอง

เมื่อไม่ยึดติดความทุกข์ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ใครจะเรียกเขาว่าคนดี คนชั่ว คนสุข คนทุกข์ หรืออะไรก็ตาม ไม่เป็นของแปลกสำหรับเขา

ทั้งหมดนี้เป็นผลเกิดมาจากการมีความรู้ความเข้าใจและมีความเห็นแจ้งในความจริงของเรื่องเบญจขันธ์ จนถอนความยึดติดที่ผิดๆนั้นเสียได้

สรุป ความว่า สิ่งทั้งปวงในโลกนี้รวมอยู่ในคำว่า “เบญจขันธ์” คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละส่วนเป็นมายาไร้ตัวตน แต่ก็มีอำนาจของเวทนาล่อให้เกิดการยึดถือ จนคนทั่วไปอยากมี อยากเป็น อยากไม่ให้เป็น ซึ่งล้วนแต่ทำให้เกิดทุกข์ ไม่อย่างเปิดเผยก็อย่างเร้นลับ จึงต้องถอนความหลงติดในเบญจขันธ์เสียให้สิ้นเชิง จึงจะไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของขันธ์ทั้งห้า และก็จะไม่มีความทุกข์ โลกจะอยู่ในลักษณะที่อำนวยความผาสุกใจให้แก่ผู้นั้น ไม่ต้องร้อนใจเพราะสิ่งใดๆ เป็นผู้มีจิตใจอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงตลอดชีวิต นี้เป็นผลของการรู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องเบญจขันธ์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า



จากหนังสือ คู่มือมนุษย์ (พุทธทาสภิกขุ)