วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สมาธิภาวนา

สมาธิภาวนา




ผู้ชมการแข่งขัน
ย่อมจะเห็นการต่อสู้ที่แท้จริง
ผู้ดูย่อมเห็น
ผู้มองไปข้างหน้า หรือข้างหลัง
ย่อมไม่เห็นตัวเอง



ความหมายของ... อุปาทาน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่นทางจิตใจ เช่น

-   ยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ คือร่างกายและจิตใจรวมกันว่าเป็น “ตัวตน” และยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ถูกใจ อันมาเกี่ยวข้องด้วยว่าเป็น “ของตน”
-   หรือที่ละเอียดลงไปกว่านั้นก็คือยึดถือจิตส่วนหนึ่งว่าเป็น “ตัวเรา” และยึดถือเอารูปร่างกาย ความรู้สึก ความจำ และความนึกคิด 4 อย่างนี้ว่าเป็น “ของเรา”
-   พุทธภาษิตมีอยู่ว่า “เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์”


ดังนั้น เบญจขันธ์ที่ไม่มีอุปาทานครอบงำนั้นหาเป็นทุกข์ไม่ ฉะนั้น คำว่าบริสุทธิ์หรือหลุดพ้นจึงหมายถึง การหลุดพ้นจากอุปาทานว่า “ตัวเรา” ว่า “ของเรา” นี้โดยตรง ดังมีพุทธภาษิตว่า “คนทั้งหลายย่อมหลุดพ้นเพราะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน”


   การสละ การให้.. เป็นเพียงกลไกของธรรมชาติ

   การเข้าใจกลไกของธรรมชาติ คือการเข้าใจความเป็นเช่นนั้นเอง ของธรรมชาติ

   ความจริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างต้องไหลไปตามกลไกของมัน ไม่มีใครผู้ให้ และไม่มีใครผู้รับ


   แต่เพราะมีอุปาทานขันธ์ห้าว่าเป็นตัวเรา มีตัวเรา จึงเริ่มมีตัวเขา จึงต้องมีการให้ และมีการรับ


สมัยก่อน หากผู้ที่เข้าไปหาของป่า ก็อาจพบต้นมะม่วง ต้นฝรั่ง ต้นขนุน ต้นมะขาม ต้นมะละกอ หรือต้นไม้ให้ผลมากมายทีมันขึ้นอยู่เองตามธรรมชาติ มันก็มีกลไก ทำหน้าที่ให้.. อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มันเติบโตมาตามธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเพื่อที่จะยังประโยชน์ผู้อื่น น้ำก็ไม่มีใครรดให้ มันต้องดึงดูดน้ำหาเลี้ยงลำต้นมันเอง มันต้องดึงดูดแสงแดดเพื่อสังเคราะห์แสงให้ต้นไม้ยังคงอยู่ได้ ในหน้าแล้งมันต้องประคับประคองให้ลำต้นอยู่ได้ในขณะที่มีน้ำน้อยมาก โดยบางครั้งก็ต้องสลัดใบออกไปเพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงพอที่จะรักษาลำต้นให้ คงอยู่ได้






ก็เพื่อจะได้ผลิดอกออกผล เพื่อให้มนุษย์ หรือสรรพสัตว์ทั้งหลายได้อาศัยกิน อาศัยดำรงชีพ เมื่อให้ประโยชน์กับสิ่งอื่นๆแล้ว ก็บำรุงรักษาต้นของตัวเอง เพื่อที่จะผลิดอกออกผลให้กับบุคคลอื่น หรือสิ่งอื่นๆได้กิน ได้อาศัยเพื่อยังชีพต่อไป เมื่อออกผลใหม่ ก็มีผู้มาเก็บไปกินไปขาย หรือสรรพสัตว์มาอาศัยกินเพื่อยังชีพ แล้วก็ออกผลใหม่ ก็มีผู้มาเก็บไปกิน ไปขาย หรือสรรพสัตว์มาอาศัยกินต่อไป
   ต้นไม้เหล่านี้ ไม่เคยบ่น ไม่เคยว่า ไม่เคยอิดออดที่จะผลิตผลออกมาเพื่อผู้อื่นเลยสักครั้ง
   มันยังคงตั้งหน้าตั้งตาผลิตผลออกมาเพื่อผู้อื่นต่อไป


   เพราะความเป็นธรรมชาตินั่นเอง ความเป็นสิ่งหนึ่งของธรรมชาติที่ต้องถูกผลักดันให้มีการไหลไปตามกลไกของ ธรรมชาติ คือการเกื้อกูลกันที่ธรรมชาติมีให้กัน

   มนุษย์ก็เป็นเพียงธรรมชาติที่มาประชุมรวมกัน ประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ และมีธาตุรู้ที่มีปัญญาทางธรรมชาติเป็นตัวผลักดันให้กลไกดำเนินไปได้



   ทุกอย่างเป็นธาตุทางธรรมชาติล้วนๆที่ไม่ได้เป็นตัวใครของใครรวมกันขึ้นมาเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เพื่อยังประโยชน์ให้กับธรรมชาติ ธรรมชาติที่ย่อมมีการให้ ที่ย่อมมีความเมตตากรุณาความเอื้ออาทรในทุกสรรพสิ่งอยู่แล้วตามธรรมชาติ หากเข้าใจในธรรมชาติ ก็จะเข้าใจว่า การให้ การแบ่งปัน การช่วยเหลือกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา คือไม่ได้มีใครเป็นผู้ให้ ไม่ได้มีใครเป็นผู้รับ จึงไม่มีตัวใคร เป็นผู้ให้ใคร

   แต่พอมีอวิชชา คือความไม่รู้จริงในธรรมชาติ จึงเกิดอุปาทานขันธ์ห้าขึ้นมา มันอุปาทานไปว่า ธรรมชาตินี้มีตัวตน มีตัวเราขึ้นมา หลังจากนั้นก็ไปยึดมั่นถือมั่นในทุกสรรพสิ่ง ไปแสวงหาเอาสิ่งที่เป็นธรรมชาติมาเป็นของเรา

   การไหลไป การหมุนเวียนไปตามกลไกของธรรมชาติ ก็เลยสะดุดหยุดลง เพราะมีเครื่องกั้น คืออัตตาตัวตนของตนนั่นเอง

   เมื่อมีตัวตนของตน จึงมีการเก็บกัก เพื่อสนองอัตตาตัวตน

   ดังนั้น การให้ การแบ่งปัน การช่วยเหลือกันตามธรรมชาติที่เคยมี ก็สะดุดหยุดลงเช่นกัน

   เพราะหากแบ่งปันไป เราจะได้อะไรกลับมา




   เหมือนเมื่อก่อน ที่ดินแห่งหนึ่งไม่มีเจ้าของ มีบ่อน้ำอยู่ภายใน คนก็มาใช้ตักกิน ตักอาบ กันมากมาย เราก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ที่ไปร่วมตักน้ำมาใช้ มาดื่ม มากิน




   พอวันหนึ่งมีคนมาแจ้งว่า มีเจ้าของแล้ว คนที่เคยเข้าไปตักน้ำจากบ่อนั้น ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาตินั้น ก็จะรู้สึกกล้าๆกลัวๆ แต่ก็ยังพอไปตักได้

   แต่หากเจ้าของที่ดินผืนนั้นมาขายให้กับเราอย่างไม่แพง และเราตกลงซื้อเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่มีชื่อเราในโฉนด อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา ก็เกาะทันที ..ที่ดินของเรา..

   และกระบวนการยึดมั่นถือมั่นก็เกิดขึ้น มีการไปล้อมรั้ว ไปถากถาง ไปยึดเก็บผลไม้เหล่านั้นมาเป็นของตน หากใครปีนเข้าไปเก็บผลไม้ ก็เป็นเดือดเป็นแค้น ทะเลาะต่อยตีกัน เพราะต้นไม้นั้นเป็นของเรา น้ำบ่อนั้นเป็นของเรา

   ทุกอย่างไม่มีผิด ไม่มีถูก มันเป็นไปตามกลไกของทางโลก ที่เราซื้อแล้วก็ต้องเป็นของเรา เราก็ต้องมีสิทธิ์ ต้องหวงแหนเป็นธรรมดา

   แต่ที่ไม่ถูกต้องตามหลักของธรรมชาติก็คือ เริ่มมีการยึดมั่นถือมั่น การจะไหลไปตามกลไกของธรรมชาติย่อยสะดุดลง การเก็บกัก การหาผลประโยชน์ การยึดครองเข้ามาแทนที่ นั่นคือเพิ่มเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง


   ที่ดินนี้ มันก็ยังอยู่ตามเดิมตรงนั้น อย่างที่มันเป็นนั่นแหละ บ่อน้ำมันก็ยังคงให้น้ำอย่างที่มันเป็นนั่นแหละ ต้นไม่มันก็ยังให้ผล อย่างที่มันเป็นนั่นแหละ

   แต่สภาวะแห่งการยึดมั่นถือมั่น การมีตัวตน การมีของของตนเปลี่ยนไป ทั้งๆที่ของเหล่านั้น มันก็ยังมีของมันอยู่อย่างเดิมตั้งแต่ทีแรก มีมาเป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่นเป็นแสนปี เราก็ไม่เคยไปทุกข์กับของที่มีขึ้นมาตามธรรมชาติผืนนี้ หรือเมื่อก่อนหน้านี้ หรือเมื่อวานนี้ก็ไม่ไปทุกข์ เพราะไม่ใช่ของเรา แต่ตอนนี้ วันนี้ เดี๋ยวนี้ ที่ดินนี้เป็นของเราแล้ว แม้ว่าเราจะไม่สามารถแบกไปยังที่ต่างๆตามใจเราก็ตาม

   แต่ไปอยู่ที่ไหน ก็จะห่วงใยมันเสมอ


   ไม่รู้เหมือนกันว่าเราเป็นเจ้าของมัน หรือมันเป็นเจ้าของเรากันแน่ เพราะมันใช้ให้เราต้องคอยดูแลมัน ต้องมาคอยเป็นห่วงเป็นใยมัน ต้องคอยมาปกป้องรักษามัน เหน็ดเหนื่อย สุข ทุกข์ กับมัน เพราะมันเป็นธรรมชาติ มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นมานับร้อย นับพัน นับล้านปีแล้ว แค่อุปาทานว่าเป็นของเรา มันเพิ่งเกิด มันเพิ่งเกาะเดี๋ยวนี้เอง

   ถ้าเราตาย อุปาทานนี้ก็ไปเกาะกับผู้ที่ได้รับมรดกไป ก็จะเกาะจะยึดไปจนกว่าจะตาย หรือจะขายที่ดินนี้ไป ก็จะมีคนใหม่ มาเกาะมายึดต่อไปอีก ที่ดินก็ยังไปไหน ก็ยังอยู่ที่เดิม มันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำให้ใครกี่คนที่ต้องทุกข์ ต้องสุขกับมัน

   แต่มีคนมากมายเหลือเกิน ที่ไปทุกข์ ไปสุขกับมัน

   เราจะเห็นว่า เพราะ “อุปาทาน” แท้ๆที่หลงคิดไปว่า มีตัวเรา จึงมีของเราไปด้วย

   เหมือนบ้านที่เราอยู่ เมื่อก่อนเช่าเขาอยู่ ก็อยู่ได้อย่างสบาย ทำอะไรสบายๆ กลับบ้าง ไม่กลับบ้างก็ไม่ห่วงเท่าไร อะไรจะผุจะพังก็ช่างมัน เพราะรู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา แต่พอซื้อบ้านหลังนั้นต่อจากเจ้าของเรา อุปาทานวิ่งเข้าไปเกาะทันที “มันเป็นของเรา”
หรือ “มันเป็นเจ้าของเรา ในทันที


   จากนั้นต่อมา มันก็จะเริ่มกระบวนการใช้เรา ใช้ให้เราดูแลมัน ให้เราคอยห่วงใย ให้เราคอยกังวลใจเมื่อไปไกลบ้าน บ้านอยู่กับที่ เคลื่อนย้ายไม่ได้ แต่อุปาทาน ความห่วงใย ติดอยู่ในหัวของเรา ในความคิดของเรา เรียกว่า “ไปไหนไปด้วย” ตลอดเวลา


เช่นเดียวกันกับทุกสรรพสิ่งรอบๆตัวเรา ที่สร้างความสุข-ทุกข์จากอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นให้กับเราตลอดเวลานั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาค่างวด สิ่งของใดๆ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยความงามใดๆ แต่มีขึ้นอยู่กับความยึดมั่นถือมั่นต่างหาก

   หากให้ความสำคัญกับสิ่งใด สิ่งนั้นจะมีความหมายในทันที





ปากกามากมายในกล่อง แต่ปากกาด้ามนี้แฟนให้วันเกิด ปากกาด้ามนี้ก็จะมีความหมาย มีความสำคัญมากกว่าด้ามอื่นๆทันที ทั้งๆที่ราคาไม่ได้แพงเลย นั่นเพราะอุปาทานว่า แฟนของเรา.. ให้เรา ปากกาด้ามนี้ มีโอกาสทำให้เราสุข เราทุกข์ ได้มากกว่าปากกาทั้งกล่อง ด้ามอื่นคนหยิบไปใช้ไม่เป็นไร แต่ด้ามนี้หยิบไปมีเรื่องแน่ แม้หายไป จะซื้อมาใช้ทดแทนสักโหล แบบเดียวกัน สีเดียวกัน เขียนได้เหมือนกัน แต่มันทดแทนกันไม่ได้


   นั่นเป็น เพราะอุปาทานว่า ไม่ใช่ด้ามที่แฟนของเราให้นั่นเอง ปากกาด้ามนี้ ทำให้บุคคลนี้ทุกข์ สุข ได้ เพราะมีความหมายนั่นเอง แต่หากวันใดเลิกกับแฟนผู้ให้ปากกาด้ามนี้แล้วอุปาทานในปากกาด้ามนี้ก็หมดไป ไม่ห่วง ไม่อยากได้ ไม่ทุกข์หากจะหายไป หรืออาจโยนทิ้งไปเลยก็ได้ เพราะหมดความหมายแล้วนั่นเอง



   เรื่องเล็กๆแค่นี้ก็สามารถทำให้คนๆหนึ่งเป็นสุข เป็นทุกข์ได้ หดหู่เศร้าหมองได้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับวัตถุสิ่งของเลย มันทุกข์เพราะอุปาทานล้วนๆ

   นั่นเพราะมีตัวเรา ทุกสิ่งทุกอย่างเลยเป็นของเรา

   จะเห็นได้ว่า อวิชชา คือความไม่รู้ ที่คอยจะสร้างให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น ว่ามีตัวเรา ของเรา ขึ้นมาคอยยึด คอยจับ คอยจ้องที่จะสะสมอยู่ตลอดเวลา

   ดังนั้น การที่จะออกจากขันธ์ห้าได้ ต้องเข้าใจมันให้ถ่องแท้ ว่ามันคืออะไรกันแน่ มันมีกลไกอย่างไร มันมีตัวตนจริงหรือไม่

   ในแต่ละวัน บุคคลทั้งหลายจึงพัลวันไปด้วยของของเรา ไหนจะบ้านของเรา รถของเรา เพื่อนของเรา ลูกของเรา ญาติของเรา แฟนของเรา นาฬิกาของเรา ปากกาของเรา โต๊ะของเรา เก้าอี้ของเรา โรงเรียนของเรา ฯลฯ สารพัดที่จะเป็นของเรา


   สิ่งที่เข้ามากระทบ มาปรุงแต่งให้สุขให้ทุกข์ ให้วิตกกังวลจากอุปาทานว่าเป็นของเรา ก็ย่อมมากตามไปด้วย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมีความแปรปรวนอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว มันจึงเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้ไปยึดกับสิ่งเหล่านั้น มีโอกาสทุกข์สุขอยู่กับมันตลอดเวลา

   แล้วทำไมผู้ปฏิบัติ ผู้รู้หลายท่าน ผู้ปล่อยวางจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้ามากมายหลายท่าน ท่านจึงอยู่ท่ามกลางวัตถุสิ่งของได้ โดยไม่ทุกข์ โดยไม่ร้อนรนกับทุกสรรพสิ่งรอบๆตัวท่าน มีทุกอย่างได้โดยไม่ต้องทุกข์ นั่นเพราะ มีก็เหมือนไม่มี มีได้ ใช้ทุกอย่างได้ แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งของเหล่านั้น ว่าเป็นของของท่านนั่นเอง

   การที่จะไม่ทุกข์ ก็เพราะหลุดพ้นจาก อุปาทาน เหล่านั้น ไม่ได้ไปทอดทิ้ง ไปปล่อยปละละเลย ทุกอย่างมีได้ ใช้ได้ ดูแลได้ เสมือนมีตัวเราเป็นผู้แล แต่แท้จริงแล้ว ขันธ์ห้าเป็นผู้ดำเนินการดูแลทั้งหมด ตามการบันทึกไว้ก่อนหน้านั้น นั่นแสดงว่า ไม่ได้มีเรามาตั้งแต่ต้น

   มีก็เหมือนไม่มี มีทุกอย่างอยู่รอบตัว แต่รู้ว่าไม่ได้มีสิ่งของเหล่านั้นจริงๆ เป็นความว่าง ว่างจากความเป็นตัวใคร เป็นของใครทั้งสิ้น แม้ขณะบริหารขันธ์ห้าอยู่ ก็ยังรู้ว่า ขันธ์ห้านี้ มิใช่ตัวตนจริงๆ จึงอยู่ในขันธ์ห้า โดยความไม่มีตัวตน โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว มีอยู่จึงเหมือนไม่มี



   ไม่มีก็เหมือนมี ความจริงตัวตน มันไม่ได้มีจริง มันเป็นกลไก เป็นการไหลไปของกระแสธรรมชาติตามเหตุปัจจัยของมันอย่างนั้นเอง แต่อุปาทานไปว่ามีตัว มีตนจริงๆ เอาความไม่มีจริง มารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วอุปาทานไปว่า “มีจริง”

   การที่จะไปคอยดับทุกข์ ในแต่ละสิ่งที่เกิดความแปรปรวนขึ้นแล้วนั้น แล้วทำให้เกิดทุกข์ ก็คงต้องตามทุกข์ ตามดับทุกข์กันอยู่ร่ำไป

   ดังนั้น เมื่อเราจับได้แล้วว่า หัวเรือใหญ่ ต้นตอของความทุกข์ ก็คือ อวิชชา ความไม่รู้ ที่ก่อให้เกิดอุปาทานขันธ์ห้า ก่อให้เกิดความมีตัวเราของเราขึ้นมา

   เพราะแก้ไขไม่ตรงจุด ความทุกข์จึงหลอกกินมานับภพนับชาติไม่ถ้วนนั่นเอง เหตุปัจจัยมันมากมายเหลือเกิน ที่จะเรียงหน้าเข้ามาให้ยึด เข้ามาให้ทุกข์ พอเกิดกลไกของขันธ์ห้าปรุงแต่งให้เกิดภาวะอารมณ์ต่างๆตามสิ่งที่มากระทบ ตัวอุปาทาน ก็มาคอยดักรอ เพื่อเอาคำว่า เรา ไปแปะติดกับอารมณ์เหล่านั้น ก็เลยเหมาเอาว่า เรากำลังมีอารมณ์สุข เรากำลังมีอารมณ์ทุกข์ มีอารมณ์ขุ่นมัวเศร้าหมอง ห่อเหี่ยวใจ นั่นเป็นเพราะอุปาทานมาคอยชี้นำเสนอให้ไปยึดเกาะอารมณ์ที่ปรุงแต่งไปตามเหตุ ปัจจัย ตามกลไกของขันธ์ห้า ที่มันไม่ได้มีใครไปปรุงแต่ง


   เช่น อากาศหนาวเย็นลง เซลล์ของรูปขันธ์ก็กระทบกับอากาศเย็น ก็ส่งข้อมูลไปที่สัญญา ว่าหนาวแล้ว สัญญาก็ส่งไปที่ความคิด ความคิดก็ปรุงแต่งว่าต้องหาเสื้อหนาๆใส่ แล้วรูปขันธ์ก็ไปหยิบเสื้อหนาๆมาสวม อารมณ์ก็สบายขึ้นเพราะไม่หนาวสั่นเหมือนเมื่อครู่นี้

   ขันธ์หามันทำงานกันเป็นทีม มันรับ มันส่ง มันจัดการทุกอย่างตามกลไกของขันธ์ห้า

   ถ้าออกมาดูทัน จะเห็นความมหัศจรรย์ของขันธ์ห้า ที่มันทำงานรับส่งกันต่อเนื่องตลอดเวลา




กินข้าว กระเพาะย่อย แยกโปรตีน แยกไขมัน แยกวิตามิน แล้วส่งไปตามส่วนต่างๆของร่างกายถูกต้องตรง ไม่มีใครไปคอยกำกับดูแล แต่มันทำงานของมันเอง มันเป็นกระแสที่ไหลไปตลอดเวลา ไม่ได้มีตัวใครอยู่ในนั้น

   ทั้งหมดทุกขั้นตอน ไม่มีใครปรุงแต่ง กายกระทบอากาศเย็น อากาศที่มันเย็น ตัวอากาศเองมันก็ไม่ได้ปรุงแต่งให้เย็น แต่มีเหตุปัจจัยมาผลักดันให้มันเย็นลง แล้วกลไกการบันทึกไว้ของเซลล์ผิวหนัง ตามสัญญาก็เคยจำไว้ว่า 25 องศาพอได้ ต่ำกว่านั้นทนไม่ไหว เมื่อหนาวมาก การรับรู้ทางรูปขันธ์ที่หนาวสั่นก็ส่งไปถึงอารมณ์ก็เลยเป็นเวทนาความทุกข์ ความคิดก็เริ่มปรุงแต่ง จึงต้องจัดการหาสิ่งมาปกป้องร่างกาย

   ทุกอย่าง เป็นกลไกการป้องกันขันธ์ห้า ที่มันผลักดัน ที่มีโปรแกรมของมันอยู่แล้วตามขั้นตอน ซึ่งเป็นการบันทึกไว้สืบต่อกันมาของขันธ์ห้า มันทำงานของมันเอง เป็นขั้นตอนกลไกของมันเอง แต่ธาตุรู้ที่มีปัญญา ที่มีหน้าที่เป็นเพียงผู้ดู ผู้ที่มีหน้าที่มาตามดูว่า ขันธ์ห้ามันทำงานยังไง ในกลไกของมัน


   แต่ก็กลับไม่ดูเฉยๆ ทำเกินหน้าที่ ดันเสนอหน้าเข้าไปมีส่วนร่วม ตามการเชิญชวนของอุปาทาน จึงมีเราเป็นผู้หนาว มีเราหาเสื้อใส่ มีเราหายหนาว ทั้งๆที่ถ้าดูแล้วเห็นว่า กลไกของขันธ์ห้ามันหนาว แล้วมันก็หาเสื้อกันหนาวมาใส่ แล้วมันก็อุ่นสบายตามสไตล์ของมัน ก็จะไม่มีตัวเราผู้เข้าไปร่วมช่วยเหลือมันเลย มันทำเองได้ล้วนๆ

   เมื่อหัดปล่อยได้ในครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปสิ่งใดจะเข้ามากระทบ ปัญญาก็จะเกิด การพุ่งเข้าไปยึดว่าเป็นเราก็จะน้อยลง จะคอยมองดูว่าขันธ์ห้ามันจะจัดการกับสภาวะนั้นอย่างไร



   เชื่อเถอะว่า มันจัดการขันธ์ห้าของมันได้ แม้ไม่มีอุปาทาน ไม่มีตัวเราของเราเข้าไปเกี่ยวข้อง

   ตอนนี้รู้แล้วว่า ต้นเหตุของปัญหาก็คือ ตัวอุปาทาน คือ ความไม่รู้ คิดว่าเป็นตัวตน เป็นของตน แล้วไปหลงยึด เป็นต้นเหตุ



   เรามาดักรอ ดักตีให้ตรงจุด ดักตีให้ตรงตัวอุปาทานเลย จะดีกว่าไหม?

ขอเพิ่มเติมในรายละเอียด เพื่อให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจในกลไกของขันธ์ห้าสักเล็กน้อย การมีสติรู้เท่าทันกลไกของขันธ์ห้า เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง เพราะโดยปกติแล้ว คนเรามักจะคิดว่า เมื่อเราคิด ก็จะคิดว่าเราเป็นผู้คิด



                             คิดชอบ เราก็ชอบ
             
                             คิดรัก เราก็รัก

                             คิดโกรธ เราก็โกรธ

                             คิดน้อยใจ เราก็น้อยใจ


   จึงยังมีผู้รัก มีผู้เกลียด มีผู้สุข มีผู้ทุกข์ อยู่เรื่อยมา น้อยคนนัก ที่จะเฉลียวใจ มีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้าว่า มันปรุงแต่งของมันไปตามเหตุปัจจัยที่เข้ามากระทบนั้น


   เมื่อเขาชม มันก็ปลื้ม เมื่อเขาว่า มันก็โกรธ เมื่อเขาไม่ตามใจ มันก็น้อยใจ นั่นมันเป็นธรรมดา เป็นกลไกของขันธ์ห้า ที่มันต้องปรุงแต่งของมันตามธรรมดาอยู่แล้ว

   มันเป็นธรรมดาของ ขันธ์ห้าที่มันต้องปรุงของมันอย่างที่มันเคยบันทึกไว้ มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง เห็นลูกก็รัก เห็นแฟนก็หวง เห็นดอกไม้ก็ชอบ เห็นคนไม่ถูกกันก็โกรธ บางครั้งเรายังไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เห็นปุ๊บรักปั๊ป เห็นปุ๊ปโกรธปั๊ป นั่นหมายความว่า ขันธ์ห้ามันเคยมีการบันทึกไว้อย่างไร มันก็ปรุงแต่งไปอย่างนั้นทันที


   มันไม่ถามสักคำ ตากระทบ จำได้หมายรู้ ปรุงแต่ง แล้วเกิดอารมณ์ไปเลย บางครั้งเรายังไม่ทันตั้งใจเลย แต่มันปรุงไปเรียบร้อยแล้ว รอให้เราเข้าไปรับผิดชอบ ว่าเป็นของเรา อารมณ์ของเรา สุขของเรา ทุกข์ของเรา เรียกว่า รอให้ไปอุปาทานรับมันเข้ามาเป็นของเรานั่นเอง

   ความทุกข์ที่มันจะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะไปรับอารมณ์ที่มันปรุงแต่งของมันเอง มาเป็นของเรา ไปรับผิดชอบอารมณ์ ความรู้สึก ที่มันปรุงแต่งของมันเองในกลไกของขันธ์ห้า มาเป็นของเรา นั่นเรียกว่า ไปอุปาทานเอามาเป็นของเรา จึงมีเราผู้สุข ผู้ทุกข์เรื่อยมา


ถ้ามันปรุงอารมณ์พอใจ เข่าข่ายเรียกว่าสุข ก็เลยนึกว่าเราเป็นผู้สุข

ถ้ามันปรุงอารมณ์ไม่พอใจ น้อยใจ ก็ไปรับเอามาเป็นเราผู้มีความทุกข์



   แต่หากรู้เท่าทัน มันปรุงแต่งเกิดอารมณ์ขึ้นมา น้อยใจ ไม่พอใจ ตามกลไกที่มันปรุงของมันอยู่แล้วตามการกระทบเหตุปัจจัยนั้นๆ แล้วเห็นมันตามความเป็นจริง ว่ามันก็ปรุงแต่งไปอย่างนั้นตามเรื่องตามราวของมัน เรียกว่ามีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้า ที่มันปรุงแต่งอารมณ์ของมันไปอย่างนั้นเอง

   ก็จะมีผู้ดูอารมณ์เหล่านั้นที่เกิดในขันธ์ห้า

   ดูอย่างเป็นผู้ที่ดู แล้วรู้เท่าทัน ก็จะมีขันธ์ห้า กับผู้ที่ดูขันธ์ห้ากำลังปรุงแต่งอารมณ์เหล่านั้น

   ทั้งๆ ที่ยังไม่พอใจ ยังมีความกรุ่นอยู่ก็ตาม เมื่อเห็นอารมณ์เหล่านั้นแล้ว แม้มันจะยังเกิดอยู่ แต่ก็จะไม่มีใครไปรับผิดชอบทุกข์ของมัน ทุกข์ของขันธ์ห้า ก็จะแค่เห็นมัน ดูมันเกิดขึ้น แล้วดูซิว่า มันจะมีหน้าตั้งอยู่ในอารมณ์นั้นสักกี่นาที


   นี่ต่างหาก ที่เป็นกลไก ที่มันเกิดขึ้นแต่ไม่มีใครทุกข์ ดูให้เห็นความเป็นอย่างนั้นเองของขันธ์ห้า ที่ไม่มีใครบังคับบัญชามันได้ มันมีแต่คิดให้สุข ให้ทุกข์อยู่เรื่อย

   มันคิดเอง มันหดหู่เศร้าหมองเอง มันทำกลไกของมันเอง ไม่ได้มีใครไปทำให้มันเกิด มันเกิดเอง ปรุงเอง และเกิดอารมณ์สุขทุกข์เบ็ดเสร็จในตัวมันเอง
   ถ้าเห็นว่า มันเป็นขันธ์ห้า ไม่ได้มีใครไปทำ มันก็ปรุงแต่งของมันเองได้ แค่ถอยอออกมาดู มาเห็นการทำงานตามกลไกของขันธ์ห้าแล้ว ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์เหล่านั้น เห็นมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไปของมันเอง

   อย่าให้อุปาทานไปหลอกว่า มีตัวเราเป็นเจ้าของอารมณ์ แล้วเข้าไปรับผิดชอบอารมณ์เหล่านั้นก็พอ นั่นเรียกว่า ถอดสลัก จากอุปาทานขันธ์ห้า


   ทั้งๆที่เกิดอารมณ์สุขทุกข์อยู่ แต่ไม่ได้มีใครเป็นผู้สุขทุกข์ คือไม่มีเราในขันธ์ห้า ขันธ์ห้าไม่ใช่เรา และอารมณ์เหล่านั้นก็ไม่ใช่ของเราไปด้วย เมื่อมีสติเห็น รู้เท่าทันขันธ์ห้า รู้เท่าทันอารมณ์เหล่านั้น นั่นก็คือ อยู่เหนือความคิด อยู่เหนืออารมณ์ อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ทั้งมวลนั่นเอง


   สัจธรรม คือความเป็นจริงของธรรมชาติ มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีบางแยก หากมีความเข้าใจ ความเป็นจริงของธรรมชาติแล้ว จะทำให้มีมุมมองที่ไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีการเปรียบเทียบ ไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเรา ไม่มีการไปชี้ผิดชี้ถูกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นรากฐานให้เกิดความทุกข์ เพราะความเห็นผิด ความไม่เข้าใจในธรรมชาตินั่นเอง

   ดังนั้น การที่จะมุ่งเข้ามาดูแต่ในขันธ์ห้า มาเรียนรู้ขันธ์ห้า ที่มันยังมีอุปาทานเต็มเปี่ยมว่าเป็นตัวเรา เป็นของๆเรา ก็ยากลำบากอยู่แล้ว ต้องมีสติคอยดู คอยมอง ให้รู้เท่าทันว่ามันคิดอะไร รู้สึกอะไร และมีอารมณ์อะไรในแต่ละขณะ เพื่อที่จะได้รู้เท่าทัน ไม่ไปยึดมั่นในอารมณ์เหล่านั้น ให้เกิดทุกข์ขึ้นมา

   แค่คอยดูขันธ์ ห้า คอยศึกษา คอยพิจารณาเพื่อไม่ให้ไปอุปาทานว่าเป็นของเรานั้น แค่นี้ก็ยากลำบากอยู่แล้ว แค่ตามดูการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยในขันธ์ห้าก็หมดเวลาแล้ว จะให้ส่งจิตออกไปด้านนอก ไปนำสิ่งรอบข้างเข้ามาพิจารณา ไปตัดสินบุคคลอื่นๆมากมายที่อยู่ภายนอก อยู่รอบข้าง แล้วขึ้นลงไปตามความเห็นของตนเองที่นำไปตัดสินเขาเหล่านั้น ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละบุคคลอยู่แล้ว ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนไปตามวิบากของแต่ละคนอยู่แล้ว

   เหตุใด เราจะยังไปเสียเวลา เอาเขาเหล่านั้นมาพิจารณา เพื่อเพิ่มความทุกข์เข้าไปในตัวเราอีกเล่า แค่ภายในของเรา ความทุกข์ที่ขันธ์ห้าคอยแต่จะปรุงแต่งใส่มาให้ก็มากมายเกินจะรู้เท่าทันอยู่ แล้ว ผู้รู้ จะไม่ส่งจิตออกนอก ไปตัดสินสิ่งภายนอกที่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ จะดูแค่ภายใน ว่าเกิดภาวะอะไรในแต่ละขณะ แล้วเพียรศึกษาให้รู้เท่าทันขันธ์ห้าในปัจจุบัน ก็จะสามารถเบาบางจางคลายจากความทุกข์ได้ในปัจจุบัน




   ผู้ไม่รู้ ย่อมเห็นผิด ย่อมส่งจิตออกนอก ไปรับเอาเรื่องราวต่างๆของทุกสรรพสิ่ง เข้ามาเป็นมูลเหตุให้ขันธ์ห้ามันปรุงแต่งมากเข้าไปอีก จึงทำให้การมองด้านในของตัวเอง มีเวลาน้อยลง เพราะการปรุงแต่งในเรื่องที่รับเข้ามานั้นเอาเวลาไปหมด เรียกว่า ไม่ได้เห็นการปรุงแต่งของขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ไปอุปาทานรับเอาทุกเรื่องที่มันปรุงแต่งมาเป็นตัวเรา เป็นความคิด ความรู้สึกของเราทั้งหมด จึงมีแต่ความทุกข์ ความเครียด ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เพราะไปห่วงใยแทนคนอื่นๆเ รียกว่า ห่างไกลจากการมองเห็นการปรุงแต่งของขันธ์ห้าในปัจจุบัน อย่างยิ่ง

   เรียกว่า ไม่ได้เห็นขันธ์ห้าของตนเองเลย เห็นตาขันธ์ห้าของคนอื่น ที่เขาก็ต้องเป็นของเขาอย่างนั้นตามเหตุปัจจัยของเขา เรียกว่าเสียประโยชน์ตน เพิ่มทุกข์ให้ตัวเองมากขึ้นไปอีก เพราะไปแบกรับภาระที่ไม่ใช่เรื่องเข้ามา

   จึงไม่เห็นความเป็นเช่น นั้นเองของธรรมชาติ ไม่เห็นขันธ์ห้าของตน ตามความเป็นจริงที่มันกำลังปรุงแต่งในปัจจุบัน การรู้เท่าทันจึงยังไม่มี
จึงยังต้องทนทุกข์ และต้องหาทางดับทุกข์กันเรื่อยไปนั่นเอง


ภารกิจทางโลก ทุกๆคนได้เคยพานพบ ได้เคยผ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หลายภพ หลายชาติ ความโศกเศร้าเสียใจ ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความทุกข์ ความสุข คละเคล้าปะปนกันหลายหมื่นหลายแสนชาติ นับภพนับชาติไม่ถ้วน จนน้ำตามากมายกว่าน้ำในมหาสมุทรแล้ว จึงมิใช่เป็นการเสียใจ เป็นการร้องไห้ครั้งแรกของพวกเราทุกคน

   หากมองด้วยสายตา เสมือนว่านี่เป็นของใหม่ เหตุการณ์ใหม่ เราพอเจอความเสียใจครั้งใหม่



   หากมองด้วยปัญญา จะเห็นว่า มันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว มันซ้ำซากจำเจ มันหมุนเวียนเปลี่ยนไป ไม่เคยมีชาติไหน ภพไหน ที่ไม่ทุกข์ เพียงแต่ว่าสัญญามันไม่ต่อเนื่องข้ามภพข้ามชาติมาด้วยเท่านั้น จึงมีเราคนใหม่ เขาคนใหม่ ครอบครัวใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นของใหม่ ที่น่ายึดถือ น่ายินดีปรีดาทั้งสิ้น


   แต่เปล่าเลย ภพชาติที่ผ่านมา ก็มีเรา มีเขา มีครอบครัวของเรา ที่ให้อารมณ์ความรู้สึกเยี่ยงนี้เหมือนกัน แล้วภพชาติก่อนหน้านั้น ก็มีเรา มีเขา มีครอบครัวของเรา มีความสำคัญ มีความรู้สึกห่วงหาอาทรเหมือนขณะนี้ เช่นกัน แล้วย้อนไปในชาติภพที่ลึกลงไปกว่านั้น ก็ยังมีเรา มีเขา มีครอบครัวของเราที่ให้ห่วงหาอาทรอยู่อีก หรือหากลึกลงไปอีก ก็ยังคงมีอยู่อีก มีอีก มีอีก เพราะได้ผ่านมาแล้วมากมายจนนับไม่ถ้วน


   หากเราเกิดมาแสนชาติ ก็ต้องมีพ่อแม่แสนคน มีพี่น้องหลายแสนคน มีสามี ภรรยา นับแสนๆคน ต้องมีความทุกข์ โศกเศร้าเสียใจ ร่ำไรรำพันเช่นนั้นนับเป็นแสนๆล้านๆครั้ง เพราะคนที่เรารักย่อมจากเราไปในทุกชาติ

   ชาตินี้ก็จริง ชาตินั้นก็จริง ชาติโน้นก็จริง ทุกชาติจริงหมด จริงในจิตของผู้ที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า ที่ยังต้องเวียนเกิด เวียนตาย หาที่สิ้นสุดมิได้ มีชาติไหนบ้าง ที่เกิดเป็นมนุษย์แล้วไม่ห่วงหาอาทร ไม่รัก ไม่ห่วงใย ไม่เสียใจกับสิ่งที่ต้องสูญเสียไป

   ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกภพ ทุกชาติ หากยังไม่จางคลายจากอุปาทานขันธ์ห้า ย่อมให้ความรู้สึกทุกข์เช่นนี้เสมอมา

   ตลอดระยะทางอันยาวไกล การเดินทางในสังสารวัฏที่นับไม่ถ้วนผ่านมาแล้ว แต่ทางที่จะต้องเดินต่อไปอีกยาวไกลไปในสังสารวัฏนั้น ก็ยังไม่เห็นจุดหมายปลายทางเสียที จึงยังต้องวนเวียนเดินกันต่อไปอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วนเช่นกัน

   ตราบใดที่ยังไม่ละจากอุปาทาน การยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า ก็ยังจะต้องมีการเกิดมา มีการดำรงอยู่ แล้วมีการตายไป เพื่อที่จะเกิดมาใหม่ แล้วหมุนเวียนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง



   ขอให้ระลึกถึงธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนของตน เพราะเป็นธรรมโอสถ เป็นยาที่รักษาโรคอุปาทานขันธ์ห้า ซึ่งเป็นโรคร้ายให้หายขาดได้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเวียนเกิดเวียนตายกันต่อไปอีก

   ดังนั้น แม้พบเจอความทุกข์ที่ดูเหมือนจะหนักหนามากมายในความรู้สึกของปุถุชนทั่วไป แต่ถ้ามีสติระลึกรู้เท่าทันขันธ์ห้า เห็นความเป็นอย่างนั้นเองของทุกสรรพสิ่งที่ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย นั้นๆ ความทุกข์ก็จะเบาบางลง ตามการยึดมั่นถือมั่นที่เบาบางนั่นเอง





ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 1