วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

โลกนี้คือละคร

โลกนี้คือละคร







เมื่อใดที่ยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารก็จะต้องแสดงบทบาทต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ในโรงละครแห่งสังสารวัฏนี้หมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละบทบาท
 
ลองคิดดูเล่นๆก็ได้ เกิดเป็นมนุษย์ใน 1 ชาติ ก็ต้องแสดงมากมายหลายบทบาทเหลือเกิน
 
แค่เกิดเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งก็มีตั้งหลาบบทบาทมาตั้งแต่แรกเกิดมาเลยเชียว
 
รับบทแรกเป็นเด็ก เป็นลูกของพ่อแม่แล้วรับบทเป็นพี่ของน้อง ตอนนี้รับบทเป็นสามี พออีกหน่อยรับบทเป็นพ่อแล้วก็รับบทเป็นลุง เป็นปู่ เป็นอะไรต่อมิอะไร เรื่อยไป

 

ความอีรุงตุงนังมันมากกว่านั้น ในขณะเดียวกันขณะรับบทเป็นพ่อของลูกเรา ก็ยังต้องรับบทเป็นลูกของพ่อแม่เรา และก็ยังรับบทเป็นสามีของภรรยา ในขณะเดียวกันก็รับบทเป็นปู่ของหลาน รับบทเป็นพี่ของน้อง รับบทเป็นหลานของปู่ เป็นลุงของหลานอะไรมากมายเกินจะนับญาติ
 
ถ้าเราเกิดมาแล้วนับแสนๆชาติ เราก็จะมีพ่อมาแล้ว นับแสนๆ มีภรรยามาแล้วนับแสนๆคน มีลูกมาแล้วแสน – สองแสนคน มีพี่น้อง มีหลาน มีปู่ย่าตายาย มาแล้วนับแสนๆคน เช่นกัน
 
แล้วเราต้องรับบทอย่างนี้มาแล้วหลายแสนหลายล้านครั้ง ไม่เบื่อกันบ้างหรือไร?
 
นี่ยังไม่นับบทอื่นๆที่ร่วมมาให้แบกอีกนะ บทลูกจ้างที่ต้องคอยทำงานให้เจ้านาย หรือบทเป็นเจ้านายที่ต้องคอยคุมคอยดุด่าว่ากล่าวลูกจ้าง บทคนใช้ที่ต้องเอาใจเจ้านาย บทคนค้าขายที่ต้องหวังกำไร บทคนทำมาหากินด้วยความทะยานอยาก บทคนหาเช้ากินค่ำประทังชีวิต บทคนมียศตำแหน่ง บทนายร้อย บทนายพัน บทนักการเมือง บทครู บทอาจารย์ อารมณ์ความรู้สึก ความคิดก็ย่อมแตกต่างกันไปตามบทนั้นๆ จึงมีบทบาทมากมายที่เกาะกุมรุมล้อมตัวเองเอาไว้
 
แล้วแต่ละบท ก็เล่นไม่เหมือนกัน บทพ่อก็เล่นแบบหนึ่ง บทสามีก็เล่นแบบหนึ่ง บทเจ้านายก็เล่นแบบหนึ่ง บทลูกน้องก็เล่นแบบหนึ่ง บทลุงบทปู่ก็เล่นแบบหนึ่ง อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ก็ย่อมแตกต่างกันไปตามบทนั้นๆ
 
คนที่แสดงบทเป็นอาจารย์ ก็ต้องเล่นบทลูกศิษย์พร้อมๆกันไปด้วยเมื่อเข้าไปหาอาจารย์ที่สอนมาก่อน และอาจารย์ของเราก็เล่นบทลูกศิษย์เมื่อไปหาอาจารย์ต่อๆไป แล้วบทไหนที่เป็นบทจริงๆของเราล่ะ แล้วเราอยู่ตรงไหน แล้วยังไงล่ะ?
 
มันอีรุงตุงนังกันไปหมด ถ้ายังไม่ว่างจากตัวตนจากสิ่งที่คิดว่าเป็นของตนจะไม่มีการหยุดพัก ไม่ว่าอิริยาบถไหน ที่ไหน เมื่อไร ในโลก... ดังที่ธรรมะได้กล่าวไว้

 




พอวิญญาณออกจากร่าง ก็เลิกสมมุติ เลิกเป็นสามี เลิกเป็นพ่อแม่ เลิกเป็นพี่น้อง ต้องไปวนเวียนใหม่ในวงจรของเหตุปัจจัยที่สร้างไว้ในชาติที่ผ่านมา

 

ถ้ายังยึดติดในบทบาท ถ้ายังคิดว่าเป็นอัตตาตัวตนของตนจริงๆ จะไม่มีวันพบกับความสงบได้เลย เพราะทุกบทบาทมีแต่ความวุ่นวาย ความหนักอกหนักใจทั้งสิ้นหากมีตัวตนผู้รับผิดชอบในบทบาทนั้นๆจริงๆ ย่อมเป็นของหนักทั้งสิ้น
 

จริงๆแล้ว ทุกสิ่งเป็นธรรมชาติที่มันต้องหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ และมันไม่ได้เป็นตัวใครของใครจริงๆ เป็นสิ่งสมมุติตามเหตุปัจจัยเท่านั้น
 
การที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ยังต้องรับบทต่างๆเรื่อยไปนั้นก็เพราะมีอุปาทานว่ามีตัวเรา เป็นผู้เกิดอยู่ เป็นผู้มีตัวตนอยู่ และเราเป็นผู้ตายไปนั่นเอง
 
อุปาทานว่ามีตัว เราก็จะยังอยู่แม้ว่าร่างกายมันจะนอนเหมือนท่อนไม้ใช้การไม่ได้ แต่ถ้ายังมีความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่ อวิชชาคือความไม่รู้จริง มันก็จะดึงเอาดิน น้ำ ลม ไฟ มารวมกันอีกครั้ง มาเกิดเป็นตัวเราอีกครั้งในชาติต่อไปนั่นเอง
 
เราจับได้ว่า ไอ้ความหลงผิดไปอุปาทานว่ามีตัวเราอยู่นั่นแหละคือปัญหาที่ต้องจัดการละ
 
ทำอย่างไร? จึงจะทำให้ความยึดมั่นว่าเป็นตัวเราหายไป
 
เมื่อไม่มีความรู้สึกที่เป็นตัวเรา สิ่งที่เคยเป็นของเราจึงย่อมไม่มีไปด้วยโดยอัตโนมัติ

 
แต่ทุกวันนี้ บางท่านปฏิบัติจนมีความเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวตนของเรา แล้วปล่อยวางอัตตาตัวตน จนไม่ทุกข์กับตัวเราได้ในระดับหนึ่ง
 
แต่พอมองคนอื่น กลับเห็นว่ามี ตัวเขา มีตัวตนของเขาอยู่ มีสัตว์บุคคล ตัวตน มีเรา มีเขาอยู่ ดังนั้นคนรอบข้างก็เลยมีอิทธิพลกับความรู้สึกทำให้เราสุข เราทุกข์ได้
 

ถ้าเรารู้จริงว่าเราก็สมมุติ คนอื่นๆก็สมมุติเช่นกัน
 

ถ้ารู้จริงๆ ว่าเรามาแสดงบทบาทเหล่านี้ในแต่ละชาติ ในโรงละครแต่ละโรงนั้น คนอื่นๆก็มาแสดงบทบาทของเขาเช่นกัน ในแต่ละโรงละครแต่ละชาตินั้นๆเช่นกัน แล้วอะไรคือของจริง?

 

ของจริงไม่มี ..ไม่มีตัวใครของใครทั้งสิ้น ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมชาติ
 

ทุกสิ่งเป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งเข้าด้วยกัน ความมีอุปาทานว่าเป็นตัวเรา เป็นผู้ดึงดูด ดิน น้ำ ลม ไฟ มารวมกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด
 

อวิชชาคือความหลงว่ามีตัวเราอยู่ตัวเรามีอยู่ ตัวเราเกิดมานั่นเอง คือปัญหาของการต้องมาเกิดอีก
 
เมื่อยังคิดว่ามี ตัวเรา อยู่เมื่อใด ก็ต้องเกิดอยู่ร่ำไปนั่นเอง
 
จุดสำคัญที่ต้องตีให้แตก ก็คือความรู้สึกที่เป็นตัวเรา
 
เมื่อมีสติ อยู่กับปัจจุบันขณะรู้ว่ามันกำลังเล่นละครกำลังดำเนินไปในกลไกของธรรมชาติ อย่างนั้นเอง ไม่มีอดีตจริง ไม่มีอนาคตจริงๆ มีแต่ปัจจุบัน กำลังยืน เดิน นั่ง นอนอยู่ในตอนนี้ ในปัจจุบันขณะนี้ นั่นแหละตัวตนก็จะไม่เกิดขึ้น
 
ธรรมะจึงให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน ที่เหลือก็แสดงตามบทตามสมควรที่ขันธ์ห้ามันจะดำเนินไป
 
ดังนั้น เมื่อเข้าใจว่าเรากำลังมาแสดงตามบทบาทในแต่ละชาติที่ถูกผลักดันตามเหตุ ปัจจัยที่สร้างมาด้วยความไม่รู้นั้น ในชาติปัจจุบันก็เลยต้องมารับบทอย่างนี้ อย่างนี้ต้องทุกข์มาก อย่างนี้ต้องผิดหวัง สมหวังอย่างนี้ มันก็เป็นอย่างนั้นเองตามบท ถ้ามีความเข้าใจในบทบาทนั้น ในสิ่งที่ต้องเผชิญตามบทนั้นๆ จะมีสติ ไม่หลงใหลไปในบทบาทต่างๆที่กำลังแสดงอยู่ และเริ่มไม่ยึดติดในบทที่ต้องแสดงนั้น
 
เพราะเดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนบทไปเรื่อยๆ

 
นั่นคือเริ่มจะไม่มีตัวตน เป็นคนจริงๆ เป็นเราจริงๆ เริ่มเข้าใจในกลไกของขันธ์ห้า เริ่มจางคลายจากการยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตน ของตน จึงเท่ากับมีการปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง ตามกลไกของธรรมชาติ
 
โดยปกติแล้ว บุคคลทั่วๆไป ในทุกความคิดทุกการตัดสินใจจะพัลวันอยู่ด้วยคำว่า.. มีเรา.. มีเขา.. อยู่ตลอดเวลา
 
เมื่อมีเราก็ต้องมีเขาเป็นเรื่องธรรมดา
 
แม้บางครั้ง มีการปฏิบัติธรรมเข้าใจในธรรมชาติจนแทบจะไม่เหลือตัวเราให้ยึดเกาะแล้วก็ตาม แต่การมองบุคคลอื่นๆรอบๆตัวเรา ก็ยังคงเห็นเป็นตัวเขา ยังเห็นเป็นตัวตนของเขาอยู่ก็จึงยังคงต้องปะทะกับโลกธรรม 8 อยู่นั่นเอง
 
...ยังมีการห่วงลาภ ห่วงยศ ห่วงสรรเสริญ ห่วงสุข
 
ไม่อยากเสื่อมลาภ ไม่อยากเสื่อมยศ ไม่อยากให้คนนินทา ไม่อยากทุกข์
 

การที่จะอยู่เหนือโลกธรรม 8 ได้นั้น ต้องใช้ปัญญา ต้องใช้การพิจารณาอย่างยิ่ง ต้องปฏิบัติให้เห็นจริงด้วย







ความกลัว.. เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ขังเราไว้ในวัฏสงสาร จะเป็นตัวตีกรอบให้ต้องอยู่ในวังวนของสังสารวัฏอันยาวนานอันจะหาทางออกไม่ได้
 
เรามาลองสังเกต ความกลัว ให้ดี แล้วจะเห็นว่ามันเป็นตัวการโอบล้อมให้เราอยู่แต่ในกรอบที่มันตีไว้
   

จะทำอย่างนี้ กลัวเขาว่าอย่างนั้น
          จะทำอย่างนั้น กลัวเขาว่าอย่างนี้
 
ความกลัวก็มีหลายระดับ ในขั้นหยาบๆ ก็คือห่วงรูปขันธ์
   จะไปเที่ยว กลัวรถคว่ำ
   จะไปซื้อของ กลัวโดนวิ่งราว
   จะนั่งแท็กซี่ กลัวโดนจี้
   จะไปถอนเงิน กลัวโดนปล้น
   จะทำอะไรก็กลัวอันตรายแทบทั้งสิ้น

   หรือกลัวจะเจ็บ กลัวจะแก่ กลัวจะตาย กลัวสิ่งที่รักจะจากไป กลัวสิ่งนี้จะหาย สิ่งนี้จะผุพังแตกสลาย

   จิตย่อมหวั่นไหวขึ้นลงอยู่กับความหวาดระแวงนั้นๆ

   ในระดับหยาบๆหลายท่านก็ผ่านกันไปแล้ว ไม่สนใจรูปขันธ์ หากลึกลงไปอีกก็ยังคงถูกความกลัวกักขังไว้อีกชั้นหนึ่ง

   กลัวเขาจะว่า กลัวเขาจะนินทา กลัวเขาจะเข้าใจผิด กลัวเขาจะเกลียด กลัวเขาจะไม่รัก กลัวเขาจะหาว่าเพี้ยน กลัวเขาจะ.... ฯลฯ

   ไม่ว่าจะอีกสักกี่กลัวนั่นคือการมองออกไปกระทบกับภายนอกทั้งสิ้น

   จึงมองไม่เห็นว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นภายใน กำลังคิดอะไร กำลังรู้สึกอะไร


   จะทำอย่างนี้ เดี๋ยวคนนั้นว่า จำทำอย่างนั้น เดี๋ยวคนนี้บ่น ทำอย่างนี้คนนั้นชม ทำอย่างนั้นคนโน้นนินทา
   จะไปหาเพื่อนคนนี้ เดี๋ยวเพื่อนคนนั้นไม่ชอบ จะไปหาเพื่อนคนนั้น เดี๋ยวเพื่อนคนนี้ต่อว่า เพราะไม่ถูกกัน
   จะ ไปที่นี่ เดี๋ยวที่โน่นว่า จะไปแต่ที่โน่น เดี๋ยวที่นี่ไม่พอใจ จะทำอะไรก็เกรงใจทางโน้น ห่วงใยทางนี้ เบื่อทางนั้นอยู่ตลอดเวลา สารพัดปัญหา สารพันเรื่องราว จึงมีแต่ความสับสน ความวุ่นวายที่อัดแน่นอยู่ข้างใน แล้วจะแก้ไขอย่างไรดี?


   ไม่ต้องไปแก้ที่ไหน มันอยู่ใกล้ๆกับเรานี่เอง

   อยู่ที่ว่า... เรามองเห็นมันหรือไม่เท่านั้น


   เมื่อมองยังไม่เห็น เราก็ยังอยู่ในโลกธรรม ยังขึ้นลงอยู่กับสภาวะอารมณ์ ที่ยังอินอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ยังออกกันไม่ได้

   ความสงบ ความว่าง ความเบาสบายจึงยังไม่มี ยังต้องขึ้นลงกับทุกข์สุข เพราะการมองที่ยังไม่เห็นความเป็นธรรมชาตินั่นเอง แต่ถ้ารู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันความกลัว รู้เท่าทันขันธ์ห้า เราจะอยู่เหนือโลกธรรม 8 ได้

   ไม่ใช่สิ่งที่เหลือเชื่อเลย

   แค่รู้เท่าทันขันธ์ห้า เราก็สามารถรู้เท่าทันโลกทั้งโลก รู้เท่าทันธรรมชาติ รู้เท่าทันจักรวาล รู้เท่าทันวัฏสงสารได้

 
สรุปลงมาเหลือนิดเดียว อยู่ใกล้นิดเดียว คือในขันธ์ห้าเท่านั้น ไม่ต้องไปเรียนรู้ให้หมดทุกสาขา ไม่ต้องไปเสาะหาสถานที่ทั่วโลก ไม่ต้องไปฝึกฝนวิชาให้มากมายจากที่ไหนเลย


เพราะห้องเรียนอยู่ในขันธ์ห้า อยู่ด้วยกันนี่เอง









ความกลัว ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว


   ความกลัว ก็คือความคิด ที่กำลังคิดว่า... กลัว... อยู่

   อย่าลืมว่ามันเป็นแค่... ความคิด

   ที่มันกำลังคิดว่ามัน... กลัว... อยู่

   มันไม่ได้มีความกลัวอยู่จริง
   แต่มันคิดว่า... กลัว

   เมื่อเราเห็นความคิดก็เท่ากับเราเห็นความกลัว

   เมื่อเราปล่อยวางความคิดก็เท่ากับเราปล่อยวางความกลัว

   เมื่อไม่มีความคิด ก็ไม่มีความกลัว

   เมื่อรู้เท่าทันความคิดก็รู้เท่าทันความกลัว

   อย่าไปกลัว... ไอ้ความกลัวนั้น...


   คือ อย่าไปกลัว ไอ้ความคิดที่มันกำลังคิดกลัว






นั่นคือ.. การซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง คือฉันไม่กลัว ไอ้ความกลัวที่แกคิดขึ้นมา
 
ฉัน ตัวนี้.. คือธาตุรู้ที่มีปัญญาที่เฝ้าดูขันธ์ห้ามันทำงาน
 
แก ตัวนั้น.. คือ สังขารที่ปรุงแต่งความคิดที่กำลังคิดว่ากลัว กลัวโน่น กลัวนี่ กลัวนั่นสารพัด
 
เมื่อเราเห็นความคิดที่กำลังคิดกลัว เราก็จะยิ้มได้ว่า ..คิดกลัวอีกแล้ว คิดกลัวโน่นกลัวนี่ คิดห่วงโน่นห่วงนี่ คิดกังวลโน่นกังวลนี่ไปสารพัด


   แล้วหากปล่อยให้มันคิดนาน ไม่ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ความคิดกลัวนี้ ก็จะไปเร่งสารเคมีที่ทำให้เกิดอารมณ์หวาดกลัว หวาดหวั่น สะดุ้ง ผวา ขันธ์ห้าก็จะมีอาการใจเต้น หวาดระแวง หรือวิตกกังวลรุ่มร้อน สะดุ้ง สะเทือนไป เราก็เลยดูคล้ายคนกำลังกลัว กำลังทุกข์ นั่นเอง

   แต่แท้จริงแล้ว มันไม่มีอะไรหรอก แค่มันกำลัง.. คิด คิด คิด ด้วยสัญญาที่เคยบันทึกไว้มานานแล้ว ว่า ...ถ้าเจอสิ่งนี้ ต้องคิดแบบนี้

   เช่น คนกลัวงู พอเห็นงูเลื้อยผ่านมา ความจำทำงานรู้ทันทีว่างู ความคิดกลัวก็เข้ามาทันที แล้วก็ปรุงแต่งต่อว่ามันจะกัดเรา มันจะฉกเรา ทั้งๆที่อยู่ห่างตั้งมาก ความหวาดระแวง ความรู้สึกอ่อนแรงก็ตามมา เพราะสารเคมีประเภททำให้เกิดอารมณ์ความกลัวหลั่ง หลั่งสารเคมีมากไป อาจเป็นลมไปเลยก็ได้

   ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะขันธ์ห้าเคยบันทึกไว้มันก็ส่งออกมาอย่างนี้แหละอันดับแรก


   อันดับต่อไป ตั้งหลักให้ดี ต้องมีสติให้ทัน พอคิดว่ากลัว ใจสั่นเราก็ลองมองเข้าไปในความคิดว่า เรากลัวอะไร เรากลัวจริงหรือ ความกลัวมีสาเหตุมาจากอะไร

   อ้อ.. มันกำลังคิดว่ากลัว กำลังปรุงแต่งกันใหญ่ พอมีสติหยุดมองก็จะเห็นว่า มันกำลังเรียงต่อกันไปเป็นสายความคิดเลย ทุกอย่างเป็นแค่ความคิดเท่านั้น คิดออกมาจากหัวเดียวกันนี้ คิดดี คิดไม่ดี คิดกล้าคิดกลัวมันเท่ากัน เพราะมันเป็นแค่ความคิด และก็ออกมาจากหัวเดียวกันทั้งสิ้น ออกมาจากสมองเดียวกัน ที่ตั้งอยู่ในขันธ์ห้านี้ ไม่ได้มาจากไหนเลย


ดังนั้นการที่จะดักจับความคิด ความกลัว ความกังวล ก็ต้องดักจับที่หัวของเราที่ความคิดของเรา ง่ายสุดแล้วไม่ต้องไปดักจับภายนอกเลย




   ถ้าคนเขาว่าเราบ้า ว่าเราเพี้ยน เราจิตหลอน

           ขั้นแรก ไม่ต้องไปจับที่ต้นเหตุคือ เขา แต่ให้มองเข้าไปข้างในขันธ์ห้าของเรา


   อ้อ... เราก็จะเห็นกลไกการทำงานของมันเริ่มขึ้น มันเริ่มคิด.. แกมาว่าฉันทำไม มันกำลังปรุงแต่งว่า.. แกมีสิทธิ์อะไร.. เดี๋ยวจะต้องไปจัดการ และเห็นว่ามันกำลังมีอารมณ์ร้อนรน เริ่มโกรธหน่อยๆแล้ว มันกำลังโมโหมากขึ้นแล้ว.. เมื่อเห็นแทนที่จะโกรธ กลับอาจจะขำด้วยซ้ำไป ที่เห็นว่า มันก็เป็นของมันอย่างนี้แหละมานานแล้ว

   เมื่อเห็น ก็จะสามารถจัดการกับอารมณ์นั้นๆได้ เรียกว่ามีสติในการมองเห็นการทำงานของขันธ์ห้า จัดการกับความทุกข์ในขันธ์ห้าได้ ไม่ต้องไปชกหน้าไอ้คนที่ว่าเราเลย


   ทุกอย่างแก้ไขได้ ถ้ามีสติ มีปัญญา มีการพิจารณาแล้วก็ปล่อยวาง
                  รู้ เข้าใจ ปล่อยวาง
                  รู้.. ว่ามันกำลังเกิดเรื่องอะไรเข้ามากระทบในขณะนี้


   เข้าใจ.. ถึงการทำงานของกลไกขันธ์ห้าว่าเมื่อเกิดอย่างนั้น มันต้องปรุงแต่งอย่างนั้น มันต้องปรุงแต่งอย่างนี้ เป็นธรรมดา

   ปล่อยวาง.. ให้เห็นว่ามันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหละเป็นเรื่องธรรมดา รู้เข้าใจในภาวะอารมณ์ที่เข้ามากระทบในขณะนั้น มันเกิดขึ้นมันอยู่ไม่นาน เดี๋ยวมันก็ต้องดับไปเป็นธรรมดาอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเราเป็นผู้ ทุกข์ ทุกข์เป็นของเรา เท่านั้นก็พอ

   ความทุกข์.. ความจริงแล้วมันไม่มี มันมีแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่งให้สารเคมีแต่ละ cc หลั่งออกมา แล้วเกิดปฏิกิริยาไปตามนั้น


   แต่จะมีใครสักกี่คนที่มีความเข้าใจเช่นนี้ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อารมณ์ที่เกิดขึ้น ความคิดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นมันล้วนแต่คิดว่าเป็นความทุกข์ของเราทั้ง สิ้น แล้วจะกล่าวว่าความทุกข์ไม่มีจริงได้อย่างไร

   จริงๆแล้ว ทุกอย่างเป็นวงจร เป็นกลไก เป็นเหตุปัจจัยเป็นไปอย่างนั้นเอง เมื่อตากระทบรูป ก็รับมา สัญญาจำได้ ปรุงแต่งต่อไปว่าชอบ ไม่ชอบ แล้วหลั่งสารเคมีออกมา ก็เกิดเวทนาคืออารมณ์ในขณะนั้นๆ

   สารเคมีที่ส่งผลให้อารมณ์แจ่มใส แช่มชื่น เบิกบาน ที่เรียกว่าอารมณ์สุข

   สารเคมีที่ส่งผลให้อารมณ์หดหู่ เศร้าหมอง มึนซึม ร้อนรน โมโหเรียกว่าอารมณ์ทุกข์


   แล้วอุปาทานเข้าไปยึดปั๊ปว่าอารมณ์ที่มันกำลังเกิดขึ้นตามสารเคมีในขันธ์ห้านั้น เป็นตัวเรา เป็นของเรา เป็นอารมณ์เรากำลังสดชื่น เป็นเรากำลังขุ่นมัว เป็นเรากำลังวิตกกังวล ไปยอมรับว่าขันธ์ห้าเป็นของเรา อารมณ์เป็นของเราความสุขทุกข์ก็เลยต้องเป็นของเราไปด้วย

   หากไม่มีใครเข้าไปรับผิดชอบ ได้แต่เฝ้าดูมันทำของมันไป ดูมันปรุงแต่งของมันไป มันก็ยังคงหมุนไปตามกลไกของมัน มันไม่สนด้วยว่า จะมีใครไปสุขไปทุกข์ กับอารมณ์เหล่านั้นหรือไม่

   เรียกว่า รู้เท่าทันอารมณ์ ก็สามารถถอดสลักออกจากวงจรความทุกข์ คือถอดความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเราผู้เข้าไปรับว่าสุขว่าทุกข์นั่นเอง

   ความทุกข์ก็ไม่เกิด เพราะไม่ครบวงจร มีแต่ธรรมชาติหมุนไปเรื่อยตามเหตุปัจจัย แต่ไม่มีตัวใครเข้าไปหมุนอยู่ในวงจรความทุกข์นั้น

   ในขณะเดียวกันทุกอย่างก็ยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม




เหมือนเช่นระเบิด เราไม่จำเป็นต้องทำลายระเบิดทั้งลูกให้หมดไป แต่แค่ตัดวงจรการระเบิดออก ปลดสลักหรือตัดสายไฟ วงจรก็ทำงานไม่ได้ แล้วการระเบิดก็ไม่มี

   เมื่อรับรู้ เข้าใจ ปล่อยวาง

   รับรู้ทุกขั้นตอน เข้าใจในกลไกของธรรมชาติ เข้าใจการทำงานของขันธ์ห้า และไม่อุปาทานว่ามีตัวเราผู้กำลังกังวลกำลังทุกข์

   วงจรนั้นก็ไม่สมบูรณ์ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ มันถูกตัดไปโดยอัตโนมัติ


   บางครั้ง การตัดฉับพลันเหล่านี้ บางท่านก็ยังงงว่า อ้าวเราเป็นอะไร ทำไมเราไม่ทุกข์เลย ทำไมเราไม่รู้สึกกังวลเลย ทำไมเราไม่รู้สึกเสียดายเลย ทำไมเราไม่โกรธเลย

   นี่คือความเป็นธรรมชาติ คือความว่าง ว่างจากการปรุงแต่งคือสงบได้ท่ามกลางความวุ่นวายจากสิ่งที่กำลังกระทบอยู่ก็ตามที

   แต่เพราะปัจจุบันนี้ เราถูกปิดกั้นให้เห็นความจริงของธรรมชาติ ถูกสอนให้มีความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ ถูกสอนว่ามีตัวเรามีของเราตั้งแต่เกิดมา ตามๆกันมา เลยมีความเข้าใจว่าโลกนี้มีจริง ตัวเรามีจริง ดังนั้น เขาทั้งหลาย มีจริง จึงมีจริง ของทุกอย่างจึงมีจริง

   จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไปยอมรับว่า


   เขาว่า เราต้องโกรธ
   ถ้าเขาชมต้องปลื้มใจ
   เวลาคนให้ต้องยินดี
   เวลาของพังต้องเสียดาย
        เวลาของหายต้องกังวล


   หากไม่เป็นไปตามนี้ถือว่าผิดปกติ ไม่รู้สึกรู้สาเลยหรือไร?

   นั่นก็เพราะเราไปยินยอมรับในกติกาของสังคม กติกาของขันธ์ห้าว่าเกิดอย่างนี้ ต้องคิดอย่างนี้ ต้องรู้สึกอย่างนี้ ต้องมีเรา เป็นผู้รู้สึก เป็นผู้สุข เป็นผู้ทุกข์
   แต่พอมันไม่ปรุงแต่ง ไม่เกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ ไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็จะเริ่มงงว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเรารู้สึกเฉยๆ ทำไมเราไม่ทุกข์ ไม่วิตกกังวล ไม่รู้สึกเสียดาย เราผิดปกติไปหรือเปล่า?

   เมื่อวงจรการเกิดทุกข์มันไม่ครบ มันถูกถอดสลัก(อุปาทานขันธ์ห้า)ออกไปแล้ว ความทุกข์มันจึงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีตัวใครเป็นผู้ทุกข์

   วงจรของขันธ์ห้า มันก็ยังคงหมุนไปตามกลไกของธรรมชาติแต่ไม่มีตัวใครหลุดเข้าไปในวงจรของมัน นั่นเอง แล้วมันอยู่ไม่นาน เดี๋ยวมันก็ดับไป



   ธรรมะ ธรรมชาติ มีหนึ่งเดียวไม่เคยแบ่งแยก


   มีแต่อวิชชา คือความไม่รู้เท่านั้นที่เป็นตัวแบ่งแยก ให้มีการเปรียบเทียบ ให้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ให้มีการแข่งขันกันในความรู้ ในศาสตร์ทั้งหลาย ทั้งปวงที่แต่ละคนเชี่ยวชาญ

   แต่โดยความเป็นธรรมชาติแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เป็นไปตามความคิดเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นอย่างนั้นเองตามธรรมชาติ







ถ้าเห็นพระอาทิตย์ขึ้น คนหนึ่งเข้าใจว่า พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และมันต้องขึ้นอย่างนี้ทุกวัน แต่อีกคนเข้าใจว่า พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก และมันจะขึ้นทางทิศตะวันตกทุกวัน อีกคนคิดว่าขึ้นทางทิศเหนือ และมันจะขึ้นทางทิศเหนือทุกวัน

   แม้จะทุ่มเถียงกันไปมาอย่างไร เพราะอาทิตย์ก็ต้องขึ้นทางทิศนั้นอยู่ดี

   ไม่ว่าคนจะเรียกทิศนั้นว่า ตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ พระอาทิตย์ไม่ได้สนใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร มันยังคงทำไปตามธรรมชาติ


   คนสามคนยังทุ่มเถียงกันไม่สิ้นสุด ความทุกข์ ความสุข ความร้อนรนกระวนกระวาย ก็จะยังคงเกิดกับบุคคลเหล่านั้นต่อไป เพราะต่างต้องการให้เป็นไปตามความเห็นของตน

   ดังนั้น การตัดสินสิ่งหนึ่งสิ่งใด จากมุมมองเท่าที่เห็น โดยใช้ความไม่รู้จริงตามธรรมชาติ ก็ย่อมมีแต่ว่า จะต้องมีข้างใดข้างหนึ่งผิด ข้างใดข้างหนึ่งถูก อยู่ตลอดเวลา และการทุ่มเถียงกัน ก็ไม่มีวันสิ้นสุด

   ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก็คือ ดูเข้าไปในสภาวะจิตขณะนั้น ขณะที่มีการตัดสินลงความเห็น ขณะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่มีการกล่าวถึงบุคคลอื่นๆอยู่นั้น สภาวะข้างในกำลังมีความรู้สึกแบบใด ร้อนรนไหม ขึ้นลงด้วยแรงโทสะ โมหะไหม?

   หากมีความร้อนรุ่มในสภาวะจิตในขณะนั้นๆ ควรจัดการกับสภาวะจิตของท่านก่อนสิ่งอื่นใด เพราะเรื่องนี้เร่งด่วนและจำเป็นที่สุดสำหรับท่าน ไม่จำเป็นต้องไปจัดการกับสภาวะภายนอกเลย


   ดังนั้น การปฏิบัติจึงมีหลากหลายวิธี ตามแต่จริตของแต่ละบุคคลนั้น จึงไม่มีการปฏิบัติแนวทางใดดีกว่ากัน ทุกแนวทางเป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละบุคคลนั่นเอง


   การแบ่งแยก การเอาความเห็นของตนเองตัดสิน จึงมิได้ไปเปลี่ยนแปลงความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติได้



   เพราะไม่ว่าใครจะเข้าใจว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศใดก็ตาม พระอาทิตย์ก็ยังคงขึ้นอยู่อย่างนั้น... นั่นเอง


   ข้อแรกสุด ของขบวนการ หรือวิถีทางที่จะพ้นจากทุกข์ได้ ก็คือ ต้องรู้ก่อนว่า เรากำลังทุกข์อยู่ นี่คือข้อแรกของอริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 


   เมื่อมีความรู้สึกหดหู่ เศร้าหมอง วิตกกังวล ไม่สบายกายไม่สบายใจ อึดอัด ขัดเคือง ขุ่นข้องหมองใจ คับแค้นใจ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่บีบรัด ให้วิตกกังวล ทุรนทุราย อยู่ในข่ายความทุกข์ทั้งสิ้น

   หากแต่บุคคลนั้น จะรู้หรือไม่ว่า ตนเองกำลัง..ทุกข์ หากไม่รู้ตัวว่ากำลังทุกข์อยู่ กำลังวิตกกังวลอยู่ กำลังร้อนอกร้อนใจอยู่ และไม่รู้ว่าคือทุกข์ ที่มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในจิตตนเอง

   เมื่อไม่รู้ว่ากำลังทุกข์ ก็จะจมอยู่แต่ในความทุกข์นั้น หลงติดอยู่ในอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ กังวล ทุรนทุรายสารพัด ก็จะเหมือนวนอยู่ในวงกลม ที่หาทางออกไม่ได้

   แต่หากเห็นว่า ที่เรากำลังทุกข์อยู่นี่นะ เมื่อนั้น ก็จะเริ่มกระบวนการที่ 2 ต่อไปก็คือ


   หาสาเหตุแห่งความทุกข์ (สมุทัย) ทันที ว่าที่เร่าร้อน กระวนกระวายใจ วิตกกังวลนี้มีสาเหตุมาจากอะไร อ๋อ.. เพราะห่วงเรื่องงาน เพราะห่วงแฟน เพราะห่วงบ้าน เพราะเพื่อนว่า เพราะเขานินทาว่าร้าย เพราะอยากได้อย่างนี้แล้วไม่ได้ เพราะถูกขัดใจสารพัด

   เมื่อเจอสาเหตุที่ทำให้เราทุกข์ เราก็จะมีวิธีจัดการกับทุกข์เหล่านั้นได้ไม่เกินกำลังแน่นอน ผลที่เกิดแล้ว (ทุกข์) คือสิ่งที่ทนได้ยาก เป็นความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ซึ่งสิ่งนี้ต้องมาก่อน เกิดขึ้นก่อน และรู้ก่อน เห็นก่อนว่ากำลังทุกข์ กำลังร้อนรน

   เหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) เมื่อรู้ว่าทุกข์แล้ว จึงเริ่มหาสาเหตุแห่งทุกข์นั้น ทุกข์เพราะถูกเพื่อนว่า คนนินทา ห่วงงาน ห่วงบ้าน ห่วงแฟน สารพัดปัญหา

   ทางดับทุกข์ (นิโรธ) เมื่อเจอเหตุแห่งทุกข์แล้ว ว่าทุกข์เพราะสาเหตุใด คราวนี้ก็เลยต้องหาทางที่จะให้ทุกข์นั้นเบาบางลง ซึ่งจะมีการแก้ปัญหาในหลายรูปแบบ แต่คนปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ ก็จะหันมาศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสสอนไว้ ถึงวิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร คือการพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงนั่นเอง ซึ่งท่านได้วางแนวทางไว้หลายขั้นตอน หลายระดับ ซึ่งทางหนึ่งที่จะพ้นทุกข์ได้ ก็ต้องเดินทางของมรรคมีองค์ 8

   ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค) ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 อริยมรรค แปลว่า ทางอันประเสริฐ ทางนั้นมีทางเดียวแต่มีองค์ประกอบ 8 ประการ เป็นแนวทางที่ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ ต้องนำมาปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เหล่านั้น จะมีหลายขั้นตอน หลายระดับ ตามกำลังของตน และเมื่อปฏิบัติในทางที่ถูกต้อง ก็จะละจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า อุปาทานขันธ์ห้าก็จะน้อยลง ความทุกข์ก็จะเบาบางลงไปเรื่อยๆ จนหลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิงได้นั่นเอง


   พระพุทธองค์ท่านตรัสสอนในอริยสัจ 4 ซึ่งมีแต่เรื่องของทุกข์กับการดับทุกข์เท่านั้น นั่นแสดงว่า ถ้าเราได้เห็นทุกข์ ได้รู้จักทุกข์ เมื่อนั้น เราก็มีโอกาสที่จะออกจากทุกข์ได้ แต่ผู้ไม่เห็นทุกข์ ก็จะเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทุกข์ ก็ยังคงร้อนอกร้อนใจ กระวนกระวาย วิตกกังวล อารมณ์ขุ่นมัว ทะยานอยากแล้วไม่ได้ดังหวัง ก็ทุรนทุราย แย่งชิงกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ย่อมหาทางออกจากทุกข์ไม่เจอนั่นเอง

   เราจึงควรรู้จักอริยสัจ 4 อย่างง่ายๆให้ถูกตรงในขั้นต้นก่อน เพื่อเอาตัวรอดจากทุกข์ในวัฏสงสารนั่นเอง

   เมื่อรู้ตัวว่ากำลังทุกข์ ให้หาสาเหตุว่า กำลังทุกข์จากเรื่องอะไร? หาให้เจอ


   มีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง หรือหากแก้ไขอะไรไม่ได้ การทำตัวเองให้เป็นทุกข์ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ดังนั้นก็ต้องใช้ธรรมะมาพิจารณา เพราะการไปอุปาทานว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวเรา ของเรา จึงทำให้ต้องติดข้องอยู่ในวังวนทุกข์เหล่านั้น

   เมื่อเจอแนวทางการ ปฏิบัติเพื่อปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ห้าแล้ว ก็นำมาปฏิบัติเลย ก็จะเห็นว่า ความทุกข์จะเบาบางจางลงไปเรื่อยๆ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า ก็จะจางคลายลงไปเรื่อยๆเช่นกัน ดังนั้น ความทุกข์ก็จะเกาะกินไม่ได้อีกต่อไป

   ลองดูนะคะ มีแค่ 4 ขั้นตอนเท่านั้น อาจไม่ยากจนเกินไป ก่อนอื่น ต้องคอยตรวจเช็คสภาวะอารมณ์ในขณะนั้นก่อนว่า ตอนนี้อยู่ในข่ายไหน ทุกข์หรือยัง ถ้าดูบ่อยๆทำบ่อยๆ รู้เท่าทันขันธ์ห้าที่คอยแต่จะปรุงอารมณ์ต่างๆเหล่านั้น เห็นบ่อยๆทำบ่อยๆ เดี๋ยวมันก็จะเขินอายไปเอง

   ขออนุโมทนากับทุกท่าน ให้รู้เท่าทันธรรมชาติ ให้รู้เท่าทันทุกข์ ให้รู้เท่าทันอุปาทานขันธ์ห้า แล้วหาทางจัดการกับอุปาทานเหล่านั้นให้สิ้นซากไป ให้มันหมดเชื้อ ดับไม่ให้เหลือ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่กันอีก


   ขอความเจริญในธรรม จงมีแด่ทุกๆท่านตลอดกาลเทอญ





ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 1