วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

การเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง





ยิ่งเกิดเป็นสัตว์ทั้งหลายนั้น ถือว่าเกิดมาใช้กรรมทั้งสิ้น เพราะเกิดมาแล้วมีแต่สัญชาตญาณเท่านั้น ที่ผลักดันให้ดำเนินชีวิตไป ไม่อาจแยะแยะได้ ไม่อาจหยุดคิด หยุดไตร่ตรอง ผิดถูกดีชั่วได้ จึงเพียงดำเนินชีวิตไปตามกลไกของขันธ์ห้า ตามสัญชาตญาณตามแบบฟอร์มนั้นๆ โอกาสที่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น จะเลือกทางเดินเองนั้น แทบจะไม่มีเลย

   เราจึงควรเข้าใจพวกเขา เห็นใจพวกเขา เมตตาพวกเขา มองเห็นความเป็นจริงในธรรมชาติของพวกเขา แล้วความอคติ ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เข้าใจ จะหมดไปทันที นี่เป็นพื้นฐาน เป็นมุมมองที่คนทั่วๆไป ที่ยังเห็นว่ามีตัวตนเรา มีตัวตนเขา มีคน มีสัตว์ แบ่งแยกกันไป ควรนำมาพิจารณาเพื่อเปลี่ยนมุมมองก่อน จะได้มีความเบาสบายในระดับหนึ่ง

   สัตว์เหล่านั้น เขาก็เกิดมาตามกรรม ตามวิบากที่ส่งเขามาเกิดตามแบบฟอร์ม เขาเลือกไม่ได้เช่นกัน เกิดมาเป็นหนอน เป็นไส้เดือน เป็นกิ้งกือ เป็นสัตว์น่าขยะแขยง ใครเห็นก็ไม่อยากเข้าใกล้ เขาอาจเคยเป็นมนุษย์มาก่อนก็ได้ แต่ใช้ความสวย ความหล่อ หลอกล่อบุคคลอื่น ไปสร้างกรรม วิบากกรรม หลอกลวง หรือสร้างกรรมใดๆ ใช้กรรมแล้ว เหลือเศษกรรมก็ต้องมาเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างน่าเกลียด น่าขยะแขยง ใครเห็นแล้วก็ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะน่าขยะแขยง




ทั้งๆที่สัตว์เหล่านั้น มันก็ไม่ได้ทำอันตรายใครได้เลย หนอนก็หากินของมัน ไส้เดือนก็หากินแถมยังพรวนดินให้กับมนุษย์อีก กิ้งกือ ก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรให้ใคร มันดำเนินชีวิตของมันไปตามปกติ สัตว์เหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรให้ใคร แต่คนไปเกลียดมันเอง เพราะมันเกิดมาตามแบบฟอร์มที่ต้องใช้วิบากของมัน หรือแม้แต่ตะขาบ แมงป่อง งู แมงมุม หรือสัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษทั้งหลาย ใครเห็นก็ต้องรีบตี รีบฆ่า รีบกำจัดมันก่อน เพราะกลัวอันตราย


   ซึ่งสัตว์เหล่านั้น โดยแท้จริง มันกลัวมนุษย์เสียมากกว่า มันไม่ได้คิดที่จะมุ่งหมายทำร้ายใคร เสียงดังหน่อยมันก็หนีแล้ว ที่มันทำก็เพราะมีภัยถึงตัวเท่านั้น แต่เพราะมันมีเศษกรรมที่ต้องมาเกิดในแบบฟอร์มนี้ มันอาจจะเคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน เคยสร้างกรรมในการเป็นโจร เป็นผู้ร้าย เป็นผู้ที่ชอบเบียดเบียน ชอบทำร้ายคนอื่นมาก่อน เมื่อใช้กรรมหนักแล้ว เหลือเศษกรรมก็ต้องเกิดมาเป็นสัตว์ที่ใครเห็นแล้ว จะต้องรีบทำร้าย รีบฆ่า รีบที่จะทุบตีมันก่อน เพราะกลัวมันทำอันตรายให้ ทั้งๆที่มันยังไม่ได้จะทำร้ายใครๆเลย แต่เพราะแบบฟอร์มของมัน เป็นแบบฟอร์มที่มีอันตราย ดึงดูดให้ผู้คนมุ่งที่จะรุมทำร้ายนั่นเอง


   น่าแปลก ที่แค่เปลี่ยนมุมมองความคิดเพียงเท่านี้ กลับกลายเป็นว่า ความกลัว ความขยะแขยง ความอยากหลบหนีสิ่งที่ไม่ชอบใจ จะเริ่มหายไป จึงย้อนคิดไปถึงพระปฏิบัติ ที่ท่านให้ความเมตตาทุกสรรพสัตว์เท่ากัน ไม่ได้แบ่งแยกใดๆ แผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านั้น แม้จะถูกมด ถูกแมงป่อง ถูกตะขาบเหล่านั้นกัดบ้าง ต่อยบ้าง ในยามที่เดินธุดงค์ ท่านก็ไม่เคยคิดแค้น คิดทำลาย แต่กลับแผ่เมตตาให้ด้วยความสงสาร ในเศษกรรมของสัตว์เหล่านั้น ให้เขามีโอกาสพบแต่ความสุขเถิด เมื่อมุมมองเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน ความเข้าใจมากขึ้น เมื่อกระทบสิ่งเดิมๆ ความรู้สึกจึงเปลี่ยนไป


   เมื่อมีความเข้าใจ ความทุกข์ที่เคยเกาะกินมานาน ความขยะแขยง ความวิตกกังวล ความหวาดกลัว มันก็จะเลือนหายไป เห็นแต่เพื่อนร่วมวัฏสงสาร ที่ยังต้องเวียนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์ทรมานกันอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้


นี่คือปาฏิหาริย์แห่งธรรม ปาฏิหาริย์แห่งความเข้าใจในกลไกของธรรมชาติ แล้วเปลี่ยนจากทุกข์มากมาย กลายเป็นทุกข์น้อยได้จริง แค่ทำความเข้าใจ เปลี่ยนมุมมองใหม่เท่านั้นเอง ความทุกข์จากความไม่เข้าใจก็หมดไปทันที

เราผู้ได้โอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาแล้ว มีโอกาสมากกว่าสัตว์เหล่านั้น ถ้ายังไม่เห็นว่าภัยในวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด น่ากลัวที่สุด หากไม่เร่งปฏิบัติเพื่อที่จะออกจากวัฏสงสารแล้วละก็ จะเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดายที่สุด

หากยังคงทำมาหากินด้วยความโลภ คดโกง กอบโกย หรืออาจพลาดพลั้งไปโกง ไปทำร้าย ไปเข่นฆ่า ก็อาจเป็นได้ว่า เกิดมาครั้งใหม่ อาจกลายเป็นสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง ที่ทุกคนเกลียดกลัวก็เป็นได้




การวิปัสสนา คือการพิจารณาเพื่อให้เห็นจริงในความเป็นเช่นนั้นเองของทุกสรรพสิ่ง ว่ามันไม่ได้เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แม้แต่น้อย และต้องคอยมีสติกำกับอยู่เนืองๆ ระลึกถึงอยู่เนืองๆ พิจารณาอยู่เนืองๆว่านี่ไม่ใช่เรา นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ ที่ปรุงแต่งรวมกันแล้วเกิดอุปาทานหลงยึดว่าเป็นตัวเรา ของเรา เท่านั้น



ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว มันไม่ใช่ตัวใครของใคร มันเป็นเพียงการรวมตัวกันของธาตุตามธรรมชาติ แล้วมีกระบวนการปรุงแต่งจนเกิดมีการรับรู้ได้ ซึ่งการรับรู้ก็ไม่ได้เป็นตัวใครเป็นผู้รับรู้ มีเพียงธาตุทางธรรมชาติที่เป็นตัวรับรู้ขันธ์ห้า แล้วมีอุปาทานล่อหลอกว่า ที่รู้ได้ คิดได้ ทำได้ นี่น่ะ มันเป็นตัวแก ของแก

ด้วยความไม่รู้ จึงหลงยึด หลงคล้อยตามไปกับสิ่งล่อลวงเหล่านั้น จึงยังต้องเวียนเกิดเวียนตายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็เพราะอวิชชา คือความไม่รู้จริง ไม่รู้ตามความเป็นจริงของธรรมชาตินั่นเอง จึงเกิดปัญหา เกิดตัวตน เกิดเรา เกิดเขา เกิดโลก เกิดภพ เกิดชาติ เกิดวัฏสงสารขึ้นมา แค่เห็นผิดนิดเดียว เรื่องมันเลยยาว ภพชาติมันเลยเยอะ ความทุกข์มันเลยแยะตามไปด้วย

ดังนั้น มรรคมีองค์ 8 หนทางแห่งการพ้นทุกข์ ข้อแรกที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ก็คือ

สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) คือมีความเห็นให้ถูกตรงกับกฎของธรรมชาติเป็น ข้อแรก และสำคัญที่สุด คือต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เข้าใจตามสภาวะของธรรมชาติ ไม่ไปหลงผิดจากกฎของธรรมชาติ ไม่ไปหลงยึดธรรมชาติ ว่าเป็นตัวตน เป็นของตน

ถ้ามีความเห็นตามที่พระ พุทธองค์ท่านตรัสแล้ว โอกาสที่จะออกจากวัฏสงสาร หลุดพ้นจากอุปาทานทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงๆ เพราะมีผู้หลุดพ้นจากอุปาทานขันธ์ห้ามากมาย ที่มีให้เห็นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยพุทธกาลจวบจนปัจจุบันนี้แม้จะลดน้อย ลงเรื่อยๆก็ตาม แต่ก็ยังพอมีให้เห็นหากปฏิบัติอย่างถูกตรงจริงๆ

ทุกอย่างจึงต้องอยู่ในการพิจารณา ไตร่ตรอง และเทียบเคียงกับสิ่งที่ท่านได้รับรู้มา ศึกษามา แล้วพิจารณาด้วยปัญญาของท่านเอง อยู่ที่ว่า

ท่านจะมีความเข้าใจในแก่นแท้ของธรรมชาติได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้น



ธรรมะเพื่่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 2 โดย อาจารย์สุดใจ ชื่นสำนวน