วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ความเข้าใจกายมนุษย์(ขันธ์ห้า)เบื้องต้น


การได้เกิดมาในภูมิมนุษย์ หาได้เกิดกันมาได้ง่ายๆ
เมื่อเกิดมามีขันธ์ห้า  ต้องระลึกรู้เสมอว่า
ขันธ์ห้านี้ ไม่ใช่ของเราโดยแท้
มันเป็นการรวมกันของ ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ประกอบกันขึ้นมาเป็นขันธ์ห้า (รูป กับนาม)
ผสมผสานกันมากับกุศลจิตเดิม และอกุศลจิตเดิม
หรือวิบากรรม
ทำให้ขันธ์ห้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาการครบสามสิบสองบ้าง
ไม่ครบสามสิบสองบ้าง
มีการกระทำที่แตกต่างกันไป ทั้งบุญและบาป

จิตที่เกิดใหม่ต้องรู้จักถอยออกมารับรู้ ดูอาการและการกระทำของจิตเดิมในขันธ์ห้า
เพราะขันธ์ห้านี้แหละที่จะเก็บบันทึกรหัสกรรม การกระทำที่เคยทำมาอย่างสันทัดจัดเจนในอดีตชาติ
นับหมื่นนับพันนับร้อยชาติ แล้วแสดงออกมา แสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จักเบื่อ
เพราะมันถูกหล่อหลอมมาแบบนั้นนั่นเอง

เมื่อเรารู้แล้วเราต้องพัฒนาจิตใหม่ที่เกิดมาในขณะปัจจุบัน
ให้มีสติรู้เท่าทัน
เมื่อรู้เท่าทัน อาการการแสดงของขันธ์ห้าแล้ว
ก็สามารถดีดออกจากวังวน การเวียนว่ายตายเกิด
ในรูปแบบของขันธ์เดิมนี้ได้


อย่าไปปล่อยวาง แบบไม่ยินดี ยินร้าย
ให้ขันธ์ห้ามันทำตามอำเภอใจ
ต้องรู้จักปล่อยวางอย่างชาญฉลาด
โดยมีสติกำกับตลอดเวลา

ทันบ้าง ไม่ทันบ้างก็ไม่เป็นไร
ดีกว่าไม่ทัน และไม่รู้ ไม่เข้าใจมัน
นั่นและ เราจะจมดิ่งอยู่กับมันไปตลอดชั่วอนันต์ หาทางหลุดพ้นไม่พบ

คราวใดจิตขุ่นมัว หรืออาฆาตพยาบาท
ต้องรู้เสมอว่า มันเป็นบทบาทเดิมๆที่ขันธ์ห้าเคยเล่น
ปล่อยให้มันเล่นไป เราต้องเป็นผู้ดูที่ฉลาดในการพัฒนาชีวิตจิตวิญญาณ
ไม่ตกเป็นทาสสนิท ที่คอยรับใช้ใกล้ชิดมันอีกต่อไป

เมื่อจิตประภัสสรแล้ว แสงสว่างแห่งการหลุดพ้นก็จะตามมา
ขอให้ทุกคน เป็นนักรบแห่งแสงสว่าง
กระทำทุกทาง เพื่อให้แสงสว่าง แห่งรักและเมตตา ปรากฏกระจายครอบคลุมทั้งโลกและจักรวาล
ที่ผ่านมา หลายคน อาจเคยแสวงหาที่จะศึกษาเรียนรู้วิชาพลังเหนือโลก
เพื่อนำมาขจัดปัดเป่าความกลัวทั้งหลายที่ฝังรากลึกอยู่ในขันธสันดาน
เช่น กลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวจน กลัวเป็นคนไม่มีใครคบ เป็นต้น
ความกลัว ตัวนี้ มันแอบซ่อนอยู่หลังฉาก ของความอยาก จนเรามองไม่เห็น

เราจึงหลงยึดความอยากมี อยากได้ อยากเป็น
เพื่อสลัดความกลัวให้ออกไปให้ได้โดยสิ้นเชิง
และหากมีใครสักคน สามารถสนองตอบ ต่อความอยากนั้นได้
ก็จะยอมรับนับถือเขา ขอสิโรราบ มอบกาย ถวายชีวิต ยอมเป็นศิษย์ทันที
ความหลงจึงเกิดตามขึ้นมา เป็นเกราะกำบังที่หนาทึบ กั้นขวางปัญญาความเข้าใจในความเป็นจริงของอัตตาตัวตน(ขันธ์ห้า) ไม่ให้ปรากฏ
สาธุชนจึงควรพิจารณาใคร่ควรให้ถ่องแท้

เพราะมีตัวเรา จึงมีความกลัว ความอยาก
เมื่อไม่มีตัวเรา จึงไม่มีทั้งความกลัวและความอยาก

ทุกข์เกิดเพราะตัวเรา ดับได้ก็ด้วยตัวเรา
ตัดตัวเราออกไปได้ รากเหง้าแห่งการยึดติดยังจะเกาะก่อให้เกิดทุกข์อยู่ได้อีกหรือ

ชีวิตที่เกี่ยวเนื่องด้วยผู้อื่นนั้นเป็นทุกข์

ข้อความดังกล่าวข้างต้น เป็นคติสอนเตือนใจได้เป็นอย่างดี
เป็นข้อความที่หลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ ได้ให้ไว้ร่วม 20 ปีแล้ว
ผมยังจำได้มาจนกระทั่งทุกวันนี้

เมื่อนำมาพิจารณา ณ ปัจจุบัน
ความเข้าใจอย่างกระจ่างชัดเจนก็ค่อยๆเกิดขึ้น

คำว่าทุกข์ ใครๆก็พูดได้ และเข้าใจในความหมาย
ซึ่งเป็นของคู่กันกับ สุข
เมื่อเรามีสุข เราก็จะพูดว่า หมดทุกข์แล้ว
แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ มันจะมีก็แต่ทุกข์เบาบางลงเท่านั้น

หลายภพชาติมาแล้ว เราเคยรู้ เคยเห็น เคยเป็น อะไรต่างๆนานา มามากมาย
เกิด-ตาย ตาย-เกิด วนเวียนกันอยู่อย่างไม่จบสิ้น
ดูราวกับว่า ไม่รู้จักเบื่อกันสักที
เกิดอยู่ได้ ไม่รู้จักหยุดหย่อน
เคยเป็นมาแล้วก็หลายรูปแบบ แต่พอเกิดใหม่ทีไร ก็จำไม่ได้กันสักที

บางคนเคยเกิดเป็นผู้มีฤทธิ์ มีเดช มาแล้ว
หลังจากทิ้งสังขารขันธ์ห้า แล้วมาเกิดใหม่
ด้วยสายโยงใยแห่งการยึดมั่นถือมั่นในรูปขันธ์
ก็เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง แต่เนื่องจากเป็นผู้ติดในฤทธิ์
ไม่ได้สั่งสมปัญญามาเกิดใหม่
จึงต้องเริ่มต้นมาเรียนรู้ในพฤติกรรมความชอบ ความยึดในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
ที่เคยมีมาแต่เดิมเรียกว่ามีความสันทัดจันเจนมาแต่อดีตชาติ
มาเริ่มใหม่ จากไม่รู้...ค่อยๆรู้...ได้รู้..ได้สัมผัสปาฏิหาริย์..ฤทธิ์เดช
ได้ฤทธิ์เดช ทำปาฏิหาริย์ให้เกิดในตนได้ เหมือนเช่นในอดีตชาติที่ผ่านมา
แต่ยังขาดปัญญา
เพราะยังคงหลงยึดติด กับสิ่งปาฏิหาริย์ พลังเหนือมนุษย์
พอตายลับดับขันธ์ไปอีก ก็ต้องมาเกิดใหม่แบบซ้ำซากจำเจ
หากพลาดท่าเสียที ประคองจิตให้อยู่ในสภาวะวิสัยของมนุษย์ไม่ได้
อาจต้องตกไปอยู่ในอเวจี จะสีชมพู หรือสีอะไรก็แล้วแต่
มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์นัก เพราะจะต้องไปเกิดเป็น
เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรฉาน อีกกี่หมื่นกี่แสน กี่ล้านชาติ ก็ไม่มีใครรู้
เพราะไม่เคยสร้างสมปัญญาในทางที่จะนำพาชีวิตให้พ้นทุกข์ให้เกิดมีขึ้นมาได้เลย
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว โอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะค่อยๆริบหรี่ลงๆ
โอกาสที่จะได้สร้างสมบุญบารมี หากต้องไปเกิดในภพภูมิเดียรฉาน ก็จะหมดลง

ชีวิตมนุษย์ทุกวันนี้ สามารถศึกษา เรียนรู้ ธรรมที่มุ่งตรงต่อการหลุดพ้นได้ง่ายขึ้น
เพราะมีครูบาอาจารย์ ที่สามารถกระทำให้เห็นจริงได้
ดังนั้นคำสอน หรือคำชี้แนะของครูบาอาจารย์ดังกล่าว
จะไม่สัมฤทธิ์ผลที่ตนเองเลย จนกว่า ตนเองนั้นจะเป็นผู้นำมาปฏิบัติ

การปฏิบัติ ก็ไม่ต้องจำกัดว่าต้อง เวลานั้น เวลานี้
มนุษย์มักจะอ้างว่า ไม่มีเวลา ทั้งๆที่ทุกคนก็มีเวลาเท่ากัน วันละ 24 ชั่วโมง
การปฏิบัติ ตามวิถีทางของ อาจารย์สุดใจ ผู้ได้รับการถ่ายทอดมาจาก
คลื่นพลังที่มีเมตตา มีปัญญาอันเป็นบริสุทธิคุณ มีภูมิรู้ ภูมิธรรม ชั้นสูง นับว่าเป็นประโยชน์ตนได้มากที่สุด
การปฏิบัตินั้น เราสามารถฝึกปฏิบัติ ฝึกรู้ ได้ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่
ในขณะดำเนินชีวิตไปตามปกติทุกวัน
โดยอาศัย ดูขันธ์ห้า ที่เรายึดเกาะอยู่อย่างแนบชิดสนิทใกล้
ดูในตัวเรานี่แหละ อย่าส่งออกไปดูใครอื่น
ยิ่งส่งไปดูใครอื่น ที่ไม่ใช่ตัวเรา มันจะปรุงทุกข์ มาให้เรารับประทานเสียมากกว่า
นี่แหละ ที่หลวงพ่อเสือ บอกไว้แต่ต้นว่า
ชีวิตที่ไปเกี่ยวข้องกับผู้อื่น นั้นเป็นทุกข์

ยิ่งขาดการพิจารณาอย่างถ่องแท้ ให้เกิดปัญญา
ชีวิตนี้ก็ยิ่งน่ากลัวยิ่งนัก
คำถาม
ผมอยากถามอ..เมาส์ว่า ทุกวันนี้ผมสงสัยอยู่เรื่องนึงครับ
คำว่า"ผู้อื่น"นี้หมายถึง พ่อ แม่ ลูกเมีย ญาติพี่น้องด้วยหรือเปล่าครับ
เพราะทุกครั้งที่ผมพยายามปล่อยวางอารมณ์มันก็ทำให้้นึกถึง ลูกเมียพ่อแม่ขึ้นมาทันที
ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ไม่สบายผมผมก็คิดว่าทุกคนย่อมต้องเจอแบบี้คือมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย
แต่พอเผลอกฺ็เป็นทุกข์คิดมากอีก แต่ซักพักก็รู้ตัวอีกว่าทุกคนต้องเจอแบบนี้มันจะแบบนี้ตลอดเลยครับ
อ.เมาส์ ช่วยอธิบายความให้ผมได้กระจ่างแจ้งทีเถิดครับ
 ผู้อื่น ก็คือคนรอบข้างที่ไม่ใช่ตัวเรา นั่นแหละครับ
เราไม่สามารถหยุดเกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดตัวได้เลย
เราจึงควรทำหน้าที่ ที่อยู่ตรงหน้า(กับครอบครัว)ให้ดีที่สุด แล้วหยุดแค่นั้น
เกินความสามารถไม่มีใครทำได้
 กรรมผูกพันกันมา มีทั้งดีและชั่ว

เมื่อเรายังไม่สามารถเข้าใจในทุกข์ที่เกิดได้อย่างถ่องแท้
เราจึงจำเป็นต้องดำเนินชีวิตไปตาม step
โดยถือเอามรรคมีองค์แปด เป็นหลักไว้ก่อน
เพื่อกันอกุศลกรรม อันจะพึงเกิดมาแทรก
ทำให้ชีวิตต้องถูกตัดรอน ตกไปในอบายภูมิ

เมื่อเรามีหลัก มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงคำว่าทุกข์
 ทุกข์ เกิดได้อย่างไร
เราก็จะเข้าใจในอริยสัจสี่ ที่พระพุทธองค์ทรงแถลงไข

step การเกิดก็จะสั้นลง และสามารถออกจากทุกข์ได้ในที่สุด

ไม่ผิดหรอกถ้าจะเข้าใจตามหลักการสอนทางพระพุทธศาสนา
แต่มันอาจต้องใช้เวลานานเกินไป ในยุคแห่งเทคโนโลยี่ ที่อะไรๆก็สามารถทำได้ง่ายๆ
แล้วเราจะมามัวเสียเวลากับการ ไต่ step เรียนแบบเดิมๆทำไม ไม่เป็นประโยชน์พึงได้ เพื่อให้เกิดผลทันทีเลย

สรุป ทุกข์ของคุณคนล้านนา เป็นทุกข์ที่เกิดตามความเข้าใจที่มีมาแต่อดีตชาติ
เป็นแบบหล่อหลอมมาให้เป็นเช่นนั้นเอง โดยมีกรรม เป็นตัวเชื่อมโยง

การปล่อยวางอารมณ์ เป็นเพียงการสกัดกั้นอารมณ์ไม่ให้เกิดตามปกติที่เคยเกิด
ดังนั้นควรปล่อยให้เป็นธรรมชาติของมันเองดีกว่า แล้วเราจะได้รู้และเข้าใจในความเป็นจริง
ของขันธ์ห้า ที่เราบังคับบัญชามันไม่ได้ ให้มันเป็นไปอย่างที่เราต้องการไม่ได้
เพราะรูปแบบของมัน ถูกสร้างสั่งสม มาเป็นแบบนั้นนั่นเอง
เราจึงควรเป็นผู้ถอยออกมาดู  เหมือนดูหนังดูละคร พอจบ ต่างคนก็ต่างกลับบ้าน
หมดหน้าที่การดู ไม่ต้องนำมาคิดถึงขณะที่ดู ไม่มีประโยชน์ เพราะมันจบไปแล้ว
 


ขออนุโมทนา  กับอาจารย์เม้าท์  ในทุกข้อความ  ในทุกประโยค   ที่ได้กล่าวไว้นี้

เป็น สัจธรรม  เป็นความจริง  ถูกตรงตามกฏของธรรมชาติ  ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน  ทุกเวลา  ทุกนาที  ทุกขณะจิต  แต่เราเคยเห็นบ้างไหม ?

คงมีน้อยมาก  ที่จะมีสติมองเห็น.....ว่ามันเป็นของมันอย่างนั้นเอง  มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย  ไม่ได้เป็นไปตามความหวัง  ความต้องการของใคร 

หากมันเป็นตัวตนของเราเองแท้  เราคงเลือกได้   คงไม่ให้ใครมาเลือกเกิดให้เรา   หากเป็นตัวตนของเรา  เราก็คงเลือกเองได้
 
คง ไม่มีใครอยากเกิดมาพิการ อยากเกิดมาอดอยากยากจน  อยากเกิดมาสติปัญญาไม่ดี  อยากเกิดมาเป็นผู้ที่ถูกกดขี่ขมเหง  อยากเกิดมาในครอบครัวที่แตกแยก  ลำบากลำบน หาเช้ากินค่ำเหล่านี้

ทุกคนก็อยากเกิดมาในครอบครัวที่  ร่ำรวย  สุขสบาย  ร่างกายแข็งแรง  กันทั้งนั้น 

แต่ เพราะมันเป็นเหตุปัจจัย  เป็นวิบากกรรมที่ถูกส่งต่อมาด้วยความมีอวิชชา  เห็นว่าเป็นตัวเรา ของเรา  จึงสะสมกรรม  วิบากกรรม  ไว้ให้ตัวเราต้องมารับ  มาใช้  ทั้งวิบากกุศล  และอกุศล

ในวันนี้  การที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วพบพุทธศาสนา   มีโอกาสได้มารับรู้สัจธรรมความจริงอันประเสริญ  ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบนี้

นับว่าเป็นโอกาสอันดีอย่างที่สุดแล้ว

เพราะกว่าที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์  และได้พบพุทธศาสนานั้น  ยากเย็นนัก  ต้องผ่านพ้นจากความวิบัติต่าง ๆ มาอย่างมากมายถึง  6  ประการ

เช่น  วิบัติกาล  วิบัติคติ  วิบัติประเทศ  วิบัติตระกูล  วิบัติอุปธิ  และวิบัติทิฎฐิ 

หากพลาดพลั้งไปในวิบัติใดวิบัติหนึ่ง  โอกาสที่จะเห็นสัจธรรม  ย่อมเป็นไปได้ยากยิ่ง

................................

วิบัติ  6  ประการ   อ้างอิงจาก  http://main.dou.us/view_content.php?s_id=122&page=3

ถ้า สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถที่จะรู้ พระสัทธรรม อันประเสริฐอย่างแท้จริง เมื่อไม่รู้อย่างนี้ ก็อาจทำให้พลาดพลั้งในชีวิตด้วยการทำอกุศลกรรม หรือกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงต้องประสบกับความวิบัติ ที่ถือว่าเป็นความวิบัติอย่างมาก ซึ่งมีอยู่ 6 ประการ คือ

          1. วิบัติกาล คือ วิบัติที่เกิดจากช่วงเวลาที่ไม่มีพระพุทธศาสนา หมายความว่า กาลที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอุบัติบนโลก จึงทำให้ไม่มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกาลที่ว่างเปล่าจากพระสัทธรรม หากสรรพสัตว์เหล่าใดมาเกิดในช่วงเวลานี้ ก็หมดโอกาสที่จะได้พบพระพุทธศาสนา ชีวิตที่เกิดมาจึงหาแก่นสารแห่งชีวิตไม่ได้ เท่ากับเกิดมาฟรี ไม่ได้รับประโยชน์อะไร

          2. วิบัติคติ คือ วิบัติที่ไม่ได้คติที่ดี หมายความว่า กาลเวลาที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอุบัติบนโลก แล้วทรงประกาศพระสัทธรรมให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงทำให้พระพุทธศาสนาเกิดขึ้น แต่สรรพสัตว์บางพวก ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ กลับไปเกิดในภพภูมิอื่น คือ อบายภูมิ ทำให้หมดโอกาสในการพบพระพุทธศาสนาและฟังพระสัทธรรม เพราะการที่มีคติวิบัติอย่างนี้

         3. วิบัติประเทศ คือ วิบัติที่เกิดในประเทศที่ไม่มีพระพุทธศาสนา หมายความว่า สรรพสัตว์บางพวกไปเกิดหรืออยู่ในประเทศที่พระพุทธศาสนาแผ่ไปไม่ถึง หรือไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ทำให้ไม่รู้จักคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา ชีวิตที่เกิดมาจึงเป็นชีวิตที่ไม่มีคุณค่า เพราะไม่ได้รู้จักความเป็นจริงของชีวิตที่เกิดมา และไม่รู้วิธีในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า จนอาจพลาดพลั้ง ไปทำผิดพลาดด้วยอกุศลกรรมได้ ก่อให้วิบากกรรมกับตนเองได้ในที่สุด

          4. วิบัติตระกูล คือ วิบัติที่เกิดในตระกูลที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิ หมายความว่า สรรพสัตว์บางพวกได้โอกาสไปเกิดเป็นมนุษย์ในประเทศที่มีพระพุทธศาสนา แต่กลับไปเกิดในตระกูลที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่นับถือพระพุทธศาสนา จึงต้องไปนับถือความเชื่อที่ตระกูลนับถือ เป็นเหตุให้ไม่เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา และอาจมองพระพุทธศาสนาในด้านไม่ดีได้ง่าย จนกระทั่งกลายเป็นวิบากกรรมที่ติดตัวไป ชีวิตจึงไม่มีความสุขหรือไม่ถึงความสมบูรณ์ของชีวิตได้

          5. วิบัติอุปธิ คือ วิบัติที่เกิดจากร่างกาย หมายความว่า มนุษย์บางคนเกิดมาในตระกูลที่เป็น สัมมาทิฏฐิ ได้พบพระพุทธศาสนา แต่กลับมีร่างกายที่ไม่สมประกอบ กลายเป็นคนบ้า ใบ้ ตาบอด หูหนวก เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถที่จะเกิดปัญญามองเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความประเสริฐเพียงใด

          6. วิบัติทิฏฐิ คือ วิบัติที่เกิดจากความคิดเห็นของตน หมายความว่า มนุษย์บางพวกเกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา และมีร่างกายที่สมประกอบทุกประการ แต่กลับมีความเห็นผิด ไม่เชื่อในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เชื่อเรื่องบุญบาป ไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงทำให้ชีวิตที่ เกิดมาไม่มีคุณค่า และเสียเวลาในการมาเกิดพบพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังอาจทำให้ไปก่อวิบากกรรมเพิ่มขึ้นอีก ก็ต้องไปชดใช้วิบากกรรมนั้นอีก

          ความวิบัติทั้ง 6 ประการนี้ จึงเป็นเหตุให้สรรพสัตว์ทั้งหลายพลาดโอกาสในการรู้เรื่องราวความเป็นจริงของ ชีวิต เนื่องจากไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ไม่ได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือได้พบหรือได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่กลับกลายเป็นคนพิการหรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเครื่องปิดกั้นความจริงของชีวิต จึงทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่แต่ในภพทั้ง 3 อยู่อย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด



...........................


วิบัติ ต่าง ๆ ทั้ง 6 ประการ ที่ผ่านพ้นมาได้นั้น  ทำให้เกิดเป็นมนุษย์และมีโอกาสพบพุทธศาสนา ได้มีโอกาสรับรู้ถึงกฏสัจธรรม  กฏแห่งกรรม  กฏธรรมชาติ ที่เป็นกฏเดียวกันทุกจักรวาลนั้น

ดังนั้น  รากเหง้าของการต้องมาเวียนเกิดเวียนตาย  ก็คืออวิชชา  ความเห็นผิดคิดว่าขันธ์ 5 เป็นตัวตน  ดังที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า

ปุถุชน ก็เช่นกัน  ย่อมเห็นขันธ์โดยความเป็นตน  เห็นตนมีขันธ์  เห็นขันธ์ในตน  หรือเห็นตนในขันธ์   ย่อมวนเวียนไม่พ้นไปจากขันธ์ 5  ไม่พ้นไปจากชาติ  ชรา  มรณะ โศกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส


ดังนั้น  หากยังเห็นผิดคิดว่า  มีตนในขันธ์  เห็นขันธ์ในตน  เห็นตนในขันธ์   จึงยังต้องสร้างขันธ์ 5 มารับกรรม  วิบากกรรม  กันอยู่ร่ำไป

ดัง นั้น  ขันธ์นี้   มันจึงเป็นการรวมกันของเหตุปัจจัย  ไม่ได้เป็นตัวใครของใครอย่างแท้จริง  มันเป็นเพียงเหตุปัจจัยมารวมกัน  สร้างเหตุอย่างไร  ผลก็ต้องได้อย่างนั้น  เป็นเรื่องธรรมดา

จึงไม่ได้มีใครอยากเป็นอะไรได้อย่างแท้จริง   ไม่มีใครเลือกได้ดังต้องการ

แต่ วันนี้  ได้มีโอกาสมาพบแสงแห่งธรรม  หรือกฏของธรรมชาติ  จากการตรัสรู้ของพระพุทธองค์  ที่ทรงชี้ทางสว่างแล้ว  ชี้ให้เห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ได้เป็นตัวตน  ของตน  มีเพียงรากเหง้าของอวิชชา  คือความเห็นผิดคิดว่ามีตัวตน  แล้วอุปาทานยึดมั่นในความเห็นผิดนั้นอย่างเหนียวแน่น 

จึงส่งผลให้ต้องมาเกิด  เป็นเรา  เป็นเขา  กันอย่างทุกวันนี้ 


แม้จะเลือกเกิดไม่ได้  เพราะต้องเกิดตามเหตุปัจจัยที่ส่งมาตามกรรม  ตามวิบากกรรมนั้น ๆ ก็ตาม 

แต่ เลือกที่จะรู้จักมันได้  เห็นมันได้  เข้าใจมันได้  แล้วปล่อยวางมันได้  ออกจากการยึดมั่นถือมั่นได้   ถ้ามีความเข้าใจในกลไกของธรรมชาติ 


ถ้า ยังไม่รู้  ไม่เข้าใจ  ไม่เห็นภัยในวัฎฎะสงสาร   ไม่ตัดวงจร  การเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย   ก็ยังคงส่งต่อกันไป สู่ภพภูมินั้น ภพภูมินี้ ไม่มีที่สิ้นสุด

ดังที่เคยเวียนเกิด  เวียนตาย  มาก่อนหน้านี้  และจะยังคงเวียนเกิดเวียนตายอีกต่อไป   จนนับภพชาติไม่ถ้วนนั่นเอง


http://ufokaokala.com/index.php?topic=166.0