วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

มารู้จัก อดีต ปัจจุบัน อนาคต ในอีกมุมมองหนึ่ง... กันเถอะ

มารู้จัก อดีต ปัจจุบัน อนาคต ในอีกมุมมองหนึ่ง... กันเถอะ





อดีต

   ถ้ากล่าวถึงคำว่า “อดีต” คนมักจะคิดไปถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่วินาทีที่ผ่านมา นาทีที่ผ่านมา จนถึงเมื่อวาน เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อปีที่แล้ว หรือเมื่อชาติที่แล้ว หรือหลายชาติที่ผ่านๆมา มีจำนวนมากมายที่ย้อนรำลึกไปค้นหาอดีตเหล่านั้น

   นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะคำว่าอดีตมันเป็นคำสมมุติ ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน เป็นที่เข้าใจกันภายในกลุ่ม ภายในประเทศที่แปลความหมายได้ว่า สิ่งนั้นได้ผ่านมาแล้ว

   ถ้าจะทุกข์ ก็ทุกข์เพราะหวนอาลัยในอดีต เจ็บปวดแค้นเคืองในสิ่งที่ผ่านมา น้อยใจในสิ่งที่ผิดพลาด หวนหาอาลัยในสิ่งที่เคยประทับใจ คิดแล้วคิดอีก ทุกข์แล้วทุกข์อีก สุขแล้วสุขอีก สลับกันไป



อนาคต

   อนาคต เป็นคำที่สมมุติขึ้น ใช้แทนสิ่งที่ยังมาไม่ถึง โดยมีความเข้าใจหมายรวมว่าสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ในอีก 1 วินาทีข้างหน้า 1 นาทีข้างหน้า 1 ชั่วโมงข้างหน้า เดือนหน้า ปีหน้า หรือ 10 ปีข้างหน้า แม้แต่ชาติหน้าก็ยังไม่ทราบ มีเพียงแต่การคาดคะเน หรือการคาดหวังตามจินตนาการเท่านั้น

   ถ้าจะทุกข์ก็ทุกข์เพราะคาด คะเนล่วงหน้า ทุกข์เพราะกลัวล่วงหน้า ทุกข์เพราะวิตกกังวลล่วงหน้า เรียกว่าวางแผนคาดคะเนเตรียมการในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วทุกข์ไปก่อนทั้งๆที่ยังไม่เกิดเรื่องเหล่านั้น บางคนทุกข์ล่วงหน้าไปข้ามปีด้วยซ้ำ



ปัจจุบัน

   คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ ในอิริยาบถ 4 นี้ เดินอยู่ นั่งอยู่ ยืนอยู่ นอนอยู่ ไม่ว่าจะคุยโทรศัพท์อยู่ กินข้าวอยู่ ดูทีวีอยู่ นอนเล่นอยู่ อ่านหนังสืออยู่ หรืออิริยาบถใดๆที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น

   หากมีสติเห็นปัจจุบันขณะรู้ว่า กำลังทำอะไรในปัจจุบันนี้ มีสติเห็นทุกๆอิริยาบถที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นว่า ถ้าอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ความทุกข์ปัจจุบันก็คือ สิ่งที่กำลังกระทบต่อเนื่องกับปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ เมื่อยหลังเพราะนั่งนาน ปวดคอเพราะก้มอ่านหนังสือ ร้อนเพราะพัดลมเสีย หนาวเพราะแอร์เย็น หิวน้ำเพราะเหนื่อยเดินมาไกล มันทุกข์แค่นั้นในปัจจุบัน


มันทุกข์กับสิ่งที่มากระทบในขณะนั้น มีเท่านั้น ถ้ารู้ ถ้าเห็น ถ้าเข้าใจ ก็จะจัดการกับมันได้ในปัจจุบันขณะ นี่คือทุกข์ในปัจจุบัน คือทุกข์ในขณะที่ขันธ์ห้ากำลังกระทบสิ่งนั้นๆอยู่ แล้วเกิดภาวะนั้นๆในขันธ์ห้า


แต่คนส่วนใหญ่ ไม่เคยมองเห็นปัจจุบัน ทุกข์ปัจจุบันที่กำลังกระทบมีแค่นั้น แต่กลับไปทุกข์กังวลเรื่องเมื่อวาน ห่วงใยคนที่ยังไม่กลับมา ทุกข์ไปข้างหน้า ทุกข์ไปข้างหลัง ในขณะที่ยังนั่งอยู่ในปัจจุบัน มันจึงดูเหมือนว่า นั่งเฉยๆก็ทุกข์ได้ เพราะความคิดมันฟุ้งไปทั้งเรื่องที่ผ่านมา และข้างหน้าที่ยังมองไม่เห็น และที่สำคัญ มันหยุดคิดไม่ได้ และมันหยุดทุกข์ไม่ได้นี่สิ เป็นเรื่องสำคัญ


   เพราะพัลวันอยู่กับคำว่า อดีต อนาคต นั่นเอง
   อดีต อนาคต ปัจจุบัน มันมีหนึ่งเดียวเท่านั้น มันแยกกันไม่ได้
   ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต จริงๆแล้วแม้ปัจจุบันก็ยังไม่มีเลย


   (แต่ขั้นตอนนี้คงต้องให้มีปัจจุบันไว้ก่อน เพื่อจับหลักให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปทำความเข้าใจ เพื่อออกจากปัจจุบันในขันธ์ห้าทีหลังก็แล้วกัน)

   หากสามารถเข้าใจ กลไกของขันธ์ห้าได้ในระดับหนึ่ง แล้วก็จะเข้าใจว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับขันธ์ห้า มันอยู่ในขันธ์ห้า มันปรุงแต่งสุขทุกข์ อารมณ์หลากหลาย ในขันธ์ห้าของแต่ละคน แล้วไปหลงยึดว่าสิ่งที่ปรุงแต่งในขันธ์ห้านั้นมันเป็นเรา เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้

   เราจึงสุขจึงทุกข์อยู่ไม่วางวาย ดังนั้นที่กล่าวว่า อดีตมันไม่มีจริง ก็เพราะว่า

   ขณะที่นั่งคิดถึงเรื่องเมื่อวาน แต่การปรุงแต่งความคิดมันอยู่ในปัจจุบันนี้ ขณะนี้ ขณะที่คิดตอนนี้ เช่น น้อยใจ เสียใจในเรื่องที่ผ่านมา ครุ่นคิดว่าทำไมเขาถึงต้องต่อว่าเราด้วย เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย แล้วก็มีความทุกข์ความเสียอกเสียใจ ความน้อยอกน้อยใจ หดหู่ เศร้าหมองนอนไม่หลับ คิดแต่เรื่องเมื่อวานนี้ หารู้ไม่ว่า อดีตมันไม่มีหรอก มันผ่านไปแล้ว หายไปแล้ว ดับไปแล้ว

   แต่ขณะที่คิดเรื่องเมื่อวาน มันคิดเดี๋ยวนี้ คิดตอนนี้ คิดในปัจจุบันนี้ ในวินาทีนี้

   แม้ว่าข้อความที่คิดมันจะเป็นข้อความที่เหมือนเมื่อวาน ความน้อยอกน้อยใจ ความรู้สึกเหมือนเมื่อวานก็ตาม แต่ว่ามันปรุงใหม่วันนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ได้เอาของเก่าเมื่อวานนี้เอากลับมาปรุงใหม่ เอากลับมาย้อนใหม่เลย มันย้อนไม่ได้ มันคิดแล้ว มันรู้สึกแล้ว มันผ่านเลยไป มันดับไป หลังคิดเสร็จมันดับไปแล้ว มันไหลผ่านไปแล้ว จะจับเอากลับมาย้อนคิดทบทวนใหม่ไม่ได้ มีแต่คิดใหม่ในขณะนี้ ในปัจจุบันนี้ แต่เป็นประโยคเดิม เรื่องเดิมเท่านั้น



เหมือนเราจุดไฟ พอจุดแล้ว ลมพัดไฟดับไปแล้ว มันหายไปแล้ว ก็ต้องจุดใหม่ ลมพัดดับอีก ก็ต้องจุดใหม่อีก จุดสัก 10 ครั้ง ก็คือจุดไฟ 10 ครั้ง ไม่สามารถเอาไฟเก่าที่ดับไปแล้วมาจุดใหม่ได้ ต้องทำการกระทบกันใหม่

   และไฟที่ดับไปแล้ว มันก็ไม่ได้หายไปไหน แต่มันกลับไปอยู่ในธรรมชาติ รอเหตุปัจจัยมากระทบใหม่อีกครั้ง จึงเกิดขึ้นมาใหม่ คือจุดใหม่ จึงเกิดไฟครั้งใหม่นั่นเอง คนที่เดินมาเห็นไฟทีหลัง ก็เห็นไฟติดอยู่แล้ว โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีการจุดไฟกี่ครั้ง

   ดังนั้น ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำอะไร ทุกครั้งมันเป็นการปรุงใหม่ทั้งสิ้น มันไม่มีของเก่าเลย เพราะทุกขณะ มันเป็นปัจจุบัน ในทุกขณะนั่นเอง

   ก้าวเท้าไปข้างหน้า 1 ก้าว ชักท้าวกลับไปที่เดิมแล้วก้าวมาอีก 1 ก้าว ทับที่เดิมแล้วชักเท้ากลับ แล้วก้าวออกมา 1 ก้าว เหยียบลงไปที่เดิม ทำสักสิบครั้ง หรือร้อยครั้ง ทุกครั้งที่ก้าว ก็คือยื่นเท้าออกไปใหม่ทุกครั้ง แม้จะมองเหมือนว่ามันเป็นรอยเท้าเดียวเท่านั้น มันเหมือนไม่ได้ไปไหน มันย่ำอยู่ที่เดิม เหมือนเดิม แต่เปล่าเลย ทุกครั้งที่เหยียบไป มันผ่านไปแล้ว เหยียบครั้งใหม่ก็คือต้องก้าวใหม่ แต่ซ้ำที่เดิม เมื่อก้าวใหม่ก็ซ้ำที่เดิม จึงดูไม่ออกว่าเป็นการก้าวถึงร้อยครั้งเชียวหรือ ก็เห็นมีแค่รอยเท้าอันเดียว

   ถ้าเป็นรูปขันธ์ จะพอมองเห็นได้ชัดเจน ว่าก้าวใหม่ทุกครั้งแต่เหยียบที่เดิม แต่เป็นการก้าวออกไปแต่ละครั้ง แต่ถ้าเป็นความคิด ความรู้สึก จะมองเห็นยาก จะคิดกังวลทุกข์ใจนับร้อยครั้ง นับพันครั้ง อารมณ์หดหู่ เศร้าหมองนับร้อย นับพันครั้งก็มองไม่เห็น มีแต่ทุรนทุรายในทุกๆขณะที่มันผ่านมา ผ่านไป

   เมื่อไม่มีสติเห็นความคิด ไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึก ไม่เห็นกลไกการปรุงแต่งของขันธ์ห้า ที่มันไหลไปตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่ง แล้วเราก็จะหลงว่า ทำไมเรากังวลเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดแล้วคิดเล่า ทุกข์แล้วทุกข์เล่าอยู่ตลอดเวลา

   หารู้ไม่ว่านั่นแหละคุณปรุงแต่งเอง ปรุงใหม่ในทุกๆครั้ง ทุกวินาที ทุกขณะจิต แต่อาจจะปรุงใหม่ในเนื้อหาข้อความเดิมๆ



   นี่คือเรื่องที่เรามองไม่เห็น คิดไม่ถึง ว่าสาเหตุที่เราทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องเก่าๆ เรื่องเดิมๆ แล้วไปโทษว่าทำไมเราไม่ลืมมันเสียที คิดทีไร ทุกข์ทุกนาที ไปโทษว่า ยึดติดในอดีต มันหลอกหลอน มันคอยทิ่มแทงให้เราทุกข์ ให้เราโศกเศร้าเสียใจตลอดมา หารู้ไม่ว่า ทุกข์นั่นน่ะ ไม่ใช่อดีต มันทุกข์ในปัจจุบัน ทุกข์ตอนนี้ และเดี๋ยวนี้

   แม้ข้อความที่นำมาทุกข์ จะถูกส่งมาจากสัญญาที่เคยจำไว้นานมาแล้ว แต่การส่งขึ้นมา ก็ส่งขึ้นมาเดี๋ยวนี้ จำได้เดี๋ยวนี้ ปรุงแต่งเดี๋ยวนี้ แล้วทุกข์เดี๋ยวนี้


   นั่งสบายๆอยู่ดีๆ หันไปเห็นรถเก๋งสีแดงผ่านหน้าบ้าน ตารับภาพ (ปัจจุบัน) สัญญาจำได้ส่งมา (ปัจจุบัน) เราเคยมีรถสีนี้ ยี่ห้อนี้ ปรุงแต่ง (ปัจจุบัน) โดนขโมยไปเมื่อเดือนที่แล้ว อารมณ์ (ปัจจุบัน) หดหู่ ซึมเซา เศร้าหมอง ไปทันทีด้วยความเสียดาย แล้วเริ่มคร่ำครวญ รำพึงรำพัน เสียอกเสียใจใหม่อีกครั้งในปัจจุบัน





แฟนทิ้งไปหลายปีแล้ว คิดทีไร ทุกข์ทุกที


   นั่นคือ ปรุงใหม่ทุกวัน ทุกข์ทุกวัน แล้วไปโทษว่ามันลืมอดีตไมได้ ลบอดีตไม่ได้ หารู้ไม่ว่า ท่านทำปัจจุบันให้มันเป็นทุกข์เอง ด้วยความไม่รู้ ไม่เห็นความสำคัญของปัจจุบันขณะ ที่ควรแต่จะอยู่กับสิ่งที่กระทบ ณ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้เท่านั้น แค่ปัจจุบัน ก็มากมายเกินพอแล้ว เพราะจะมีสิ่งมากระทบ มาให้เรียน มาให้วางอย่างมากมายแล้ว

   อย่าไปเยื่อใย อย่าไปรื้อฟื้น อย่าไปเอื้ออาทรข้อความเดิมๆ ความรู้สึกเดิมๆ ความจำเดิมๆมาเป็นเชื้อ เพื่อให้มันปรุงวันนี้ในข้อความเดิมๆ ที่เคยผ่านมมาใหม่เมื่อหลายปี หลายเดือน หลายวัน หลายชั่วโมง เหล่านั้นเลย เพราะมันปรุงเดี๋ยวนี้ จึงทุกข์เดี๋ยวนี้ ทุกข์ขณะนี้ ทุกข์วันนี้

นี่คือทุกข์ปัจจุบัน ที่หลายท่านไม่รู้ ยังไม่เข้าใจ ยังยึดเกาะอยู่ ยังห่วงหาอาทรกันอยู่ โดยแทบไม่รู้ว่ากำลังทิ่มแทงตัวเองในทุกเวลา ทุกนาที ทุกขณะจิตนั่นเอง และเป็นทุกข์ฟรีเสียด้วยสิ

   ความจริงสิ่งทั้งหลายที่มันปรุงแต่งขณะใด มันจบไปในขณะนั้น จบไปตั้งนานแล้ว มันผ่านไปตั้งนานแล้ว มันดับไปตั้งนานแล้ว แต่เพราะกลไกของขันธ์ห้ามันนำมาปรุงแต่งใหม่เอง เมื่อกระทบสิ่งนั้นสัญญามันก็ปรุงใหม่ โดยใช้รากเดิม สังขารความคิดก็ปรุงใหม่ แต่ในข้อความเดิม อารมณ์มันก็ต้องปรุงใหม่ แต่ให้อารมณ์แบบเดิม แล้วเราก็ไปอุปาทานว่ามันเป็นของเดิม เป็นของที่เคยเกิดขึ้นแล้วมีผลกับเราเหมือนเดิม ถ้าทุกข์ก็เหมือนทุกข์เช่นเดิม ถ้าสุขก็เหมือนสุขอย่างเดิมนั่นเอง แต่ความเป็นจริงมันปรุงใหม่ทั้งหมด ในวินาทีนี้ ในปัจจุบันขณะนี้ ทั้งในความคิดความรู้สึก ความจำ

(ความจำมันก็ส่งขึ้นมาในปัจจุบัน ไม่ใช่ส่งมาตั้งนานแล้วเพิ่งนึกได้ ทุกอย่างทำพร้อมกันในปัจจุบันขณะ)



   มันคือปัจจุบันทั้งหมดไม่ว่าจะคิดเรื่องในอดีต เนื้อเรื่อง ข้อความ เป็นข้อความที่เคยเจอมาแล้ว แต่ตอนปรุงแต่ง ตอนคิด กลับคิดในปัจจุบันนี้ ในตอนนี้ ในเดี๋ยวนี้ แล้วพอผ่านไปมันก็หายไป ปรุงใหม่อีกต่อเนื่องกันไปอย่างนี้

   แต่เพราะมันต่อเนื่อง กันเป็นสายยาว เป็นกระแสที่ไหลไปอย่างต่อเนื่อง มันจึงดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน มันเหมือนทุกข์ต่อเนื่อง มันเหมือนสุขต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่เลย วินาทีนี้มีความสุข อีกวินาทีก็สุข อีกวินาทีสุขน้อยลง อีกวินาทีสุขน้อยลงอีก มันลดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันจะสุขเหมือนครั้งแรกไม่ได้ มันไม่สุขเท่าเดิมแล้ว เพราะการปรุงใหม่มันสุขน้อยลงนั่นเอง

   ดังนั้น ที่กล่าวว่าอนิจจัง คือความไม่เที่ยง มันเกิดขึ้น มันตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป หมุนเวียนไปตลอดเวลา มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันเกิดดับตลอดเวลา ทุกขณะจิต กระแสมันจะไหลไปตลอดเวลา ไม่เคยย้อนเอาของเก่ามาใช้ใหม่ได้เลย ไม่เคยเอาของเก่ามาคิดใหม่ได้เลย ยกเว้นปรุงใหม่ในปัจจุบัน แต่ข้อความเหมือนกัน ประโยคเดียวกันกับเมื่อวานนั่นเอง

   ดังนั้น คิดถึงอดีต ก็คิดอยู่ในหัวของเราในปัจจุบันนี้ แต่เป็นข้อความหรือประโยคที่เคยผ่านมาแล้วตามสัญญาที่บันทึกไว้ คิดถึงอนาคตก็คิดในปัจจุบันนี้เช่นกัน แต่ข้อความหรือสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น อาจเป็นประโยคที่มากจากจินตนาการ การคาดคะเนเป็นส่วนใหญ่ เพราะยังไม่มีการบันทึกไว้ของสัญญานั่นเอง


ทีนี้เราเลยมาดักรอตรงปัจจุบันนั่นแหละดีที่สุด ถูกสุด และตรงสุดแล้ว อ๋อ.. ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ มันกำลังคิดถึงข้อความของอดีต อ๋อ.. ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ มันคาดคะเนในอนาคต มันปรุงแต่งกันใหญ่ในสไตล์จินตนาการแล้วมันก็สุขในปัจจุบันตามจินตนาการนั้น

   ถ้ามีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้า ก็จะเห็นว่าแต่ละวันมันคิดไปข้างหน้า ย้อนมาข้างหลัง คิดเรื่องเมื่อวาน คิดไปต่างๆนานา ดูเหมือนว่าไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลย

   แต่นั่นแหละ คุณกำลังอยู่กับปัจจุบัน ที่มันกำลังฟุ้งซ่านไปในเรื่องที่ผ่านมา ในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ในเรื่องหลากหลายที่ประดังเข้ามาในความคิด ความรู้สึกที่กำลังปรุง ณ ปัจจุบันนี้

   ดังนั้น การวิปัสสนา จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปฏิบัติให้รู้แจ้ง ให้เห็นจริง ในปัจจุบัน ประกอบกับต้องมีสติอย่างยิ่ง มีสติรู้เท่าทันการปรุงแต่งของขันธ์ห้าตลอดเวลา เพื่อที่จะรู้เท่าทันว่า มันกำลังทำอะไรในปัจจุบันขณะ หากมีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้าว่ากำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร กำลังมีอารมณ์อย่างไรในปัจจุบันขณะ จะได้ตัดตอนการปรุงแต่ง ที่จะนำพาไปหาข้อความอดีต จินตนาการอนาคต แล้วหลอกให้เรามาทุกข์ในปัจจุบัน

   หากคิดถึงอดีต คิดถึงอนาคตในขณะปัจจุบัน แล้วมีสติรู้เท่าทัน ก็จะไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ ก็สามารถทำได้ แต่ให้รู้เท่าทันว่า ขันธ์ห้ามันกำลังคิดเรื่องเตรียมงานของพรุ่งนี้ คิดถึงการนัดหมายในวันพรุ่งนี้ คิดถึงเพื่อนเก่าที่มาหาเมื่อวาน แต่มันคิดในปัจจุบันนี้

   มันก็จะไม่ไปยึด ไปคาดหวัง ไปเสียดาย ในเรื่องทั้งหลายที่ผ่านมา หรือยังไม่มาถึง มันจะคิดในปัจจุบัน แล้ววางในปัจจุบัน รอเมื่อถึงปัจจุบันที่จะมาถึงตอนไหน ก็ค่อยจัดการตามความเหมาะสมในปัจจุบันขณะในตอนนั้น


   มันจึงไม่มี อดีต ปัจจุบัน อนาคต

   มีแต่ ปัจจุบัน ปัจจุบัน ปัจจุบัน

   ถ้าอยู่กับปัจจุบัน รู้เท่าทันขันธ์ห้าในปัจจุบัน ก็จะเห็นอดีต เห็นอนาคตในปัจจุบันนี้แน่นอน ก็พอจะเปิดมุมมอง ให้เห็นความเป็นปัจจุบันกันได้มากขึ้น

   เพราะปัจจุบันสำคัญที่สุด อดีต อนาคต ไม่มีสำคัญ เพราะมันไม่ได้มีจริง

   ถ้าเห็นได้ ปล่อยวางได้ ก็ดับทุกข์ได้ในปัจจุบัน

   ขอให้ทุกท่าน มีสติ รู้เท่าทันปัจจุบันขณะ ของขันธ์ห้าของท่าน ในทุกๆขันธ์ด้วยเทอญ


ธรรมะเพื่่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 2 โดย อาจารย์สุดใจ ชื่นสำนวน