วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คำสอน.. "ท่านพุทธทาส"

•   การมีธรรมะที่แท้จริง ก็คือสามารถดำรงตนอยู่เหนือปัญหา หรือความทุกข์ทั้งปวง ไม่เกี่ยวกับปริญญาบัตร พิธีรีตอง ฯลฯ หรือหลักปรัชญาชนิดฟิโลโซฟี่ใดๆ

•   มีชีวิตเย็นเป็นนิพพานในปัจจุบันได้ โดยที่ทุกอย่างถูกต้องแล้ว พร้อมแล้ว ไม่ว่าสำหรับจะตายหรือจะอยู่ เพราะไม่มีอะไรยึดถือไว้ว่า กู-ของกู

•   พระเจ้าคือสิ่งสูงสุดนั้น ไม่ดี-ไม่ชั่ว แต่อยู่เหนือดีเหนือชั่ว จึงสามารถให้เกิดความหมายว่าดีว่าชั่วให้แก่ความรู้สึกของมนุษย์ได้ทุกอย่าง จนงงไปเอง

•   การเกิดทางร่างกายจากท้องแม่ นั้นไม่สำคัญ ยังไม่มีปัญหา จนกว่าจะมีการเกิดทางจิตใจ คือเกิดตัวกู-ของกู จึงจะเป็นการเกิดที่สมบูรณ์ คือมีปัญหาและมีที่ตั้งแห่งปัญหา กล่าวคือความทุกข์

•   ถ้าพ้นจากการเกิดแห่งตัวกูเสียได้ ย่อมพ้นจากปัญหาและความทุกข์ทั้งปวงได้ และจะพ้นจากปัญหาแห่งการเกิดทางกายทั้งหมดได้เองด้วย

•   การ ได้เกิดมามีชีวิต ยังไม่ควรจัดว่าบุญหรือบาป แต่ยังเป็นกลางๆอยู่ แล้วแต่ว่าเราจะจัดให้เป็นอย่างไร คือเป็นบุญเป็นบาป หรือให้พ้นบุญพ้นบาปไปเสียเลยก็ได้

•   มนุษย์ที่ไม่เข้าถึงหรือไม่ รู้ความลับสุดยอดของมนุษย์ จะเป็นมนุษย์ไปได้อย่างไร มนุษย์คือผู้ที่อาจจะมีจิตใจสูง อยู่เหนือปัญหาหรือความทุกข์พอสมควรแก่ความเป็นมนุษย์ หรือเหนือปัญหาและความทุกข์โดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นยอดของมนุษย์

•   คน โบราณที่รู้ธรรมะกล่าวว่า “ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ (ไม่น่ารัก)” นั้นมีความจริงว่า ถ้าไปยึดถือเอาด้วยอุปาทานแล้ว ทั้งความชั่วและความดีมันจะกัดผู้นั้นโดยเท่ากัน จงรู้จักมันกันในลักษณะเช่นนี้เถิด ทั้งความชั่วและความดี

•   เรา ต้องเตรียมตัวไว้อย่างสำคัญที่สุดสักอย่างหนึ่ง คือเมื่อบางสิ่งหรือแม้ทุกสิ่งไม่เป็นไปตามที่เราต้องการแล้ว เราก็ยังไม่เป็นทุกข์อยู่นั่นเอง

•   เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือพระพุทธเจ้ายังมีสิ่งที่พระองค์ทรงเคารพ นั่นก็คือ กฎอิทัปปัจจยตา ปฏิจสมุปบาท อันเป็นมหาอริยสัจจ์ที่ได้ตรัสรู้ และดับทุกข์ได้ด้วยพระองค์เอง

•   ศาสนวัตถุก็ดี ศาสนสถานก็ดี ศาสนพิธีก็ดี ยิ่งมีมากยิ่งปิดบังการเห็นธรรม แม้แต่จะเห็นเปลือกของธรรมก็ยังยาก จะต้องช่วยกันชำระสะสาง ปรับปรุงสิ่งนั้นๆให้มีการปิดบังน้อยลงอีกมาก

•   เมื่อพระองค์ยัง ทรงอยู่ก็ดี เมื่อทรงล่วงลับไปแล้วโดยพระกายก็ดี การเห็นพระองค์โดยแท้จริงมีอย่างเดียว วิธีเดียวเท่านั้น คือการเห็นธรรม







•   ความ ดับของไฟ หาพบได้ที่ไฟ ความดับของทุกข์ หาพบได้ที่ความทุกข์ นิพพานหาพบได้ที่วัฏฏสงสาร แต่ไม่มีใครเห็นหรือเชื่อ เลยไม่ได้หา จึงไม่พบ

•   นิพพานเป็นของแปลก ยิ่งต้องการยิ่งหนีไกล เมื่อไม่ต้องการอะไรก็วิ่งมาหาเอง

•   จิต ที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไรไว้ โดยความเป็นตัวกู-ของกู เป็นจิตที่จะทำหน้าที่การงานใดๆได้ดีที่สุด แต่ไม่มีใครเคยลอง หรือกล้าลอง เพราะเข้าใจผิดต่อคำว่ายึดมั่นถือมั่น

•   ทุกข์ในความหมายใดก็ตาม จะเกิดเป็นอาการทุกข์ทรมานขึ้นมา ก็ต่อเมื่อมีอุปาทานเข้าไปยึดถือ ดังนั้น จงรู้จักสิ่งที่เรียกว่าอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) กันเสียให้ดีๆเถิด

•   ความ รู้สึกทุกข์นั้นเป็นนรก ความรู้สึกสุขนั้นเป็นสวรรค์ เหนือทุกข์เหนือสุขนั้นเป็นนิพพาน ขอให้รู้จักแยกแยะกันเสียอย่างถูกต้อง เพราะล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจ อย่างเป็นสันทิฏฐิโกด้วยกันทั้งนั้น

•   ความ เจ็บของกาย กับความทุกข์ของใจนั้นเป็นคนละเรื่องกัน แม้มันจะเนื่องกันอยู่ จงดูให้เห็นชัดจริงๆ มิฉะนั้นท่านจะไม่อาจจัดการอะไรกับมันได้เลย

•   “เรา เป็นสุข” นั้นไม่อาจจะมีได้ มีได้เพียงแต่ว่า “จิตไม่รู้สึกเป็นทุกข์” เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าเรานั้นเป็นเพียงมายา และสุขนั้นก็มิได้มีอยู่จริง ไม่เหมือนสิ่งที่เรียกว่า “จิต” และ “ทุกข์” ซึ่งมีอยู่จริง

•   ถ้า มันแสดงลักษณะว่าจะไม่ได้ หรือจะต้องตาย ก็สมัครที่จะไม่เอา หรือสมัครตายเสียก่อนที่จะตายจริง ก่อนแต่ที่จะมีความทุกข์เกิดขึ้น เพราะความผิดหวังนี้ เป็นหลักธรรมที่ดับทุกข์นั้นๆได้ เพราะไม่อยาก-ไม่หวัง-ไม่ยึดมั่น เพราะเห็นสุญญตา หรืออนัตตาในขั้นสูงสุด

•   ถ้า ทำอะไรด้วยสติปัญญา มิใช่ด้วยความอยากหรือความหวัง ก็ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์เพราะความผิดหวัง ดังนั้น เมื่อสิ่งใดแสดงอาการต่อต้านในลักษณะที่เรียกว่าผิดหวัง ก็รีบสลัดโยนทิ้งสิ่งนั้นออกไปเสียก่อน เพื่อไม่ต้องมีความผิดหวัง แล้วก็ทำสิ่งนั้นต่อไปด้วยสติปัญญาล้วนๆ โดยไม่ต้องหวัง จนกว่าจะประสบความสำเร็จ

•   ตู้เย็นเกิดไม่เย็นขึ้นมา ก็เพราะขาดระบบปัจจัยแห่งความเย็น ชีวิตนี้ก็เหมือนกัน เกิดไม่เย็นขึ้นมาก็เพราะขาดปัจจัยแห่งความเย็น ตามกฎอิทัปปัจจยตา ฉันใดก็ฉันนั้น

•   จิตจะเย็นเป็นนิพพานอยู่ทุกเวลานาที ตลอดเวลาที่รู้สึกว่า “ทุกอย่างถูกต้องและเป็นไปดี” นี่เป็นสิ่งที่ทำได้ตามกฎอิทัปปัจจยตา

•   จิต ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นทุกข์ไม่ได้ แม้ทางกายจะกำลังได้รับทุกขเวทนาสักปานใด ก็ยังไม่ผิดปกติหรือโทมนัสแม้แต่น้อย นี้ก็ยังเป็นสิ่งที่มีได้

•   แม้พระอรหันตเถรี ก็ยังกล่าวคำเยาะเย้ยความทุกข์ ในฐานะเป็นสิ่งที่ไม่มีพิษสงอะไร ท้าให้ฝนตกเมื่อหลังคามุงดีแล้ว

•   พระ พุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ตรัสพระไตรปิฎกไว้จริงหรือไม่ นี้ไม่เป็นปัญหา พักไว้ก่อนก็ได้ พิจารณากันแต่ว่าถ้อยคำที่ตรัสไว้นั้น ครั้นปฏิบัติตามแล้วดับทุกข์ได้หรือไม่

•   หลักกาลามสูตร (ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) เป็นเครื่องช่วยให้เราไม่ต้องมีปัญหาว่า พระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่? คัดลอกกันมาถูกต้องหรือไม่? มีปลอมปนหรือไม่?

•   เมื่อทรงพระชนม์อยู่ได้ตรัสว่า การเห็นกายของพระองค์ แต่ไม่เห็นธรรมนั้น ไม่ชื่อว่าเห็นพระองค์ บัดนี้เราเห็นอัฐิธาตุ รูปวาด รูปหล่อของพระองค์ ว่าเป็นพระองค์ได้อย่างไร รีบเห็นธรรมกันเสียเถิด!

•   ความถูกต้องแท้จริง คือถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ มิใช่ความถูกต้องของเรา ซึ่งมักจะเป็นความถูกต้องของกิเลส ตามทิฏฐิของเรา

•   หน้าที่ ของเรา คือหน้าที่ที่จะต้องสอดส่องไปว่า เพื่อนเกิดแก่เจ็บตายของเรา เขาต้องการอะไร และเราจะช่วยเขาได้อย่างไรอีกด้วย แต่หน้าที่นี้ไม่ค่อยมีใครชอบ

•   อย่าหลงไปคิดว่า “ตายดีตายร้ายก็ช่างหัวมัน ไหนๆก็ตายเท่ากัน” แต่จงตายให้ดี มีศิลป์ที่สุด คือตายอย่างรู้สึกว่าไม่มีใครตาย มีแต่สิ่งปรุงแต่งเปลี่ยนไป

•   อย่า มุ่งหมายความสุขอันประเสริฐอะไรๆ ให้มากกว่าความปกติของจิตที่ไม่ยินดียินร้าย ไม่ขึ้นไม่ลงไปตามอารมณ์ที่กระทบ เพราะไม่มีสุขอะไรประเสริฐยิ่งไปกว่าความปกติของจิตนั้น

•   สวรรค์ อันแท้จริง มีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือการกระทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องและสมบูรณ์จนยกมือไหว้ตัวเองได้ สวรรค์อื่น-อย่างอื่น-คราวอื่น ทั้งหมด ถ้ามีก็ขึ้นอยู่กับสวรรค์ที่ว่านี้



 •   นรก ที่แท้จริง มีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือบกพร่องผิดพลาดในหน้าที่อันแท้จริงของตน จนเกลียดน้ำหน้าตนเอง นรกอื่น-อย่างอื่น-คราวอื่น ถ้ามีก็ขึ้นอยู่กับนรกที่กล่าวนี้

•   การอบรม จิตอย่างแท้จริง คือการรู้ความลับแห่งธรรมชาติของจิต แล้วสามารถควบคุมดำรงจิตไว้ในลักษณะที่ความรู้สึกอันเป็นทุกข์เกิดขึ้นไม่ ได้

•   อย่าคิด-พูด-ทำ ไปในลักษณะที่เหยียดหยามใครๆว่าเป็นคนโง่ เพราะเราอาจจะเป็นคนโง่เช่นนั้นเพราะเหตุนั้น-อยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว

•   ถ้า เราประมาทอย่างเต็มที่ขึ้นมาเมื่อไร ก็อาจจะเผลอรู้สึกว่า พี่ชาย-พี่สาว-ป้า-น้า-บิดา-มารดา-ครูบาอาจารย์-พระสงฆ์องค์เจ้า-แม้กระทั่ง พระพุทธเจ้า เป็นคนโง่ไปทั้งหมดก็ได้

•   คำพูดที่หยิ่งยโส สามหาว คือผลของความโง่ในการโอ้อวดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องอวด มันเกิดมาจากภวตัณหา ที่ปรุงขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้สึกตัว

•   ความคิดที่ดำเนินไปมากกว่า เหตุ จนไม่คิดที่จะทำอะไร หรือรับผิดชอบอะไร นั้นมิใช่การปล่อยวาง หากแต่เป็นกิเลสประเภทวิภวตัณหา ที่มีอยู่อย่างไม่รู้สึกตัวเดือดขึ้นมา

•   ความ เคารพตัวเองที่แท้จริงนั้น ต้องยอมรับพิจารณาความคิดของผู้อื่นด้วย ผิดจากความหยิ่งยโส ยกหูชูหาง ซึ่งไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของใครเอาเสียเลย

•   สิ่ง ที่เราเคยอยากได้ อยากจะให้เขาช่วยให้ได้ และพอใจอย่างยิ่งเพื่อได้ จะมีได้สักวันหนึ่งต่อเมื่อเหตุการณ์ภายในความรู้สึกของเราได้เปลี่ยนแปลงไป อยู่ในความรู้สึกที่ตรงกันข้าม คือมองเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าได้-น่าเอา-น่าเป็น

•   สมาธิที่แท้ จริง และไม่ต้องทำขึ้นมา แต่เป็นเองก็มีอยู่ คือเมื่อจิตไม่ต้องการอะไร และรู้สึกอยู่ในความไม่ต้องการอะไรนั้น แม้ชั่วคราว

•   ความรู้และความหลุดพ้นแท้จริงชนิดตัวอย่างนั้น มีอยู่คือเมื่อจิตไม่ต้องการอะไรและซึมซาบอยู่ในความรู้สึกนั้น แม้ชั่วคราว

•   เรา กล่าวได้ว่า “จิตหลุดพ้น” แต่เราไม่อาจกล่าวได้ว่า “อัตตาหลุดพ้น” เพราะว่าหลุดพ้นหมายถึง หลุดพ้นจากความยึดถือว่า “อัตตา” นั่นเอง

•   ความ ว่าง (สุญฺญตา) มิได้หมายถึงความไม่มีอะไรเลย แต่หมายถึงความที่จิตว่างจากความยึดถืออะไรๆว่าตัวตน กำลังรู้สึกและเข้าถึงภาวะแห่งความว่างนั้นอยู่ นั่นแหละคือความว่างของจิต ที่กำลังว่าง

•   เราสามารถทำงานหนักให้กลายเป็นของเล่นน่าสนุกได้ โดยทำอย่าให้มีความรู้สึกว่าตัวกูเป็นผู้กระทำให้ตัวกู แต่ให้เป็นการกระทำของจิตที่ว่างจากตัวกู

•   ความบริสุทธิ์ของจิตมี สองชนิด ชนิดแรกเมื่อก่อนเกิดอัตตา แต่ยังเปลี่ยนเป็นไม่บริสุทธิ์ได้ บริสุทธิ์ชนิดหลัง คือเมื่อละอัตตาได้พร้อมทั้งเหตุ จะเปลี่ยนไปเป็นไม่บริสุทธิ์อีกไม่ได้

•   ความอร่อยและความไม่อร่อย นั้น เป็นเพียงความรู้สึก ยังไม่จัดเป็นกิเลส ต่อเมื่อเกิดพอใจหรือไม่พอใจ จึงจะจัดเป็นกิเลส ดังนั้น จะกินมันดูทั้งที่อร่อยหรือไม่อร่อย เพื่อการศึกษาหรือการทดสอบก็ยังได้

•   การบวชที่แท้จริง อยู่ที่การบวชใจ คือหลบหลีกจากการเกิดกิเลสและการเกิดทุกข์ การบวชทางกายภายนอกเป็นเพียงการให้ความสะดวก หรือความง่ายแก่การบวชใจ

•   ศิลป วัตถุชั้นประณีตศิลป์วิจิตรศิลป์ อันมากมายมหาศาลตลอดกาลยาวนานในการสร้างและการรักษานั้น ทำให้มนุษย์เสียเวลาและแรงงานในการค้นหานิพพานไปสักเท่าใด เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง



•   ยอด ศิลปะของมนุษย์เท่าที่ข้าพเจ้ารู้จัก คือ “การรู้จักตายเสียก่อนตาย” (ตัวกูตายก่อนร่างกายตาย) เพราะเป็นสิ่งที่สามารถดับทุกข์ทุกชนิด-ทุกเวลา-ทุกแห่งหน

•   ขึ้น ชื่อว่าศิลปะ ย่อมต้องการความฉลาดและฝีมืออันประณีต ทั้งทางกายและทางจิต ดังนั้นการประพฤติธรรมจึงมีอาการที่รู้สึกกันว่า “ยาก” บ้าง เป็นธรรมดา อย่าได้สงสัยหรือประหลาดใจเลย

•   สิ่งที่เรียกว่า ไสยศาสตร์ ยังต้องเก็บไว้ให้คนปัญญาอ่อน ที่ต้องถือไสยศาสตร์ไปพลางก่อน เพราะเขายังไม่อาจเขาถึงและถือธรรมะได้

•   ถ้า เราเข้าใจศาสนาผิด เราก็จะได้แต่นั่งอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนา โดยไม่มีการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องและเพียงพอแก่การดับทุกข์เสียเลย

•   การ เข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องนั้น คือเพื่อการดำรงชีวิตชนิดที่ไม่รู้สึกเป็นทุกข์เลย และทั้งเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือโลกทั้งหมดด้วย

•   โลกุตตระไม่ เกี่ยวกับการออกบวช ปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ในวัดหรืออยู่ในป่า แต่เป็นการดำรงจิตอยู่เหนืออิทธิพลของอารมณ์ทั้งหลายในสากลโลก

•   คำว่า “โลก” มีทั้งในภาษาวัตถุ และภาษาธรรม และโลกที่ตรัสว่าโลกคือทุกข์นั้น เป็นโลกในภาษาธรรม คือสิ่งที่ยึดถือแล้วเป็นทุกข์

•   คำ ว่า “ชาติ” เป็นคำที่ตรัสไว้ทั้งสองชนิด คือภาษาคนและภาษาธรรม และชาติที่ให้เกิดทุกข์จริงๆนั้น เป็นการเกิดแห่งตัวกูทางจิตใจ ด้วยอุปาทาน มิใช่เกิดทางกายจากท้องมารดา เมื่อยังไม่เกิดชาติทางอุปาทาน การเกิดทางกายจากท้องมารดา ก็ยังไม่มีความหมาย

•   จะมีเงินอำนาจ วาสนายศศักดิ์บริวารมากมาย มีมือปืนคุ้มครองตั้ง 20 คน ก็ยังมีความทุกข์ทรมานใจอยู่นั่นเอง มีธรรมะอย่างเดียวเท่านั้น จะไม่มีทุกข์ รีบรู้จักกันเสียเถิด

•   แห่กันมากมายหลายแห่งหน ว่ามาศึกษาธรรมะ แต่ก็ไม่ได้อะไรไปนอกจากพรลมปากอย่างน่าสงสาร เพราะไม่รู้ว่าธรรมะคืออะไร สนใจได้แต่เรื่องสนุกๆ

•   รู้สึกละอาย อยู่เหมือนกัน ที่ตั้งใจจะพูดเรื่องธรรมะแท้อย่างถูกต้อง ผู้ฟังก็หลับเสียเป็นส่วนมาก ถ้ามีตลกโปกฮาบ้าง แรดเหล่านั้นจะฟังอย่างหูผึ่ง

•   ผู้เฒ่าสมัยก่อนเมื่อใครไหว้ท่าน ท่านจะตอบว่า “ไหว้พระนะลูกนะ” นี่แสดงว่าท่านไม่ปล้นเอาเกียรติหรือคุณของพระองค์มาเป็นของตน แต่คนสมัยนี้รับเอาเป็นของตัวเอง แล้ววางผึ่งเมื่อมีใครไหว้

•   ไม่ ต้องเสียใจ! ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาต้องมี แต่ก็แก้ไขได้ด้วยความฉลาด ที่ความผิดพลาดมันสอนให้เรา ทุกครั้งที่เราทำผิดไปนั่นเอง

•   เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ที่ด้อยกว่า ก็แสดงกิริยาอย่างหนึ่ง ที่เสมอกัน ก็อีกอย่างหนึ่ง โดยไม่ต้องเจตนา นี้เป็นของธรรมดา ที่ประเสริฐกว่านี้ ก็ต้องแสดงอย่างเสมอกันทั้งสามชนิด โดยไม่ต้องเจตนาอีกอย่างเดียวกัน

•   อยู่โดยไม่ต้องมีความรู้สึกว่า เราดี-เด่น-ดัง อะไรเลย เพียงแต่รู้สึกว่าเราเป็นผู้มีประโยชน์ที่สุดคนหนึ่ง นั่นแหละถูกต้องและเป็นสุขแท้

•   ของอร่อยหรือสวยงามมาถึงเข้าก็ บริโภคได้เพื่อความฉลาดในสิ่งนั้นๆ มิใช่เพื่อความหลงใหลในสิ่งนั้น ถ้าแสวงหามาแล้วบริโภคด้วยความหลงก็กลายเป็นความโง่ทันที

•   ในพุทธ ศาสนา ไม่มีอะไรที่มิใช่ “ธาตุ” แม้แต่ขี้ฝุ่นอณูหนึ่งถึงรูปธรรม นามธรรม กระทั่งนิพพาน คำว่า “ธาตุ” ในที่นี้หมายถึง คุณสมบัติที่เป็นนามธรรมของสิ่งนั้นๆ มิได้เล็งถึงวัตถุล้วนๆ



•   “ทั้ง วันฉันไม่ได้ทำอะไร แต่ทุกอย่างถูกต้องหมด” เพราะไม่มีอุปาทานว่าตัวตนเป็นผู้ทำอะไร จึงเท่ากับไม่ได้ทำอะไร เพราะปราศจากอุปาทานว่าตัวตนอยู่ตลอดเวลา

•   โลกทั้งหมดตั้งขึ้นและ ดับลงที่ผัสสะ ถ้าควบคุมผัสสะได้ ก็คือควบคุมโลกทั้งหมดได้ และนั่นก็คือควบคุมความทุกข์ทั้งปวงได้ ทั้งทางวัตถุและทางจิต

•   ภาวะ บริสุทธิ์ของจิตมีสองชนิด หรือสองขั้นตอน คือบริสุทธิ์เพราะกิเลสยังไม่เกิด หรือก่อนแต่กิเลสเกิด และเพราะกิเลสเกิดไม่ได้อีกต่อไป

•   ยิ่ง อยากเป็นพระอรหันต์ ยิ่งไกลจากความเป็นพระอรหันต์ ยิ่งไม่อยากเป็น และไม่อยากอะไรเลย ก็ยิ่งเป็นพระอรหันต์อยู่ในตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่ควรศึกษาอย่างยิ่ง

•   ต้องการจะให้-มิใช่ต้องการจะ เอา แม้มันจะต่างกันเป็นคนละอย่าง แต่มันก็รวมอยู่ในความไม่ต้องการอะไรมาเป็นของตัว เพราะไม่มีตัวที่จะให้หรือจะเอา

•   การสอบไล่ได้-ตก นั้นมีแต่ในเรื่องของสุตมยปัญญาและจินตมยปัญญาบ้าง หามีในกรณีของภาวนามยปัญญาไม่ อย่าอวดดีไปนักเลย ผู้สอบไล่ได้ทั้งหลายเอ๋ย! ท่านจะไม่พบกับความดับทุกข์

•   บุญ-บาป เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับเจตนา และรู้สึกอยู่แก่ใจทั้งนั้น มันสำคัญอยู่ที่ว่า เราบังคับจิตให้ทำ หรือให้เว้นได้หรือไม่ เท่านั้น

•   ระวัง การคิดปรุงของจิต มันอาจจะเอาเรื่องที่ไม่ควรคิด หรือยังไม่ต้องคิด มาคิดปรุงให้รู้สึกเป็นทุกข์หรือสุขได้ ซึ่งเป็นเรื่องหลอกโดยเท่ากัน

•   วัน คืนล่วงไปๆ มิได้ล่วงไปเปล่า แต่ได้ทำให้ชีวิตมีความรู้ หรือมีประสบการณ์เพิ่มขึ้นโดยเท่ากัน หากแต่คนโง่ไม่รู้สึกและไม่รู้จักนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เท่านั้น

•   “กิน ดี-อยู่ดี” นั่นแหละระวังให้ดี มันทำให้เป็นโรคทางกาย (แม้ทางตา) และโรคทางจิต คืออุปาทานในความอร่อยสวยงาม ล้วนแต่นำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจในภายหลัง ต้องเปลี่ยนให้เป็นว่า “กินอยู่แต่พอดี” จึงจะปลอดภัย

•   ความแตกฉานทางปรมัตถ์ปรัชญานั้น เป็นเรื่องต่างหากจากความเป็นพระอรหันต์ อย่าเอาไปปะปนกัน อาจจะลืมตัว แล้วสำคัญตนว่าเป็นอรหันต์ก็ได้

•   ปัญหาที่ว่า พระเจ้ามีจริงหรือไม่? เป็นบุคคลหรือมิใช่บุคคล? ประทานคัมภีร์มาให้จริงหรือไม่? เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สำคัญอยู่ที่ว่าคำสอนที่บอกให้นั้น ถ้าปฏิบัติตามแล้วดับทุกข์ได้จริงหรือไม่ เท่านั้น

•   อย่ามัวเป็น ห่วง ว่าเขาจะตอบแทนไม่คุ้มกับความดีที่เราทำแก่เขา เพราะความดีของเรา ถ้าดีจริงย่อมยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะตอบแทนให้คุ้มกันได้หลายเท่านัก

•   ชีวิตของเรามีค่ามากสำหรับเราเพียงไร แต่ก็ยังไม่เกินกว่าที่เราจะเสียสละมันไปเพื่อความรอดสำหรับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกของเรา

•   คำ ว่า “เพื่อนเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย” มีสองความหมาย คือเพื่อนมีกิเลสแล้วจมอยู่ในกองกิเลสหรือกองทุกข์ด้วยกัน นี้อย่างหนึ่ง เพื่อนต่อสู้กิเลสและพ้นจากกิเลส พ้นจากเกิด-แก่-เจ็บ-ตายด้วยกัน นี้อีกอย่างหนึ่ง ระวังให้ดีๆ จงเป็นเพื่อนเกิด-แก่-เจ็บ-ตายด้วยกันอย่างถูกต้อง

•   ถ้าท่านเข้า ใจเรื่องสังสารวัฏ หรือการเกิดใหม่ทางวิญญาณในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ของแต่ละวันๆ ท่านก็อาจจะเห็น-เรียนรู้-เข้าใจ-สัมผัสกับสันทิฏฐิกนิพพานได้จริง และอย่างสบหลักวิทยาศาสตร์

•   ไปทะเลาะทุ่มเถียงกับเสือเสียยังดีกว่าไปทะเลาะกับคนโง่ เพราะคนโง่ไม่มีเหตุผล หรือถ้ามีก็มีแต่เหตุผลของคนโง่



•   คำ ว่า “ชาติ” หมายถึงประเทศชาติ ก็อย่างหนึ่ง หมายถึงการเกิดจากท้องมารดานั้นก็อย่างหนึ่ง แต่ชาติชนิดที่เกิดทุกทีแล้วเป็นทุกข์ทุกทีนั้น คือชาติที่เกิดจากอวิชชาสัมผัส คือเกิดเป็นอุปาทาน รู้สึกอยู่ว่าตัวกู-ของกู

•   ภิกษุที่เห็นภัยในวัฏฏสงสาร หรือแม้ในโลกนี้อย่างแท้จริง ก็มีคำพูดที่ควรรับฟังเช่นเดียวกับของพระอรหันตชินะ บางทีจะเหมาะแก่คนสมัยนี้ยิ่งกว่าเสียอีก

•   บางทีความขี้เกียจของเรามีกำลังมากกว่าความอยากดีมีประโยชน์ ดังนั้นต้องฝึกการบังคับจิตให้ได้มากพอกับความมีสติปัญญาของเรา

•   ส่วน มาก เขาจะว่าดี ก็ต่อเมื่อเขาได้รับประโยชน์จากการกระทำของเรา ถ้าเขาไม่ได้ประโยชน์เช่นนั้น แต่ไปได้กับผู้อื่น เราก็เป็นคนดีที่เขาไม่ต้องการ

•   ระบบกายขึ้นอยู่กับระบบจิต ระบบจิตจึงอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่ระบบกาย แม้ในทางเคมี ทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆเกิดขึ้น เป็นความรัก-โกรธ-เกลียด-กลัว-วิตกกังวล-อาลัยอาวรณ์-อิจฉาริษยา-หึง-หวง ดังนั้น ควรฝึกฝน หรือพัฒนาระบบจิต

•   การพิจารณาเพื่อชนะกามโดย พิจารณาเป็นของปฏิกูล ดังที่สอนๆกันอยู่ มีทางสำเร็จน้อยกว่าการพิจารณาโดยความเป็นของธรรมดาของสัตว์ ที่ยังมีความเป็น “สัตว์” แล้วเกิดความละอาย

•   แม้ผู้พูดความจริง ได้ตายไปแล้ว แต่ความจริงยังคงอยู่ มิได้ตาย นั่นเป็นเพราะความจริงนั้นเป็นของธรรมชาติที่ไม่ตาย เพียงแต่อาศัยปากคนแสดงตนออกมาเท่านั้น

•   ความดีชนิดที่เปลี่ยนได้ ดับได้ นั้นเป็นสังขตธรรมฝ่ายกุศล แต่มีชนิดหนึ่งเป็นอย่างตรงกันข้าม ไม่เป็นเช่นนั้น (เป็นอริยธรรม) ระวังอย่าเอามาปนกัน เมื่อเราพูดกันถึงความดี

•   ในการศึกษาธรรมะนั้น สิ่งที่ต้องรู้จักกันเสียก่อนอย่างชัดเจน คืออุปาทาน (Spiritual Attachment) และความทุกข์อันเป็นผลเกิดจากสิ่งนั้น ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ในความรู้สึก มิใช่การอ่านหรือการคำนวณโดยเหตุผล

•   โลกทั้งหมดขึ้นอยู่กับความรู้สึกทางผัสสะ เกิดดับอยู่กับการเกิดดับของผัสสะ เราจึงควบคุมและปรับปรุงโลกได้ ด้วยการกระทำต่อผัสสะ

•   ความ ทุกข์ทั้งปวงสรุปรวมอยู่ที่อุปาทาน อันแสดงอาการออกมาเป็นความรัก-โกรธ-เกลียด-กลัว-วิตกกังวล-อาลัยอาวรณ์- อิจฉาริษยา-หึงหวง-อาฆาตพยาบาท-ความดิ้นรนทางเพศ-ความละเหี่ย-และความ ฟุ้งซ่าน ดังนั้นจงรู้จักสิ่งที่เรียกว่าอุปาทานให้ถึงที่สุด

•   ความ ดับแห่งทุกข์มีอยู่ในตัวความทุกข์ ดังนั้นพอรู้สึกเป็นทุกข์ ก็จงมองหาเหตุของมันในตัวมัน พบแล้วจะพบความดับทุกข์ที่นั่นเอง ราวกะว่าจะหาพบจุดเย็นที่สุดในกลางเตาหลอมเหล็กที่ลุกโชน เราเรียกกันว่า “หานิพพานท่ามกลางวัฏฏสงสาร!”

•   มีความรู้จริงเห็นจริงว่า หน้าที่การงานของสิ่งที่มีชีวิตนั่นแหละคือธรรมะ หรือพระเจ้า ที่จะช่วยได้จริงๆ ดังนั้นจงทำหน้าที่ทุกอย่างด้วยความรู้สึกว่า เป็นการปฏิบัติธรรมก็พอใจ และรู้สึกเป็นสุข

•   ความสุขตามที่คน ธรรมดาสามัญเข้าใจกันนั้น หาใช่ความสุขไม่ เป็นเพียงความเพลิดเพลินที่หลอกลวงทางอายตนะ และแพงมาก ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ทำให้เงินเหลือ

•   ทุก ศาสนามุ่งที่ความรอด เป็นจุดมุ่งหมายเหมือนกันทั้งนั้น รอดตาย(ทางกาย) รอดจากทุกข์(ทางจิต) แม้วิธีการให้รอดนั้น จะต่างกันบ้าง





•   ถ้า ดูตามความหมายของสัญลักษณ์กางเขนแล้ว ศาสนาคริสต์ก็เสนอให้ตัดตัวตน (ตัวกูของกู) ด้วยเหมือนกัน (ตัว I ที่ยืนอยู่และถูกตัดที่คอ) และสอนไม่ให้ติดดีติดชั่ว (คำสอนหน้าแรกๆของคัมภีร์ไบเบิล ที่พระเจ้าห้ามไม่ให้อาดัมกับอีฟกินผลไม้ของต้นไม้ที่ทำให้รู้สึกดีชั่ว จนติดดีติดชั่ว)

•   ต้องรู้จักความต่างกันของเครื่องมือดับทุกข์ ทั้งสามอย่าง คือ ความรู้-ความเข้าใจ-ความเห็นแจ้งแทงตลอด มิฉะนั้นจะไม่เข้าถึงสิ่งที่ดับทุกข์ได้



•   ธรรมะ มิได้เป็นของตะวันออกหรือตะวันตก แต่เป็นของทุกๆปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นสากลจักรวาล (cosmos) ดังนั้น เป็นการน่าหัวที่จะพูดว่า ศาสนาของตะวันออกหรือศาสนาของตะวันตก

•   โดยอาศัยอำนาจของธรรมะ เราสามารถมีชีวิตชนิดที่ไม่มีการกระทบกระทั่ง และไม่มีความทุกข์ทุกๆชนิดเหนือธรรมดา

•   อย่า เข้าใจผิดต่อคำว่า “เหนือโลก” จนไม่ได้รับประโยชน์อะไร จากสิ่งอันประเสริฐนี้ คือการอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งแวดล้อมใดๆในโลกนี้

•   ภาษา คน นั้นพูดกันอย่างมีตัวตน ส่วนภาษาธรรมของพระอริยเจ้านั้น พูดกันอย่างไม่มีอะไรที่เป็นตัวตน มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตาของธรรมชาติ

•   ชีวิตใหม่ที่ปราศจากการกระทบกระทั่งและความไม่สบายใจทุกๆชนิดนั้น เป็นสิ่งที่มีได้เมื่อชีวิตนั้นประกอบด้วยธรรม

•   พุทธะเป็นใครก็ได้ ถ้าเป็นผู้รู้-ตื่น-เบิกบาน

•   นิพพานเป็นของได้เปล่า เมื่อสลัดตัวกูออกไปเสีย

•   นิพพานหาพบได้ที่วัฏฏสงสาร

•   นิพพาน คือ “ตัวกู” ตายเสียก่อนแต่ร่างกายตาย

•   ทำงานและมีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่างจากตัวกู

•   มีสติเมื่อผัสสะ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดทุกข์

•   เพชรในหัวคางคก (ความรู้ที่ทุกข์สอนให้) นั้นมีอยู่

•   ตัวกู-ของกู จอมศัตรูตัวร้ายกาจ

•   เรื่องดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ บุญ-บาป ยังมิใช่ความสงบ

•   นรกสวรรค์ในพุทธศาสนา มีอยู่ที่อายตนะนั่นแหละ

•   คนไม่เห็นโลก เหมือนนกไม่เห็นฟ้า

•   อย่าไปกินเนื้อกินผัก กินแต่อาหารไม่มีโทษก็พอ

•   พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มิได้ตรัสรู้ในมหาวิทยาลัย

•   พระอรหันต์ทุกองค์ก็มิได้บรรลุในมหาวิทยาลัย

•   ผู้ทำบุญไปสวรรค์ต้องรู้ไว้ว่า เทวดาเขาต้องจุติมาสุคติกันที่มนุษยโลก

•   คำว่าสังขาร แปลว่าของปรุง-การปรุง มิใช่ร่างกายคร่ำคร่าสำหรับจะตาย

•   ชีวิตใหม่ คือชีวิตที่ปัญหาและคำถามเกี่ยวกับความทุกข์จางลงและหมดไป

•   ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ (ไม่มีความสงบ) จะเอาความสงบต้องพ้นชั่วพ้นดี เหนือบาป เหนือบุญ

•   หัวใจพุทธศาสนาที่สัญลักษณ์ไม้กางเขน คือ “ตัดตัวกู”

•   หัวใจ พุทธศาสนาที่หน้าแรกๆของไบเบิล คือไม่ยึดติดในความดีและความชั่ว (คำสอนหน้าแรกๆของคัมภีร์ไบเบิล ที่พระเจ้าห้ามไม่ให้อาดัมกับอีฟกินผลไม้ของต้นไม้ที่ทำให้รู้สึกดีชั่ว จนติดดีติดชั่ว)

•   ทุกคนสามารถเป็นพุทธทาสได้ ไม่มากก็น้อย แต่เขาไม่สนใจกันเสียเลย

•   คนโง่พูดว่า มีแต่เวลากินเรา เราไม่อาจกินเวลา

•   การงานทุกชนิดสอนให้เราฉลาดขึ้นนิดหนึ่งเสมอไป แม้ที่สุดแต่การกวาดขยะ

•   จะให้ใครขยันต้องให้วิธีป้องกันโรคจิตไปด้วย

•   สิ่งที่หลอกลวงเราที่สุด ก็คือสิ่งที่เราเรียกชื่อมันว่า “ความสุข”

•   มีธรรมะแล้วก็เหมือนอยู่ในมุ้ง แล้วกวักมือยุง (ความทุกข์) ให้มากัด

•   ถ้าดูให้ดี มีแต่ได้ ไม่มีเสีย แม้แต่ความทุกข์และความตาย ซึ่งเกลียดกลัวกันนัก

•   ของถูก-ของดี-ของจริง-ของงาม คือดับทุกข์ได้





จากหนังสือ ความลับสุดยอด (พุทธทาสภิกขุ)