วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แกงเขียวหวานไก่....ไม่มีจริง

แกงเขียวหวานไก่....ไม่มีจริง
 


หลาย ท่านอาจเคยได้ยิน  ได้ฟังเรื่องของแกงเขียวหวานไก่...ที่ระบบได้เคยขยายให้ฟังไปบ้างแล้ว  แต่เชื่อว่าหลายท่านอาจจะยังไม่เคยได้รับทราบ   และอาจกำลังสงสัยว่า  แกงเขียวหวานไก่...ทำไมจึงไม่มีจริง

ความ จริงแล้ว  สิ่งที่ระบบได้เคยกล่าวไว้  ว่าทุกอย่างล้วนเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ  มันเป็นธรรมชาติอยู่เช่นนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ไม่ว่าใครจะชอบใจหรือไม่ชอบใจ  ก็ไม่อาจไปเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้

ดอก กุหลาบ  ดอกกล้วยไม้  หรือดอกดาวเรือง   ก็เป็นดอกไม้ตามธรรมชาติเท่าเทียมกัน  แม้จะมีความแตกต่างกันในแต่ละลักษณะ  แต่ละสายพันธ์ของต้นไม้   แต่เขาเท่าเทียมกันในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  เกิดอยู่ในธรรมชาติ

ตัวต้นไม้ก็มีอยู่  ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ  โดยไม่เคยเปรียบเทียบกัน  ขึ้นมายังไง...ก็เป็นยังงั้นตามธรรมชาติ 

มี แต่มนุษย์เท่านั้น  ที่เป็นผู้เปรียบเทียบ  ใครชอบกุหลาบก็ว่ากุหลาบดีกว่า  ใครชอบกล้วยไม้  ก็ว่ากล้วยไม้ดีกว่า  ใครชอบดาวเรืองก็ว่าดาวเรืองดีกว่า   

กุหลาบดีกว่า  มีกลิ่นหอม  สีสวย  กล้วยไม้แข็ง ๆ ยังไงไม่รู้  ไม่เห็นสวยเลย
กล้วยไม้ดีกว่า  สวยคลาสสิค  ทนทาน  และมีรูปลักษณะสวยงามเป็นช่อ  กุหลาบไม่เห็นดีเลย  หนามเยอะเดี๋ยวก็เหี่ยวแล้ว
ดาวเรืองดีกว่า  ปลูกง่าย  สีเหลืองบานสะพรั่งดูแล้วเย็นตา  บูชาพระก็ได้

ดอกไม้ทั้งหลาย ไม่มีผิด  ไม่มีถูก  เขาเกิดมาตามธรรมชาติอย่างนั้น
ผู้ที่ชื่นชอบดอกไม้ทั้งหลาย  ใครชอบดอกอะไร  ก็ไม่มีผิด  ไม่มีถูก  เพราะทุกอย่างล้วนถูกต้องตามจริตของแต่ละคน

แต่ถ้าชอบดอกกุหลาบ  แต่ไม่ชอบดอกดาวเรือง  ทุกข์ใจทุกครั้งที่เห็นดอกดาวเรือง  นั่นย่อมไม่ถูกต้องตามธรรมชาติ
เพราะทุกข์นั้นมันเกิดกับเรา  ในขันธ์ 5 ของเรา  มันไม่ได้เกิดกับดอกไม้เหล่านั้น

ทุกอย่างเป็นของมันอยู่อย่างนั้น  เป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้น  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสมมุติของใคร


..แกงเขียวหวานไก่

ธรรมชาติ....
การปรุงแต่ง...
สมมุติภาษา....


พอ กล่าวว่า....แกงเขียวหวานไก่....หลายคนก็คงมองเห็นภาพ  สีสันของอาหารชนิดนี้  กลิ่นของแกงเขียวหวาน และรับรู้ถึงรสชาดว่าอร่อยแค่ไหน

ความหิวเริ่มถามหา  ความอยากทานเข้ามาแทนที่

อะไรกัน  แค่พูดคำว่า  แกงเขียวหวานไก่ ... แค่นี้  ทำให้คนรู้สึกหิวได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

นั่นเพราะว่า...สัญญาที่จดจำไว้  มีหมด  ทั้งรูป  รส  กลิ่น  สีสัน  สัมผัส  และเกิดอารมณ์ความพอใจ

เมื่อเอ่ยคำว่า  แกงเขียวหวานไก่  ความจำได้  อารมณ์ทั้งหลายเลยพากันออกมาเป็นชุด

แต่ถ้าบอกเนื้อไก่
แต่ถ้าบอกมะเขือ 
แต่ถ้าบอกพริกแกง
แต่ถ้าบอกกะทิ
แต่ถ้าบอกใบโหระพา
แต่ถ้าบอกพริกอ่อน



รับฟังไปก็ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรมากมาย  เพราะมันเป็นของมันอย่างนั้นตามคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งของแต่ละชนิด
พริกแกงก็เผ็ด  กะทิก็มัน  มะเขือก็ขื่น ๆ โหระพาก็มีกลิ่น  เนื้อไก่ก็เป็นอย่างนั้น พริกอ่อนก็เผ็ด

ฟังแล้วก็ไม่ทำให้เกิดความหิวขึ้นมาได้ ... แต่ถ้ารวมกันแล้วกลายเป็น...แกงเขียวหวานไก่  กลับทำให้เกิดอยากทานได้เหมือนกัน

เพราะสัญญาที่รับรู้มา  มันปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกพอใจ  เพราะชอบทานแกงเขียวหวานไก่นั่นเอง


แต่ จะเข้าใจได้หรือไม่ว่า...แกงเขียวหวานไก่...มันไม่ได้มีอยู่จริง  มันเป็นการรวมกันของวัตถุปัจจัยทั้งหลาย  แล้วปรุงแต่งไป  จนกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง  แล้วสมมุติให้มันชื่อนี้

ระบบได้แยกแยะให้ฟังว่า 
มนุษย์ชอบติดอยู่กับสมมุติภาษา  สมมุติว่าอะไรก็จะจดจำ  แล้วก็มีความสุข  ความทุกข์กับสมมุตินั้นอย่างแยกไม่ออก

ดังนั้น  จึงได้อธิบายว่า  ....  แกงเขียวหวานไก่  เป็นการสมมุติขึ้นเพราะเหตุใด ?


แกงเขียวหวานไก่   มีวัตถุดิบอะไรบ้าง ให้บอกมา

เนื้อไก่ มะเขือ  พริกแกงเขียวหวาน กะทิ  พริกอ่อน ใบโหระพา 

ทุกอย่างใส่แยกไว้คนละจาน

ดูนะนี่อะไร  เนื้อไก่  นี่อะไร  กะทิ  นี่อะไร มะเขือ นี่อะไร  พริกอ่อน....

จากนั้นตั้งไฟ...แล้วเอาทุกอย่างใส่ลงไปในหม้อ  ตามขั้นตอน  วิธีการปรุงใส่เครื่องปรุงส่วนผสมเช่น น้ำปลา น้ำตาล

พักหนึ่งยกลงจากเตาไฟ  เปิดหม้อออกมา  กลิ่นหอมฉุย  สีสันสวยงาม  ถามว่า


นี่อะไร  ?

แกงเขียวหวานไก่

ไม่ใช่...ไม่ใช่  นี่อะไร?

แกงเขียวหวานไก่

ไม่ใช่  ไม่ใช่แกงเขียวหวานไก่

แกงเขียวหวานไก่ไม่มี...นี่อะไร...?

เอาใหม่นะ   แยก ๆ  ทุกอย่างออกมา  แล้วดูกันใหม่ 

นี่อะไร  พริกแกง  นี่อะไร  กะทิ  นี่อะไร เนื้อไก่ .....

ดูนะ  เอาทั้งหมดใส่หม้อรวมกัน ตั้งไฟ  เสร็จแล้วยกลง 

นี่อะไร  แกงเขียวหวานไก่

ไม่ใช่   ....   แกงเขียวหวานไก่   มีที่ไหน 

นี่พริกแกง นี่มะเขือ นี่กะทิ  นี่พริกอ่อน  นี่เนื้อไก่ นี่ใบโหระพา  แล้วไหนล่ะแกงเขียวหวานไก่

ชี้ไปตรงไหนก็ปะทะ มะเขือ  ชี้ไปตรงไหน ก็ปะทะเนื้อไก่ ชี้ไปตรงไหนก็ปะทะกะทิ  ชี้ไปตรงไหนก็ปะทะพริกแกง 

ไม่เห็นมีแกงเขียวหวานไก่   แกงเขียวหวานไก่...ไม่มีจริง

แกงเขียวหวานไก่เพิ่งเกิดขึ้น  เพิ่งสมมุติขึ้นเดี๋ยวนี้เอง

เมื่อสักครู่นี้ยังไม่มีแกงเขียวหวานไก่เลย


มีแต่สิ่งที่นำมาปรุงแต่งรวมกัน ผสานกับความร้อน  จนเกิดการแปรสภาพจากสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง

แล้วสมมุติให้มันชื่อ  แกงเขียวหวานไก่  ....  เท่านั้นเอง

มีวัตถุดิบต่าง ๆ มารวมกัน  มีความร้อน  จนเกิดการคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน

เป็นการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย  จนเกิดเป็นแกงเขียวหวานไก่ขึ้นมา

โดย ความเป็นตัวตนของแกงเขียวหวานไก่  ไม่มีจริง ไม่มีตัวตนจริง ๆ มีแต่การสมมุติตามลักษณะอย่างนี้  รสชาดอย่างนี้  สมมุติให้ชื่อแบบนี้

อยู่ที่ใครเป็นคนที่สมมุติให้ชื่อนี้...เป็นคนแรก 

จากนั้น  คนต่อ ๆ มาก็จดจำ  บันทึกเอาไว้  แล้วสุข  ทุกข์  กับแกงเขียวหวานไก่...ได้เหมือนกัน

คนที่ชอบ  ได้ยินก็พอใจ  เป็นสุข
คนไม่ชอบ ได้ยินก็ไม่พอใจ เป็นทุกข์ 

นี่คือการปรุงแต่งขึ้นมาเห็น ๆ  แล้วสมมุติให้มันเป็นชื่อนั้น  ชื่อนี้  ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ได้มีอยู่จริงตั้งแต่ทีแรก 
มี เพียงคนในภูมิภาคนั้น ๆ ในประเทศนั้น ๆ ในความเข้าใจของภาษานั้น ๆ รับรู้ในสมมุติเดียวกัน  จึงบันทึกไว้เหมือนกัน  และมีความพอใจ  ไม่พอใจในสิ่งที่สมมุตินั้นเหมือนกัน


แต่ถ้าคนประเทศอื่น  เขามาเห็น  เขาก็ไม่มีสุข  มีทุกข์กับแกงเขียวหวานไก่  เพราะเขาไม่เคยบันทึกไว้ เขาก็ไม่รับรู้  ไม่เกิดความพอใจ ไม่พอใจ  เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้รสชาดว่ามันเป็นยังไงนั่นเอง

แกงเขียวหวานไก่  จึงไม่มีอิทธิพลกับคนเหล่านั้น

นี่คือสมมุติ  ใครสมมุติให้สิ่งไหน เรียกอะไร  ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้มีอยู่จริงตามนั้น

มันเป็นของมันอย่างนั้นเองตามธรรมชาติ  สิ่งนี้  รวมกับสิ่งนี้  รวมกับสิ่งนี้  แล้วมีกระบวนการปรุงแต่ง ก็เลยออกมาเป็นรูปแบบเช่นนี้

แล้ว แต่ใครจะเรียกมันว่าอะไร  จะสมมุติมันเป็นชื่อแบบไหน  แกงเขียวหวานไก่  แกงเผ็ดไก่  ผัดพริกไก่  มันก็ยังคงเป็นของมันแบบนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเรียกว่ามันว่าอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยที่มารวมกันแล้วออกมาเป็นอย่างนั้นนั่นเอง


แป้ง - น้ำ  ผสมกันปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ  น้ำตาล  กะทิ  น้ำ  รวมกัน  ใช้กระบวนการความร้อน  ก็กลายเป็นขนมบัวลอย

ขนมบัวลอยมาจากไหน 

ขนมบัวลอยเพิ่งเกิดมาใหม่  หลังจากนำสิ่งทั้งหลายมาปรุงแต่งรวมกัน

แล้วสมมุติว่าหน้าตาอย่างนั้น...ควรชื่อ บัวลอย



ก็คงไม่ต่างไปจากที่ธรรมะได้เคยอ่านมา   ได้เปรียบเทียบไว้ว่า 

รถยนต์ไม่ได้มีจริง
เป็นโดยสมมุติ...ว่าสิ่งที่วิ่งได้นี้เรียกว่า  รถยนต์


แต่ถ้าแยกออกเป็นชิ้น ๆ แล้วก็จะเห็นว่า  ไม่ได้มีรถยนต์อยู่เลย
รถยนต์  เป็นการสมมุติขึ้นมา  เพื่อให้เข้าใจตรงกัน 

เป็นการนำเอาสิ่งสมมุติต่าง ๆ มารวมกัน  ประกอบกัน  แล้วเรียกสิ่งนั้นว่ารถยนต์

เมื่อ แยกออกก็ไม่มีรถยนต์ ชี้ไปที่สิ่งใดก็เป็นประตู  เป็นตัวถัง  เป็นเครื่องยนต์  เป็นพวงมาลัย  เป็นกระจก  เป็นหม้อน้ำ เป็นแบตเตอร์  เป็นท่อไอเสีย ....

แล้วส่วนไหนที่เรียกว่า  ...  รถยนต์

ไม่มีรถยนต์  มีแต่การประกอบกันของสิ่งต่าง ๆ  รวมกันเข้าไว้  แล้วมีกระบวนการขับเคลื่อนได้  จึงสมมุติให้ชื่อว่า  รถยนต์

รถยนต์...จึงไม่ได้มีอยู่จริง

ดังนั้น  การสมมุติใด ๆ ก็ไม่อาจเปลี่ยแปลงธรรมชาติได้    เพราะธรรมชาติก็เป็นอยู่อย่างนั้น  ไม่ว่าใครจะเรียกอะไร 

อยู่กับสมมุติ  แต่อย่าไปยึดติดในสมมุติ  เพราะจะทำให้เราสุข เราทุกข์  กับสิ่งสมมุตินั้น ๆ

เช่น  ถ้ามีใครเอ่ยคำว่าโง่  ออกมา  แล้วมองหน้าเรา

เราจะตีความหมายทันที  ตามที่เคยบันทึกไว้  ตามความหมายของคำว่า...โง่
แสดงว่าเขาว่าเรา  หาว่าเราไม่ฉลาด  เราไม่ทันคน  เราพูดไม่รู้เรื่อง  เรา......


คำว่า.....โง่ .... คำเดียว  เราแปลความหมายไปได้ตั้งมากมาย  แล้วก็นำไปทุกข์เสียหลายวัน

ความจริงแล้ว  เพราะเราเข้าใจภาษา  เข้าใจว่าแปลว่าอะไร  จึงนำความหมายนั้นมาทาบกับตัวเรา

ถ้าไปว่า  คนฝรั่งโง่  เขาอาจยิ้มให้  เพราะเขาไม่เข้าใจความหมายนั่นเอง

แต่จริง ๆ แล้ว  ใครจะคิดอย่างไร  ใครจะเข้าใจอย่างไร  เราก็ยังเป็นของเราอยู่อย่างนี้  ไม่ได้ขึ้นกับอะไร

อยู่ที่ว่าใครมองมุมไหนเท่านั้น


คนที่จบปริญาเอก  ก็อาจคิดว่าคนจบปริญญาตรี...โง่...กว่า 

คนจบปริญญาตรี  ก็อาจคิดว่า  คนจบมัธยม  โง่  กว่า

คนจบ มัธยม  ก็อาจคิดว่า  คนจบ ป.4 โง่  กว่า

คนจบ ป.4 ก็อาจคิดว่า  คนไม่ได้เรียนหนังสือโง่กว่า  อ่านไม่ออก


ซึ่งจริง ๆ แล้ว  คำว่า  โง่  ไม่ได้มีอยู่จริงในธรรมชาติ 
อยู่ที่ว่าใครจะสมมุติให้คนนั้น ๆ เป็น... จากมุมมองไหนเท่านั้น

จึงไม่ควรไปร้อนรน  กระวนกระวาย  เสียอกเสียใจ  ที่เขาว่าเราโง่
เพราะนั่นเป็นมุมมองของเขา  ไม่ได้เกี่ยวกับเราที่เป็นอยู่
หากเขาจะทุกข์เพราะคิดว่าเราโง่  เขาก็ต้องทุกข์เอง  แล้วก็ต้องดับทุกข์เอาเอง



คำว่า  เก่ง  ฉลาด  ก็ไม่มีจริง
เด็กหัดพูด  เรียกพ่อ แม่ได้  ก็เก่ง  ก็ฉลาดแล้ว
เด็กเข้าอนุบาล  ร้องเพลงได้  บวกเลขได้  ก็เก่ง  ก็ฉลาดแล้ว


แล้วจะไปยึดอะไร  กับคำสมมุติเหล่านั้น

คนที่คนทั่วไปเห็นว่าดี  แต่คนที่มีอคติ ก็ย่อมมีมุมมองแตกต่างออกไป  ว่าเลว  ว่าไม่ดี
หรือคนที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ดี  แต่ก็จะมีคนที่นิยมยกย่องอีกมากมาย

อยู่ที่ว่าใครจะมองมุมไหน  ใครจะชื่นชอบอย่างไร
แต่คนคนนั้น  ก็ยังเป็นคน ๆ นั้นอยู่นั่นเอง  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะคิดอย่างไร


ถ้าเข้าใจ  เขาจะสมมุติให้เราเป็นอะไร  ก็สมมุติกันไปเถอะ 
อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย   แค่คำพูด  แค่ภาษา

เขามองเราจากมุมไหน  เขาก็ย่อมคิดไปในมุมนั้น
แต่มิได้หมายความว่า เราจะเป็นอย่างนั้นตามที่เขามอง


เพราะแม้แต่ขันธ์ 5  ที่ยืน  เดิน นั่ง  นอนอยู่นี้  ก็ยังเป็นสมมุติอยู่ดี
ยังต้องเพียรละ  เพียรวาง  เพียรพิจารณาให้เห็นว่า  นี่ไม่ใช่ตัวเรา  ไม่ใช่ของเรา
เป็นเพียงการรวมของดิน น้ำ ลม ไฟ  ปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยจนคล้ายกับมีตัวตน ของตนขึ้นมา

สิ่งนี้ควรให้ความสำคัญ  และหมั่นพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงเสียที

ถ้าอยู่เหนือสมมุติได้  สิ่งทั้งหลายก็จะเป็นความว่างในทันที...

เพื่อหลุดพ้นจาก....โลกสมมุติใบนี้นั่นเอง   






ข้อมูลจาก

ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตนชุด 3 บรรยายโดย อาจารย์สุดใจ ชื่นสำนวน (www.ufokaokala.com)