วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยาระงับสรรพทุกข์

อ้างอิงจาก
http://board.palungjit.com/f2/ข้อความจาก-กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย-เขากะลา-ปิดกระทู้-86674-74.html

คัดลอกมาจากหนังสือธรรมะของ ท่านพุทธทาสภิกขุ


ยาระงับสรรพทุกข์

ต้น"ไม่รู้ไม่ชี้"นี่เอาเปลือก
ต้น"ช่างหัวมัน"นั้นเลือก เอาแก่นแข็ง
"อย่างนั้นเอง"เอาแต่ราก ฤทธิ์มันแรง
"ไม่มีกู-ของกู"แสวง เอาแต่ใบ

"ไม่น่าเอา-น่าเป็น"เฟ้นเอาดอก
"ตายก่อนตาย"เลือกออก ลูกใหญ่ ๆ
หกอย่างนี้อย่างละชั่ง ตั้งเกณฑ์ไว้
"ดับไม่เหลือ"สิ่งสุดท้าย ใช้เมล็ดมัน

หนักหกชั่ง เท่ากับ ยาทั้งหลาย
เคล้ากันไป เสกคาถา ที่อาถรรพณ์
"สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ"อัน
เป็นธรรมชั้น หฤทัย ในพุทธนาม

จัดลงหม้อ ใส่น้ำ พอท่วมยา
เคี่ยวไฟกล้า เหลือได้ หนึ่งในสาม
หนึ่งช้อนชา สามเวลา พยายาม
กินเพื่อความ หมดสรรพโรค เป็นอุดร ฯ

พุทธทาสภิกขุ


.......................
ยาระงับสรรพทุกข์


ไม่รู้ไม่ชี้
ช่างหัวมัน
อย่างนั้นเอง
ไม่มีกู - ของกู
ไม่น่าเอา-น่าเป็น
ตายก่อนตาย


และสุดท้ายจะ


ดับไม่เหลือ

ทำอย่างไร?? เมื่อใกล้ตาย...

ทำอย่างไร?? เมื่อใกล้ตาย...







จากหนังสือ แก่นพุทธศาสน์ (ฉบับสมบูรณ์) หนังสือได้รับรางวัลชนะเลิศจากองค์การ UNESCO แห่งสหประชาชาติ

พุทธทาส อินทปัญโญ




เวลายังมีเหลืออยู่เพียงนิดหน่อยนี้ อยากจะพูดเรื่องการปฏิบัติในโอกาสที่สาม คือ ในขณะที่จะดับจิต ร่างกายจะแตกตายลงไปนี้ จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะว่าง


ข้อนี้จะต้องอาศัยหลักที่ว่า ดับไม่เหลือ - ดับไม่เหลือ มาเป็นหลักอยู่เป็นประจำ


การที่จะต้องตายไปตามธรรมชาติ คือแก่ชราแล้ว จะต้องตายไปตามธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่เด็ดขาดแน่นอน ถ้าใครไปถึงปูนอายุนั้นเข้า ไปถึงระยะนั้นเข้า มันก็เรียกว่า มีเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว จะทำอย่างไรมันจึงจะทันแก่เวลา?

เพื่อให้ทันแก่เวลานั่นเอง เป็นคนแก่ไม่รู้หนังสือ ไม่มีเวลาเรียนอะไรมากได้ เพราะว่าสติปัญญามันสมองไม่อำนวยมากมายอะไร ก็จงถือหลักอย่างที่ว่าดับไม่เหลือแห่งตัวกู ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง


ตาม ปรกติก็ให้ดูอยู่ว่า เป็นคนก็ไม่สนุก เป็นเทวดาก็ไม่สนุก เป็นพ่อก็ไม่สนุก เป็นแม่ก็ไม่สนุก เป็นลูกก็ไม่สนุก เป็นสามีก็ไม่สนุก เป็นภรรยาก็ไม่สนุก เป็นบ่าวก็ไม่สนุก เป็นนายก็ไม่สนุก เป็นผู้แพ้ก็ไม่สนุก เป็นผู้ชนะก็ไม่สนุก กระทั่งเป็นผู้ดี-ผู้ชั่ว กระทั่งผู้มีบุญ-มีบาป กระทั่งผู้สุข-ผู้ทุกข์ นี้ก็ล้วนแต่ไม่สนุก อย่างนี้ก็แปลว่า จิตนี้ไม่มีที่หวังที่ไหน ที่จะไปเอา ไปเป็น พูดว่าสิ้นหวังก็ได้

คำ สิ้นหวังนี้ใช้ได้เหมือนกันในการบรรลุพระอรหันต์ แต่ไม่ใช่สิ้นหวังอย่างโลกๆ อย่างคนโง่ คนขี้เกียจ คนไม่มีที่หวัง คนสิ้นหวังอย่างนั้นมันอีกความหมายหนึ่งต่างหาก เดี๋ยวนี้ ในที่นี้ มันเป็นความสิ้นหวังของคนที่มีปัญญาอย่างถูกต้อง มองออกว่าไม่มีอะไรที่ควรหวัง ไปเอาไปเป็นที่นี่ก็ตาม ที่โลกอื่น ที่โลกไหนก็ตาม คือสิ่งทั้งหมดนี้ ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นจริงๆ ทุกกาลเวลา ทุกสถานที่

จิต ของเขาจะน้อมไปทางไหน? ขอให้ลองคิดดู จิตของเขาไม่น้อมไปทางไหนได้เลย เมื่อไม่มีอะไรที่น่าหวังที่ไหน เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นไปเพื่อสลายตัวมันเอง ไม่มีความอยากเอาอยากเป็นที่ไหน มันว่างไปในตัวมันเอง มันสลายไปในตัวมันเอง

อุบายที่จะเอาเปรียบธรรมชาติได้บ้างก็ตอนนี้ ก็คือว่า เมื่อจะต้องดับจิตลงไปจริงๆแล้ว ก็ให้ฟื้นความรู้สึกที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ที่ไหนหมดทุกหนทุกแห่งนี้ ให้มาอยู่ที่จิตใจในเวลาที่จะดับจิตนั้น มันจะนิพพานไปได้ โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ ให้ร่างกายกับจิตใจมันดับลงไป ด้วยความรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็นที่ไหน แล้วจะบรรลุนิพพานได้ในตัวมันเอง ในตัวความตายทางร่างกายนั่นแหละ



นี่ เรียกว่าเป็นการได้กำไรอย่างยิ่ง ลงทุนน้อยอย่างยิ่ง แล้วแน่นอนอย่างยิ่ง ให้นักธรรมะ ชั้นมหาเปรียญ ชั้นเอก ชั้นสูงสุดที่ไหนมาพิสูจน์ดูทีว่า มันจะเป็นอย่างไร ถ้าเขาดับจิตไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริงว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น ที่ไหน อย่างนี้ มันก็เป็นการสลายตัวชนิดที่สลายไปกับนิพพานธาตุ ไปเป็นนิพพานธาตุได้ในตัวมันเอง เป็นตาแก่ ยายแก่ ที่ไม่รู้หนังสือ พูดอะไรก็ไม่ได้ แต่มีความรู้สึกอย่างนี้ได้อย่างเดียวก็พอแล้ว

เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะตายขึ้นมาจริงๆ ขอให้ความรู้สึกอย่างนี้มีอยู่ และ ต้องรู้ไว้ว่าใกล้จะตายนั้น มันอาจค่อยๆเลือนไป ในการที่ร่างกายมันชำรุด มันจะต้องแตกดับนี้ ความรู้สึกมันจะหมดๆไป มันจะลืมนั่นลืมนี่ ลืมเข้ามาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ว่าเดี๋ยวนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว เป็นกลางวันหรือกลางคืน ก็ไม่รู้สึกได้ แม้ว่าตนกำลังอยู่ที่ไหน อยู่ในบ้านไหน-เรือนไหน ก็ไม่รู้สึกได้ แม้แต่ว่าตัวเองชื่ออะไรก็ลืมไปแล้ว จะสวด อิติปิ โส ภควา ก็ไม่ถูกแล้ว แต่ที่จะอยู่ได้เป็นคู่ชีวิตจิตใจไปด้วยกัน ก็คือว่า ความรู้ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น ดับไม่เหลือ สมัครดับไม่เหลือ

ความรู้สึกว่า - สมัครดับไม่เหลือนี้ ขอให้อยู่คู่กันกับจิตจนถึงวาระสุดท้าย มันจะสลายตัวเป็นความว่าง หรือเป็นนิพพานไปได้ ด้วยอุบายอย่างนี้ ด้วยเคล็ดอย่างนี้ นี่เรียกว่า ข้อปฏิบัติในขณะที่ร่างกายจะแตกทำลาย ที่เรียกว่าของผู้รู้น้อย ตาแก่ ยายแก่ ที่ไม่รู้หนังสือ ผู้รู้น้อยมีอุบายที่จะดับไปได้ด้วยอาการอย่างนี้ และเราเรียกอุบายนี้ว่า "อุบายตกกระได แล้วพลอยโจนให้เหมาะๆ"


ที่ว่า "ตกกระได" ก็คือหมายความว่า ร่างกายมันต้องแตกแน่ มันแก่ชราแล้ว มันถึงที่สุดแล้ว มันต้องแตกแน่ เรียกว่าตกกระไดลงมาแล้ว ทีนี้ "พลอยกระโจน" เลย กระโจนสู่ความดับไม่เหลือ เพราะทำความรู้สึกในใจอยู่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นที่ไหน นี้เรียกว่ากระโจนอย่างถูกทาง เพราะฉะนั้น มันจึงไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลย กระโจนอย่างนี้ไม่เจ็บไม่ปวด แต่เป็นผลดีที่สุดคือ ถึงความดับไม่เหลือได้


นี่เราเรียกว่านี้มันเก่ง มันตกกระไดเป็น ไม่เหมือนคนโง่บางคน ตกกระไดลงมาปากคอแตก แขนขาหัก อย่างนี้มันคือคนโง่

แม้เรียนมาก แม้เที่ยวพูดจ้ออยู่ตามศาลาวัดอย่างนี้ มันก็ยังตกกระไดปากแตก ขาหักอยู่นั่นเอง มันสู้คนที่สนใจอย่างถูกทาง แม้แต่เพียงเรื่องเดียวนี้ไม่ได้ มันเอาตัวรอดได้อย่างนี้

ถ้าสมมุติว่า การตายที่เป็นอุบัติเหตุ เช่นถูกรถยนต์ทับบี้แบนไปกลางถนน หรือถูกตึกพังทับ หรือว่าชาวไร่ชาวนาเดินอยู่ ควายวัวมันขวิดข้างหลังทีเดียวตาย หรือว่าถูกระเบิดปรมาณูลงมาอย่างนี้ จะทำอย่างไร?

ถ้าฉลาดสักหน่อยก็จะมองออก มองเห็นได้ด้วยตนเองว่า มันก็อย่างเดียวกันนั่นแหละ ถ้าความรู้สึกมันเหลือนิดเดียว แวบเดียวก็ให้รู้สึกว่า ดับไม่เหลือ สมัครดับไม่เหลือ ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น เพราะได้ทำความรู้สึกดังกล่าวนั้น มาจนคล่องแคล่วชำนาญดีอยู่แล้วเป็นปรกติ พอมาถึงขณะเช่นนี้ ก็รู้สึกได้เพียงแวบเดียว แล้วก็ดับไป



เช่น ว่ารถยนต์ทับตายอย่างนี้  ไม่ใช่มันจะตายทันที ไม่ใช่จะไม่มีเวลาเหลือครึ่งวินาทีให้เขารู้สึก มันต้องมีเวลาเหลืออยู่ แม้ครึ่งวินาที หรือเศษหนึ่งส่วนสี่วินาที สักขณะจิตหนึ่ง พอรู้สึกแวบหนึ่งได้ว่า สมัครดับไม่เหลือ อย่างนี้ก็ทันถมไป

ถ้าสมมุติเอาเป็นว่ามันวูบเดียวไม่มีความรู้สึกเลย มันก็ดับไม่เหลืออยู่นั่นแหละ เพราะว่า เราอยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้องว่าดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำยามปรกติมาแล้ว ตามที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า เวลาปรกตินั้น เราซ้อมความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น จนใจน้อมไปสู่ความดับไม่เหลืออยู่เองเป็นประจำ ทีนี้มันก็ดับไม่เหลือไปด้วยความรู้สึกอันนี้ แม้ว่าในขณะที่ถูกทำให้ร่างกายสลาย แตกตายไปโดยไม่ให้โอกาสที่จะรู้สึกคิดนึกได้

ยิ่งถ้ามันให้โอกาสที่จะรู้สึกคิดนึกได้สักขณะจิตหนึ่ง หรือว่าครึ่งวินาทีอย่างนี้ ก็คิดได้สบาย เพราะฉะนั้น

อย่าได้ขลาด อย่าได้กลัว อย่าให้ความขลาด ความกลัว แทรกเข้ามา

เช่น ขอให้ไปตามหมอที หามไปโรงพยาบาลที อย่างนี้แล้วก็ต้องตายตรงนั้นเอง ไม่มีประโยชน์อะไร  และเรื่องอย่างนี้เขาถือกันว่าเป็นการตายโหง คือตายโดยไม่อยากจะตาย  และตายโดยกระทันหันอย่างนี้ บัญญัติคำเรียกกันว่าตายโหง


ธรรมะที่ประเสริฐนี้มันป้องกันการตายโหงอย่างเด็ดขาด แต่ทำให้นิพพานได้ที่ ตรงนั้นที่ข้างๆล้อ หรือใต้รถ หรือใต้ตึกทับ  หรือว่ากลางทุ่งนาตรงที่ควายขวิด  หรือว่าในซากกองเถ้าถ่านของลูกระเบิด  อย่างนี้เป็นต้น มันไม่มีการตายโหง แต่มีนิพพานแทน

ควรจะซ้อมความเข้าใจที่ถูกต้องไว้อย่างนี้ สำหรับผู้ที่มีการศึกษาน้อย รู้น้อย กระทั่งเป็นตาแก่ยายแก่ที่ไม่รู้หนังสือ แต่ว่าฟังการพูดอย่างนี้ก็พอจะเข้าใจได้



ส่วน การตายของผู้ที่รู้โดยสมบูรณ์ มีสติปัญญาสมบูรณ์ ไม่ต้องเป็นอย่างนี้ คือ ไม่ต้องมีอาการตกกระไดพลอนโจน เพราะว่า

เขาเป็นผู้ไม่ตายเสียแล้วตั้งแต่ทีแรก

ตั้งแต่ยังไม่เจ็บ ไม่ไข้ ตั้งแต่ยังหนุ่มๆด้วยซ้ำไป คือบรรลุธรรมชั้นสูงเสียตั้งแต่ก่อนโน้นแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการตาย


ถ้าว่า พอถึงเวลาจะตายเข้าจริงๆ เขาก็ยังมีการเตรียมดีกว่าพวกที่ตกกระไดพลอยโจน เขารู้จักตั้งสติสัมปชัญญะอย่างที่ว่าไม่มีความตาย หัวเราะเยาะความตายได้ อย่าง นี้ก็นับว่าเป็นการดีที่ว่า เหมือนลงกระไดลงไปอย่างเรียบร้อย ไม่ใช่ต้องตกกระไดแล้วพลอยกระโจนอย่างว่า นี่เป็นเรื่องของผู้รู้สมบูรณ์ แต่สำหรับผู้รู้น้อยนี้ ควรจะฉลาดในการที่จะตกกระไดพลอยกระโจน 

นี่คือการปฏิบัติเพื่อว่างในวินาทีสุดท้าย

  
ต่อไปนี้ อยากจะพูดถึง การเตรียมตัวตายของผู้เจ็บป่วย กันบ้าง เมื่อรู้สึกว่าจะต้องตายแน่ สำหรับผู้มีความเจ็บไข้เห็นอยู่ชัดๆ เช่นเป็นวัณโรค หรือโรคอะไรก็ตามเถอะ ซึ่งมันจะต้องตายแน่แล้ว ก็ควรจะทำให้ดีที่สุดด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ต้องขลาด ไม่ต้องกลัว

อยากจะเล่าเรื่องที่เคยพบ เกี่ยวกับ วิธีเตรียมตัวตายของคนครั้งพุทธกาล ให้ฟังว่า สำหรับผู้ที่เขาถือศีลสมาทานวัตรกันอยู่ประจำอย่างนี้เป็นธรรมดา การอดข้าวย่อมไม่มีปัญหาอะไร เพราะวัดอุโบสถก็อดข้าวเย็นอยู่แล้ว ทีนี้พอโรคภัยไข้เจ็บมาถึง ซึ่งเขาเชื่อแน่ว่าไม่เกินสิบวันจะต้องตายอย่างนี้ เขาเตรียมที่จะไม่กินอาหาร ไม่เหมือนกับพวกเรา ที่ว่าคนใกล้ตายจะต้องให้ไปหาอาหารดีๆอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างแพงที่สุด มาให้กินๆๆ กินจนตายไปกับอาหารก็มี

ในการที่เขาพยายามหลีกอาหารนี้ เพื่อจะมีจิตใจที่เป็นปรกติที่สุด เพราะเมื่อร่างกายชำรุดอย่างนี้แล้วมันไม่ย่อยอาหาร ขืนใส่เข้าไปมันก็เป็นพิษ มันก็วุ่นวาย ใจมันกระสับกระส่าย เพราะฉะนั้นจึงเตรียมตัดอาหาร กินแต่น้ำ หรือกินแต่ยา


ถ้าใกล้เข้าไปอีก แม้แต่น้ำก็ไม่อยากกิน ยาก็ไม่ยอมกิน เพื่อจะสำรวมสติสัมปชัญญะ ที่จะตายชนิดที่ดับไม่เหลือ


พวกที่ยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศล ก็เตรียมยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศล พวกที่ฉลาด ชั้นสูง ก็เตรียมที่จะปล่อยวางดับไม่เหลือ ดังกล่าวมานั้น เขาไม่ต้องการหมอ ไม่ต้องการฉีดยา ประวิงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้อย่างนี้ ซึ่งเป็นการรบกวนอย่างยิ่ง การทำเช่นนี้ เรียกว่า "ปลงสังขาร" คือ ปลงตัวตนลงไปอีกครั้งหนึ่งที่เกี่ยวกับร่างกาย เขาเรียกว่า "ปลงสังขาร" ยังไม่ทันตายนี้แหละ เขาเตรียมที่จะแตกทำลายทางกายให้ดีที่สุด ในทางจิตก็น้อมไปเพื่อดับไม่เหลือ


ส่วน พวกเราสมัยนี้ มัวแต่โกลาหลตามหมอกันมาจนเต็มห้องก็มี ให้กินยา ให้กินอาหาร ฉีดยาต่างๆนานา ทำให้พะงับพะง่อนหาความสงบไม่ได้ นี่แหละทำให้ไม่รู้ว่าจะตายอย่างไร ทำให้ไม่รู้ว่าจะตายหรือจะอยู่ อย่างนี้มันพะว้าพะวังกันไปหมด มันเลยไม่ได้ประสบชัยชนะเหนือความตาย หรือเข้าถึงความว่าง หรือความดับไม่เหลือ อย่างที่กล่าวมาแล้ว

การ เตรียมตัวตายของคนครั้งพุทธกาลกับคนเดี๋ยวนี้มันต่างกัน อย่างว่า คนเดี๋ยวนี้คงจะนึกหาเตียงที่สบายที่สุด หาห้องที่สบายที่สุด หาอาหาร หายาที่แพงที่สุดมาไว้ แล้วก็ตายไปด้วยการกุลีกุจอ อยากจะรักษาชีวิตถ่วงเอาไว้ให้ได้ต่อไป แม้นาทีหนึ่งก็ยังดี อย่างนี้ก็เลยระดมฉีดยาเป็นการใหญ่ ทำอะไรเป็นการใหญ่ แล้วมันก็ต้องตายอย่าง "หลับตาตาย" คือว่า ตายโดยไร้สติสัมปชัญญะ เรียกว่า ทำกาลกิริยาด้วยความหลง

ถ้าทำถูกทางมันก็ต้องกล้าด้วยธรรมะ และตายอย่างชัยชนะเหนือความตาย อย่างที่ว่ามานี้ จึงจะเรียกว่า เข้าถึงความว่างได้ในวินาทีสุดท้าย มีโอกาสกระทั่งถึงวินาทีสุดท้าย ขอให้จำคำนี้ไว้ให้ดีๆว่า

โอกาสสำหรับพวกเรามีกระทั่งวินาทีสุดท้าย

แต่ ถ้าเราเอาชนะเดี๋ยวนี้ไม่ได้เรื่อยๆไป ในวินาทีสุดท้ายนั้นต้องได้แน่ เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ยังได้ด้วยการตกกระไดพลอยกระโจนให้ดี อย่างที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง



ควร จะเป็นสิ่งที่นำมาพูด มาคิด มาปรึกษาหารือกันอยู่เป็นประจำ เหมือนอย่างที่คุยเรื่องวิทยุ เรื่องโทรทัศน์ เรื่องบ้าน เรื่องเมือง เรื่องโลกนั้นพล่อยไปหมดทั้งวันทั้งคืน

แล้วเรื่องสำคัญเห็น ปานนี้ ทำไมถึงไม่ลองเอามาคุยมาปรึกษากันดูบ้าง พวกที่ชอบมวยก็คุยแต่เรื่องการต่อสู้ จนเวลามีไม่พอ พูดหายใจแทบไม่ทัน

ทีเรื่องต่อสู้กับความตาย เอาชนะความตายให้ได้ ให้ว่างจากเกิด จากตายนี้ ทำไมไม่ลองคุยกันบ้าง มันจะเป็นของง่ายขึ้นมาทันที ถ้าเราคุยกันปรึกษาหารือกันแต่ในเรื่องนั้น เหมือนกับที่เราคุยกันในเรื่องอื่นๆ ไม่เท่าไรสิ่งเหล่านี้จะเป็นของง่ายๆ เหมือนกับทำเล่นไปได้ ไม่ยากเลย เมื่อทำถูกวิธีแล้วไม่มียากเลย ง่ายไปหมดแม้แต่การบรรลุนิพพาน และการตกกระไดพลอยโจน อย่างที่กล่าวนี้
...........................

นี่แหละสรุปรวมความแล้ว เราจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องเรื่องคำว่าว่าง เข้าถึงความว่าง เป็นอยู่ด้วยความว่าง ว่างอยู่เป็นปรกติ แล้วเป็นความว่างเสียเอง ความว่างมีิอยู่ที่สิ่งทั้งปวง เป็นลักษณะของสิ่งทั้งปวง ทำจิตใจให้ว่างจากความยึดถือสิ่งทั้งปวง และจิตก็จะเป็นความว่างเสียเอง เป็นความดับไม่เหลือแห่งตัวกู-ของกู

ไม่มีการเกิดขึ้นมาอีก ไม่มีความรู้สึกเป็นความเกิด เป็นตัวเรา-เป็นของเราขึ้นมาอีก

นี่คือวิธีปฏิบัติเพื่อความว่าง 
 

สัจธรรม....จากหนังสือธรรมะ "ฝนประปราย"

สัจธรรม


จากหนังสือธรรมะ

"ฝนประปราย"

โดย 
วรธัม

.....




 
ต้องทำทุกอิริยาบถ
 
 
สมาธิ วิปัสสนา 
คือเรื่องของการพักผ่อน และการทำงาน
ที่สงบ โปร่ง ว่าง เบาสบายที่สุด
  ....




อัตตา
 
ท่านอาจารย์ครับ  การที่จะไม่ให้รู้สึกว่า
ตัวฉัน ผมทำไม่ได้จริง ๆ ครับ
ดูทีไร  ผมคิดว่าเป็นตัวผมทุกที
นั่นไม่ใช่ตัวฉันหรอก  โง่จริง
โธ่! อาจารย์   ไม่น่าว่าผมอย่างนี้เลย ?
นั่นไง ! “ตัวฉัน  ละ
.......

ความลึกลับของตัวตน
 
เมื่อคิดไปในอดีต และอนาคต
จะไม่รู้สึกต่อปัจจุบัน
และเมื่อรู้สึกต่อปัจจุบัน
จะไม่มีความรู้สึกที่เป็น ตัวตน
......

ความห่วงใยของ ตัวตน
 
บทสนทนาระหว่าง  ท่านอภินันโท 
กับท่านพลเตโช
ท่านครับ  ท่านฐิตธัมโม  พูดกับผมเหมือนขู่ตะคอก
ไม่รู้ชังน้ำหน้าอะไรผม
อย่างนี้ไม่มีเมตตานี่ ?
ถ้าท่านเกลียดน้ำหน้าคุณ  ขาดเมตตา
ท่านก็เป็นทุกข์ของท่านเองแหละ
อย่าห่วงเลย
......
 
ความรักของอวิชชา
 
คน ๆ หนึ่ง
ซึ่งเรามักอภัยในความผิดพลาดให้เสมอ
คน ๆ นั้น คือ
ตัวเราเอง
....

บทเรียนอย่าผ่านไป
 
การพลาดโอกาสที่น่าเสียดายที่สุด
ในชีวิตของมนุษย์
คือ  เมื่อเกิดอารมณ์ความรู้สึกแก่จิตแล้ว
ไม่รีบศึกษาทำความรู้สึก
.....

ใครที่เป็นทุกข์ ?
 
ถ้าเรามิได้อยู่ในเหตุการณ์
ปัญหาก็ไม่เกิด
หรือ
ถ้าอยู่ในเหตุการณ์
แต่ไม่มี เรา
ปัญหาก็ไม่เกิดอีก
....

ตัวแบ่งแยก
 
ในธรรมชาติ
ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย
ความเขลา เท่านั้น
ที่ทำให้เห็นแตกต่าง
ขจัด ความเขลา เสียได้
ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงจะหมดไปทันที
.....................




ความว่าง
 
ท่าน สิริจันโท  เกิดไม่พอใจท่านสุทธจิตโตผู้เป็นรองเจ้าอาวาส  ด้วยเรื่องการเข้าไปอยู่ในกุฎิหลังใหม่  ซึ่งรองเจ้าอาวาสได้ให้แขกใหม่เข้าไปอยู่แทน  ท่านสิริจันโท  จึงต้องไปฟ้องท่านอาจารย์
ท่าน อาจารย์ครับ  ท่านสุทธจิตโตแกล้งผม  บอกว่าให้ผมอยู่กุฎิหลังใหม่  พอผมมาจริง ๆ กลับให้แก่องค์อื่นไป  อย่างนี้ไม่ยุติธรรมครับ  ท่านสุทธจิตโตนี่ยังไง
คุณเพิ่งมาอยู่ได้เพียงปีเดียว  คุณเห็นท่านสุทธจิตโตหรือ  ผมอยู่มา 30 ปีแล้ว  ยังไม่เคยเห็นท่านเลย?"

......


ความสุข
 
มีความสุขกับการทำงาน
ไม่ใช่รอความสุขจากผลของงาน
  ....
 
อะไรทำให้เกิด
 
เมื่อจิตจดจ่อ  มีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 
ขณะนั้น ตัวตน และ เวลา ไม่มี
แต่เมื่อนั่งเฉย ๆ ครุ่นคิดกังวลต่อ อดีต อนาคต ปัจจุบัน นั่นแหละ  ตัวตน และ เวลา จะเริ่มมีขึ้น
นั่งเฉย ๆ มี ตัวตน มี อดีต อนาคต ปัจจุบัน หรือครับ?
ไม่ใช่ นั่งเฉย ๆ ไม่มีก็ได้
 ....
 
ชอบเรื่องลึกลับ
 
สุพจน์  เป็นข้าราชการ ได้ลาพักร้อน  ถือโอกาสไปพักผ่อนที่วัด
ท่านครับ สมาธิวิปัสสนา  คืออะไร?
เรื่องมันยาว  ฉันไม่มีเวลาตอบตอนนี้  เธอเห็นไหม  ฉันกำลังทำอะไร?
เห็นครับ  ท่านกำลังดูนกเล่นน้ำ
แล้วฉันบอกเธอว่าอย่างไร?
บอกว่า ท่านยังไม่มีเวลาตอบครับ
นั่นแหละ คือวิถีทางของสมาธิวิปัสสนาละ!”
 ....
 
การสูญเปล่า
 
เราสูญเสียความนึกคิด
เวลา และเรี่ยวแรง ไปวันหนึ่ง วันหนึ่ง มิใช่น้อย
เพื่อหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองว่า
ความคิดเห็น การกระทำ และการเป็นอยู่ของเรานั้นถูกต้องแล้ว
 ......
 
เกิดมาทำไม ?
 
ในโลกนี้มีวิชาความรู้หลายสาขา
ใครรู้แจ่มแจ้งในสาขาใด  ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น
แต่ผู้ใดรู้แจ่มแจ้งเรื่องความดับทุกข์
ผู้นั้นชื่อว่า  เชี่ยวชาญทุกสาขา
  ....
 
สูญเสีย
 
ผู้ใด
แม้ว่าจะสูญเสียทุกสิ่งกระทั่งชีวิต
แต่ไม่ยอมสูญเสียจิตที่เป็นปรกติภาวะ
ผู้นั้น 
ชื่อว่าเป็นผู้รักธรรมะยิ่งชีวิต
มีค่าเท่ากับว่า  เขามิได้สูญเสียอะไรเลย
แต่ตรงกันข้าม
เขากลับได้ทั้งหมดของชีวิต
.....
 
อย่าโลภ
 
นักศึกษาคนหนึ่งมาหาฉัน
ผมกลุ้มใจครับท่าน  สอบมัธยมศึกษาได้  แต่สอบเข้ามหาวิทยาลัยตก  อายเพื่อนฝูง  รู้สึกเบื่อ ๆ จนไม่อยากทำอะไร?
เธอโชคดีมาก  ปีนี้  เอามัธยมศึกษาเสียก่อน  ปีหน้าค่อยเอาสอบมหาวิทยาลัย
  .....
 
ติดคัมภีร์
 
ในการพูด  การเขียน  ท่านติดคัมภีร์เกินไป  อะไรนิดหน่อย ก็อ้างพุทธภาษิต  ไม่ได้พูดจากความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
ติดคัมภีร์ กับติดความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ก็ไม่ต่างอะไรกัน
 ....
 
การรอคอย
 
การรอคอยที่ทรมานที่สุด
คือ  การรอรับเสียงสรรเสริญ
และการรอคอยการยอมรับ  ในผลงานของเรา
.....
 
 
ตนเป็นที่พึ่งของตน
 
ไม่ควรฝากชีวิต  เรื่องความสุข  ความทุกข์ 
การเป็นอยู่ทั้งในปัจจุบัน และอนาคตไว้กับผู้อื่น
 
หรือสิ่งอื่น  ไม่ว่าสามีภรรยา  บุตรหลาน ชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย 
หรือกับความประทับใจ  ที่หลอกให้ฝันไปชั่วคราว
แต่ควรฝากไว้กับ  สัมมาทิฎฐิ  ในชั้นที่เห็นพระไตรลักษณ์  มุ่งตรงต่อพระนิพพาน
จึงปลอดภัย
 
......
 
สุญญตาสูตร
 
โลกทุกใบ  ถูกลบหายไปด้วย ความว่าง
เมื่อสัมผัสอารมณ์หลากหลายด้วย สติสัมปชัญญะ
ความทุกข์ทั้งปวงย่อมตั้งอยู่ไม่ได้
  .....
 
ความสำคัญ
 
สามเณรสุทธิวงศ์  เรียนจบมัธยมศึกษาแล้วไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย
พวกเราบอกให้สึกไปเรียนต่อ  เณรว่าขอผลัดไปอีกปี  แม่มาอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีก
อาจารย์ครับ  หนูกัดหนังสือผม  ผมไล่มันแรงเกินไป ดูท่าจะไม่ฟื้น
หนังสือเล่มสำคัญหรือ?
ครับ!  เล่มไม่สำคัญไม่ยอมกัดเสียด้วย
เพราะเณรมีเล่มสำคัญซิ  มันจึงเลือกกัดแต่เล่มนั้น
  ..............
 
ไม่ควรเสียประโยชน์
 
ท่านคะ  ดิฉันจะถวายของท่าน ท่านจะรับไหมคะ?
ถวายแล้วได้อะไรบ้าง?
ได้ความอิ่มใจ สุขใจค่ะ
ไปเอามาเดี๋ยวนี้
  ....
 
 
แก้ที่เหตุ
 
ท่านธรรมานันท์
เป็นพระเถระ  บวชนาน
ท่านชอบอยู่หลีกเร้น
แต่ท่านใจดีกับคนทั่วไป
เพื่อนภิกษุชอบไปหาท่าน
อาจารย์ครับ  มีคนเขาพูดว่า 
ท่านไม่ช่วยเหลือทำงานในวัด
ฉันแล้วก็จำวัด ๆ อาจารย์จะแก้เขาอย่างไรดี?
เขาว่าเราหรือ?  อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องแก้อะไร
ระวังอย่าไปว่าเขา  ก็แล้วกัน
  .....
 
 
โทษที่แท้
 
บันเทิง  เป็นอาจารย์สอนวิชาศาสนาและปรัชญา  ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง
สำเร็จปริญญาทางศาสนา  สมัยเมื่อยังบวชเป็นพระ  คุ้นเคยกับพวกเรามาก
วันหนึ่ง  เขามานิมนต์ให้ไปพูดบรรยายธรรมะแก่คณะอาจารย์  และนักศึกษาของวิทยาลัย
ท่าน ครับ ขอนิมนต์ไปบรรยายธรรมะแก่นักศึกษาที่วิทยาลัยสัปดาห์หน้า ผมคิดว่าท่านไม่อยู่  ท่านคงไม่ปฏิเสธนะครับ  ผมรับปากเขาว่าท่านต้องไปแน่
ดูเขาวิตกกังวลไม่น้อย
ตกลงฉันไปได้  มารับก็แล้วกัน
ครับ
เขาแสดงอาการตื่นเต้นจนเห็นชัด
แต่...เอ๊ะ...สัปดาห์หน้าวันจันทร์  ฉันติดธุระนี่  น่าจะไปไม่ได้...
หน้าเขากลับซีดเผือดทันที  นิ่งเงียบเหมือนถูกสะกด
อ้อ...ได้ละ  ว่างแน่นอน  ฉันจำผิด ไปได้แน่  คุณจะค้างที่วัดหรือคืนนี้  ไปอาบน้ำเสียก่อนก็ได้
เขายิ้มอย่างเหนื่อยหน่าย
ก่อนที่เขาจะลุกไป  เขาพึมพำ
ทำไมท่านพูดกลับไป-กลับมา ทำให้ผมปวดหัว
จิตที่กลับไปกลับมาต่างหากล่ะ  ที่ทำให้ปวดหัว !”
  .... 


ตามธรรมเนียม
 
พระผู้เป็นเจ้าหน้าที่  ไปนิมนต์ท่านสิรินันทะ ไปแสดงธรรมในงานศพที่บ้าน
ท่านครับ  นิมนต์ไปแสดงธรรมในงานศพ
คนเป็นอยากฟังธรรม หรือ เพื่อเป็นเกียรติแก่คนตาย?
คนเป็นอยากฟังธรรมครับ
เผาศพเสร็จแล้ว  ค่อยให้เขามาฟังธรรมที่วัดก็ได้
  ....
 
 
 
ใครทำใครได้
 
เมื่อคิดจะทำความดี 
ทำไมต้องรอความช่วยเหลือ ร่วมมือ จากผู้อื่นด้วย
  .....

 
 
การพักผ่อน
 
ถ้าจิตไม่ว่างจากความรู้สึกที่เป็น ฉัน
จะไม่มีการพักผ่อน
ไม่ว่าในอิริยาบถไหน
ที่ไหน
เวลาใด
ในโลก
....

 
 
เพียงสิ่งเดียว
 
ท่านครับ
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ธรรมะ
เป็นเรื่องทางธรรม
ชาวโลกก็ต้องอยู่ในโลก
ทำเรื่องอย่างโลก ๆ
จะให้คนในโลกประพฤติธรรม
มันเป็นคนละเรื่อง
ธรรมะเป็นเรื่องทางโลก
อยู่คู่กับชาวโลก
จะขาดเสียมิได้เลย
เหมือนตะเกียงกับน้ำมัน นั่นแล
.....

 
 
ความพลัดพรากแท้จริง
 
อย่าเอาการงาน หรือธุรกิจเล็กน้อย
มาเป็นข้ออ้าง
สำหรับทำความห่างเหิน
ไปจากการสัมผัส
ที่มีต่อ อมตภาวะ นั้น
....
 
 
ค่าของคน
 
อย่าละอายว่าไม่มีผลงาน
แต่จงละอาย
ถ้าใช้จิตที่เศร้าหมอง
ในการสร้างผลงาน
....
 
 
รู้โทษเสียก่อน
 
อาจารย์ครับ
ผมจะปฏิบัติเพื่อเอาชนะ
ความห่วงใย  กังวล
ได้อย่างไรครับ?
จะปฏิบัติอย่างไรฉันไม่รู้  ฉันรู้แต่ว่า
ถ้าเธอสังเกตดูขณะห่วงใย กังวลแล้ว
จะรู้สึกไม่สบายทันทีล่ะ
 ......
 
 
เท่านี้เอง
 
การรู้เท่าทันความดำริ
และมีหิริโอตตัปปะ
คือ  สิ่งสำคัญที่สุด
ในการประพฤติธรรม
....
 
 
ผู้ยิ่งใหญ่
 
คนที่น่าอิจฉาที่สุด
ไม่ใช่คนที่ได้รับความรัก
จากคนอื่น ๆ
แต่เป็นคนที่ได้มีโอกาส  ให้ความรักแก่คนอื่น ๆ ต่างหาก
 ......
 
ความรักสากล
 
จริงอย่างว่า
ความรักแท้จริง  คือการปลดปล่อยสู่ความเป็นอิสระด้วยกันทุกฝ่าย
ขณะใด  จิตซึมซาบอยู่กับ ความหลุดพ้น
ขณะนั้น  ชื่อว่าเป็นทั้งผู้ปลดปล่อย
และผู้ได้รับการปลดปล่อย
เป็นทั้งผู้ให้ความรัก
และผู้ได้รับความรัก
จากสากลจักรวาล
....... 
 
ต่างคนต่างอยู่
 
เรื่องของพระบวชใหม่  ผู้หวังอิสรภาพทางจิต
อาจารย์ครับ
กิเลสตัวไหน?  เป็นศัตรูร้ายกาจของความสงบ?
กิเลสกับความสงบ  มิได้เป็นศัตรูกันหรอก
เมื่อจิตมีกิเลส  เราก็เป็นไปตามกิเลส
เมื่อจิตสงบ  เราก็สงบ
ชอบภาวะไหน ก็อยู่กับภาวะนั้น" 
 
..........
 
อย่าเป็นคนมักง่าย
 
วิชาความรู้  หน้าที่การงาน
วัสดุข้าวของ  ชื่อเสียงเกียรติยศ ฯลฯ
ล้วนเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวก
เพื่อนำไปสู่สิ่งมีค่าสูงสุด
ความสุขสงบ
อย่าเอาความมักง่าย  เอา ความสุขสงบ
แลกกับเครื่องมือ  ซึ่งมีค่าน้อยนิด

..............





ไม่มีอะไรใหม่

อุบาสกผู้แสวงหาความตื่นตาตื่นใจ  และอาจจะพบธรรมะต่อไปก็ได้
ท่านครับ  ผมมาที่นี่ปีแรก ๆ ก็รู้สึกตื่นตา ตื่นใจ
มาครั้งหลังนี่  ก็ยังงั้น ๆ
เจริญพร
...........

 

 

ไม่ขาด ไม่เกิน
 
ท่านสิญวญาโณ   เขียนบันทึกไว้ในสมุดบันทึก
ประจำปีของท่าน  หน้าที่ 3 มีข้อความสั้น ๆ ว่า
ศาสนา  เป็นยาแก้ปวดฟัน  ไม่ใช่น้ำมันใส่ผม

...........

 

 
ใครเห็นบ้าง?
 
ค่อนดึก
น้ำค้างประพรมใบหญ้า
ผีตากผ้าอ้อมสีขาว
คือแมงมุมตัวน้อยขึงใยดักเหยื่อ
และรอรับหยดน้ำค้าง
ยามเช้า
พระอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นมา
น้ำค้างบนใบหญ้า
และผ้าอ้อมผืนน้อย
ค่อย ๆ เหือดหายไป
ไม่มีใครเห็นหยดน้ำค้าง
ไม่มีใครรู้สึกต่อน้ำค้างเยือกเย็น
ทั้งผ้าอ้อมสีขาวก็ไม่ปรากฏ
นานกว่าจะถึงค่อนดึกคืนนี้
ทุกเวลานาที
ทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่
อารมณ์หลากหลายกระทบกระทั่งจิตใจ
ยังจิตให้ปิติ  ปราโมทย์  ขุ่นมัว  เศร้าหมอง
มีใครเคยเห็น  เคยรู้สึก
ต่อสภาวะทั้งหลายของจิตเหล่านั้นบ้าง
เหมือนที่เราเห็นใบหญ้า
หยดน้ำค้าง
และผ้าอ้อมสีขาวของแมงมุมตัวน้อย
เมื่อเช้าตรู่ที่ผ่านมา
แต่เราก็ยังหวังวันพรุ่งนี้  ซึ่งเป็นวันใหม่
วันแห่งสติ  ที่จะใช้ตามดู  ตามเห็น
จะเห็นอะไรเล่า ?
ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นเห็นเราตถาคต...

............

 

สิ่งแรกที่สุด
 
นักธุรกิจผู้สงสารคนจน จากเมืองหลวง
ท่านทำอะไรบ้าง  วันหนึ่ง ๆ หลังจากฉันอาหาร
บิณฑบาตของชาวบ้านแล้ว ?
ฉันล้างบาตร  แล้วเช็ดให้แห้ง
...........
 

ความสงสัยคือปัญหา
 
พระฝรั่ง  ก็มีบทบาทไม่น้อยในวัดของเรา
ท่านครับ  ผมสงสัยอยากถามว่า  เมื่อทำบุญถวายอาหารพระแล้ว
ต้องกรวดน้ำส่งให้ผู้ตายด้วย  มันจะถึงหรือ?
เขาทำทำไม?
เขาทำเพื่อให้พ้นทุกข์ซี่
ถ้าต้องการเพียงเท่านั้น  ก็ไม่ต้องทำให้เสียเวลา 
ไม่ยึดมั่นถือมั่น  หมดความสงสัยในปรากฏการณ์ทั้งปวง
ก็หมดปัญหาแล้ว
ก็นั่นน่ะซี
....... 
 
เรื่องของคนซื่อ
 
คนที่วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของผู้อื่น
แท้จริง  คือเขาประกาศความรู้สึก
และสติปัญญาของเขาออกมา
........
 


 
เรียนกับปฏิบัติ
 
ปัญหาของนักศึกษา  คณะมนุษยศาสตร์
ท่านครับ  ปัญญากับศาสนา
ต่างกันอย่างไร?
คุณต้องเรียนปรัชญาละ
เข้าใจยาก  ยิ่งเรียนยิ่งปวดหัว
ทีนี้  คุณต้อง พึ่ง ศาสนา
..........


ไม่รู้จักวันตาย
 
ธรรม  ที่เป็น ความรู้ และ ความเข้าใจ
ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามวิวัฒนาการ
แต่ สภาวะ  ที่เป็น ความรู้สึก เป็นสัจธรรม
เป็น หนึ่งเดียว  ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
......
 

ธรรมะจริง
 
ป้าสมใจ  เป็นอุบาสิกาแก่ ๆ  
มาอยู่ในวัดหลายปีแล้ว
ท่านคะ  พูดธรรมะให้ฟังหน่อย?
ดู ดีกว่าฟัง มั้ง
ดูอะไรคะ?
เอาเถอะ  มีอะไรให้ดูก็ดูไปก็แล้วกัน
......
 

หนีไม่พ้น 
 
เมื่อคิดจะทำความชั่วร้าย
กายและใจย่อมรู้การกระทำนั้น
เราอาจจะปกปิดร่างกาย  จากสายตาผู้อื่นได้
แต่จะปกปิด ใจรู้สึก ต่อสายตา
ของ พระธรรม นั้น
อย่าหวังเลย
.....
 

หนึ่งไม่เป็นสอง
 
มีคน ๆ หนึ่ง
มักมีความเห็น และความรู้สึก
ตรงกับฉันเสมอ
คน ๆ นั้น  คือ
ตัวฉันเอง
....
 

เป็นไปเพื่อ ความว่าง
 
การปฏิบัติธรรม  ทุกข้อ
คือความเพียรพยายาม  สร้างธรรมชาติชนิดหนึ่งขึ้นมา
 เพื่อชำระจิตในขณะนั้น ๆ ให้เกลี้ยงเกลา
แล้วจะได้รู้สึกต่อสภาวะนั้นอยู่
หลังจากนั้น
กุศลธรรมทั้งหลาย
จะหลั่งไหลออกมา 
สู่สากลโลก
.....
 

ความเป็นมนุษย์
 
อย่าให้ชีวิตของเรา
เป็นปัญหาของผู้อื่น
อย่าให้ปัญหาของผู้อื่น
เป็นเหตุแห่งความเศร้าหมองใจของเรา
มีอยู่แต่การสัมพันธ์
ช่วยเหลือกันระหว่างมนุษย์
ที่น่าดูน่าชมอย่างยิ่ง
.....
 

อย่าจำกัดรูปแบบ
 
อาจารย์สอนมหาวิทยาลัย  ผู้สนใจสมาธิ
ท่านครับ  ทำอย่างไรจึงจะมีสติอยู่ทุกอิริยาบถ
ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน  ดื่ม  กิน  ฯลฯ?
เพื่ออะไร ?
เพื่อดับทุกข์  ดับกิเลส
เรามิได้มีความทุกข์ตลอดเวลานะ
หมายความว่าอย่างไร ?
เรามีสติโดยธรรมชาติ  เพียงพอที่จะไม่เดินให้รถชน 
หรือไม่ดื่มน้ำทางจมูก   ควรใช้สติ  เมื่อกระทบอารมณ์ 
เพื่อไม่ปรุงตัณหาให้เป็นทุกข์
แต่ถ้ามีสติอยู่ทุกอิริยาบถด้วยก็ยิ่งดีซิครับ ?
ใช่  แต่ถ้าทำไม่ได้แล้ว  อย่าเป็นทุกข์  อย่าเศร้าหมองก็แล้วกัน
ท่านครับ  ขณะที่เราดื่มกาแฟ  หรือล้างจาน  แต่เราไปนึกคิดเรื่องอื่น  ไม่มีสติ  รู้สึกอยู่กับการดื่มกาแฟ  หรือล้างจาน  เท่ากับเราไม่ได้ดื่มกาแฟ  ไม่ได้ล้างจาน  ใช่ไหมครับ ?
ใช่ แต่ระวังจะมี เรา เป็นผู้ดื่มกาแฟ  หรือล้างจาน  ศาสนามิได้เกิดมาเพียงเพื่อให้ได้ดื่มกาแฟ หรือล้างจาน
หมายความอย่างไรครับ ?
หมายความว่า  เมื่อการนึกคิดถึงเรื่องอื่น ๆ นั้น  ถ้าไม่เป็นไปเพื่อความทุกข์ ก็ไม่เป็นไร
แต่การมีสติอยู่กับการดื่มกาแฟ  กับการล้างจานด้วย  คงจะดีกว่าแน่
ใช่  แต่ถ้าไม่รู้สึกได้  ก็อย่าเป็นทุกข์  อย่าเศร้าหมอง  เสียก็แล้วกัน
ท่านครับ  การทำอะไรช้า ๆ เช่น  จะเดิน จะพูด  จะกิน  จะนั่ง  นอน  เป็นต้น  ดีกว่าทำเร็ว ๆ ใช่ไหมครับ ?
ก็ไม่แน่  เขาอาจจะมีความโลภ โกรธ หลง อยู่ในความช้า ๆ นั้นก็ได้ 
ศาสนาเกิดขึ้นมา  เพื่อสอนให้ละตัณหา  ให้ดับทุกข์  มิใช่เพียงเพื่อสอนให้ทำอะไรช้า ๆ
แต่ทำอะไรช้า ๆ ดีกว่าทำเร็ว ๆ แน่ ?
ใช่  แต่ถ้าทำไม่ได้  อย่าเศร้าหมอง  อย่าเป็นทุกข์เสียก็แล้วกัน...
เอ๊ะ  นี่เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีรถไฟจะมาแล้ว  คุณรีบไปเถอะ
ช้าอยู่ไม่ดีแน่

.....
 

ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน
 
น้ำ  นอกจากจะใช้ดื่ม
เป็นที่อยู่อาศัยของเต่า ปลา
สาหร่าย  จอกแหน...ฯลฯ
เป็นต้นแล้ว
มันยังรักษาระดับไว้สม่ำเสมอตลอดไปอีกด้วย
..........
 
การให้
 
อย่าคิดถึงแต่ สิ่งที่จะให้
จะเกิดการเปรียบเทียบ  ระหว่างของเรากับผู้อื่น
แต่จงดู  ความรู้สึกที่มีต่อการให้ 
อันปรากฏแก่จิตเถิด
จะไม่มีเวลามาเปรียบเทียบกับของผู้ใด 
หรือสิ่งใด
และเป็นการให้ที่แท้จริง
.....
 

อะไรคือความมืด ?
 
ความมืดของคืนเดือนแรม 
ไม่มืดมิดเสียทีเดียวหรอก
เพราะยังมีหมู่ดาว  ช่วยขจัดความมืดบนท้องฟ้า
บนพื้นดิน  ตามทางเดินก็พอจะมีเห็ดรา  หรือใบไม้สะท้อนแสง อยู่ 2 ข้างทาง
เราพอจะดุ่มเดินไปได้
แต่ความมืดต่อ อริยสัจจ์  มืดสนิท และเนิ่นนาน  เป็นกัปกัลป์ทีเดียว
.............



 
คนอื่นทำให้ไม่ได้
 
อาจารย์สอนวิชาสังคมศึกษาผู้หวังดี
ท่านคะ
มีคนเขาเอาชื่อท่านไปอ้าง
ทำให้ท่านเสียหาย ?
ขอบใจ !
แต่ฉันไม่เคยเสียหาย 
เพราะคนเอาชื่อไปอ้าง
......
 

พอมี เรา ก็พลาดสัจจะ
 
ผู้ดีเก่ารายนี้  เขาไม่ชอบพระสงฆ์นักหรอก
แต่เราก็ควรบันทึกเรื่องของเขาไว้ด้วย
ท่าน ผมเคยเห็นแต่ลูกชาวบ้านห่มผ้าเหลืองเท่านั้น
มาที่นี่  มีแต่พระสงบ  สำรวม  พูดน้อย น่าเลื่อมใส
ผมได้เห็นพระจริง ๆ ก็วันนี้
นั่นก็ไม่ใช่พระจริง ๆ อีก
.....

 

เส้มผมบังภูเขา
 
ที่บ่ออาบน้ำเมื่อตอนเย็นวันหนึ่ง
นี่ก็ 5 โมงกว่าแล้ว  เหลวไหลมาก
ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย
อยู่สบาย ๆ มาได้ถึง 5 โมงเย็น
นับว่าทำงานอย่างยิ่งแล้ว
เสียงจากพระเถระรูปหนึ่ง
.....

 

ความยิ่งใหญ่
 
ทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน  ด้วยลักษณะที่คนหนึ่งมี  แต่อีกคนไม่มี  และคนหนึ่งไม่มี  แต่อีกคนมี
แต่ด้วยความโง่เขลา  เมื่อคนหนึ่ง  ไปหลงใหลให้ความสำคัญกับสิ่งที่อีกคนหนึ่งมี  และอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง  เมื่อทำได้ไม่ดีเท่า  จึงรู้สึกว่าต่ำต้อย  ด้อยกว่าเขา  เศร้าหมอง และเป็นทุกข์
เขาได้ทำลายบุคลิกภาพตัวเอง  ด้วยการมองข้ามละทิ้งสิ่งที่เขามี  ซึ่งสำคัญเท่ากันนั้นเสีย  เขาน่าจะภูมิใจในความมี  ที่อีกคนหนึ่งไม่มี  ของเขา และพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น
ก็ทำไมอีกคนไม่มาหลงใหลต่อสิ่งที่เขามีบ้างล่ะ
ขอให้ยินดี พอใจในสิ่งที่เรามี  ในขณะเดียวกัน  ก็มุ่งมั่นต่อคุณธรรมและความดับทุกข์ของเราเถิด...
ทุกคนก็จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่
สำคัญเท่ากัน
.....

 

ความห่างไกล
 
ระหว่างความนึกคิด กับการกระทำ
การตัดสินใจ และการลังเลสงสัย  คั่นอยู่
...............


 

เพียงหนึ่งเดียว
 
สัจจะทางปรัชญา  และศาสตร์สาขาต่าง ๆ
แสดงออกมาในหลายรูปแบบ
แต่สัจจะทางศาสนา
มีเพียง หนึ่ง เดียวเท่านั้น
คือตัณหา และการ ละ ตัณหา
แต่อาจหลายระดับก็ได้
......
 


ไม่สนใจตัวเอง
 
ท่านครับ 
ศาสนาสอนให้ดับทุกข์  ดับกิเลส
ใช่ไหมครับ ?
ใช่
แต่ผมว่า 
จะหาคนที่ไม่มีทุกข์  ไม่มีกิเลสในโลกนี้
ไม่มีละ ?
มี
ใคร ?  ที่ไหน ?
เรา  เมื่อไม่มีกิเลส  ที่ไหนก็ได้
...... 
 
สัจจะแท้
 
อย่าถามเลยว่า
สิ่งนั้น  คืออะไร ?
ก็สิ่งที่ได้เห็น  ได้ฟัง ได้สัมผัส ได้รู้สึก
อยู่นั่นแหละ  คือสิ่งนั้นละ
จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามใจ
อย่าถามเลยว่า
ความทุกข์คืออะไร ?  ความดับทุกข์ คืออะไร ?
เมื่อรู้สึกต่อภาวะนั้น ๆ อยู่
มันคือภาวะนั้นแหละ
จะเรียกว่าอะไรก็ช่างเถิด
สิ่งที่ปรากฏแก่เรา  ให้ความรู้สึกแก่เราอย่างไร  คนอื่นจะบอกว่าเป็นอย่างอื่น
ก็ไม่สามารถลบล้างความรู้สึกแท้จริงของเราได้
ชอบภาวะอย่างไหนก็เลือกเอาเถิด !
.....
 

อย่าทำให้ยุ่งยาก
 
ท่านครับ คณะแขกผู้ใคร่ศึกษาธรรมะ
มาเยอะแยก  ต้องการพบท่าน
จะให้เขามาพบท่านได้ไหมครับ ?
ฉันคนเดียว
เดินไปหาเขาสะดวกกว่า
.....
 

บทสรุป
 
สิ่ง ๆ หนึ่ง
และสิ่งเดียวเท่านั้น
ที่เราต้องเรียนรู้
และฝึกฝนให้มีขึ้นให้ได้
คือการเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์
โดยไม่หวั่นไหว
.....
 

อยู่เฉย ๆ
 
ท่านครับ
เราจะปฏิบัติเพื่อละอวิชชาอย่างไร ?
ไม่ต้องปฏิบัติอะไรหรอก
เพราะ  อวิชชา เพิ่งมาเกิด
อยู่เฉย ๆ อย่าให้มันเกิด ก็แล้วกัน
.....
 

ความง่าย ๆ คือธรรมชาติ
 
เวลาเดินลุยน้ำ  เราหาที่ตื้น ๆ
แต่เวลาพูด หรือคิด  เราชอบพูด  คิดลึก ๆ
.....
 

ไม่มีการปฏิบัติ
 
พระที่นี่ไม่เห็นปฏิบัติอะไร ?
เพียงแต่จำขี้ปากท่านอาจารย์มาพูด ๆ ๆ ?
เป็นความจริงทีเดียว
เพราะเราไม่เคยเรียนรู้ว่า
ผู้ปฏิบัติจะต้องมีรูปแบบอย่างไร ?
.....

ปัญหา ?
 
สิ่งที่เป็นปัญหา  ต้องเกี่ยวข้องกับเรา  ทำให้เราเดือดร้อน  เป็นทุกข์  เราต้องการดิ้นรนไปให้พ้น  และเราต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
นอกเหนือไปจากนี้  คือเรื่องที่ไปรับเข้ามาเบียดเบียนตนเองให้เป็นทุกข์  ไม่ใช่ปัญหาของเรา  เพราะเราแก้ไขอะไรไม่ได้
จะทำอย่างไรดีล่ะครับ?
พึงมีสติ  เห็นสักแต่ว่าเห็น  เป็นต้น
แต่สิ่งนั้นก็ยังเป็นปัญหาอยู่นี่ครับ  จะเห็นสักแต่ว่าเห็นอย่างไรได้?
การทำให้ตนเองเป็นทุกข์  ไม่ใช่การแก้ปัญหา
......
 


ผลอยู่ที่เรา
 
อย่าเพ่งโทษคนนั้น  คนนี้
หรือมองผู้อื่นในแง่ร้ายเป็นอันขาด
จนกว่าท่านจะพิสูจน์ให้เห็นแน่นอนแล้วว่า
ท่านไม่มีความทุกข์  เมื่อทำเช่นนั้น
.....
 

ไม่รู้จักเสร็จ
 
มีคนถามท่านอาจารย์ว่า
การก่อสร้างวิหารหลังเล็ก ๆ เมื่อไรจะเสร็จเรียบร้อยเสียที
เพราะลงมือก่อสร้างมาตั้ง 15 ปีแล้ว
ท่านมักตอบไปว่า
ก็เสร็จอยู่ทุกวัน  คุณมองไม่เห็นหรือ ?
......
 

สิ่งควรละอาย
 
อย่าละอาย  ว่ายังไม่ได้ รู้
แต่ขอให้ละอาย  ว่ายังไม่ได้ ละ
....

ผู้เสียสละ
 
ผู้ใด  เป็นผู้ยอมเสียเปรียบ
เพื่อให้ข้อพิพาท  หรือความขัดแย้งทั้งหลาย
ยุติลงได้
ผู้นั้น คือผู้เสียสละแท้จริง
...... 
 
ทฤษฎีแห่งความสัมพันธ์
 
ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุ  ตามปัจจัย
ไม่ได้เป็นไปตามความหวังของใคร
สร้างเหตุปัจจัยที่จะนำไปสู่ผลนั้น ๆ เถิด
โดยไม่ต้องสร้างความหวัง

......


สมาธิภาวนา

ผู้ชมการแข่งขัน
ย่อมจะเห็นการต่อสู้ที่แท้จริง
ผู้ดูย่อมเห็น
ผู้มองไปข้างหน้า  หรือข้างหลัง
ย่อมไม่เห็นตัวเอง
.....
 

นิพพานไม่คิดมูลค่า
 
การทำน้ำเย็นให้เป็นน้ำเดือด
ต้องเหน็ดเหนื่อย และสิ้นเปลือง
แต่การทำน้ำเดือด  ให้กลับเป็นน้ำเย็น
ไม่เหน็ดเหนื่อย และไม่สิ้นเปลืองอะไรเลย
.......

 

ผิดแต่ทีแรก
 
เมื่อมองเห็นปรากฏการณ์ทั้งปวง
ว่าเป็นสิ่งถูก หรือผิด  ดี หรือชั่ว  ก็ตาม
จิตย่อมเศร้าหมอง
และสูญเสียปรกติภาวะ
จิตชนิดนี้  ไม่สามารถเอามาใช้
เพื่อการแก้ปัญหาอะไรได้
......


 

ไม่เป็นทวินิยม
 
อุณหภูมิของน้ำ  มีแต่ร้อนมาก หรือร้อนน้อย
ไม่มีร้อน หรือเย็น
ธรรมชาติแท้จริงไม่เป็นทวินิยม
นี่เป็นกฎธรรมชาติ
การแก้ปัญหาของมนุษย์  ต้องไม่มีฝ่ายใด
ถูก ผิด  ดี ชั่ว  แพ้  ชนะ ฯลฯ
แต่ด้วยการปรองดองในทางสายกลาง
ด้วยความรู้สึกว่า  สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จึงจะถูกตรงกับกฎของธรรมชาติ  แล้วจะแก้ปัญหาได้

.....


น่าเสียดาย
 
เจ้าไม่เสียดายจิตที่เป็นปรกติภาวะ
ด้วยการปล่อยให้หวั่นไหว
ไปกับพฤติกรรมของผู้อื่น
หรือปรากฏการณ์เล็กน้อย
ของธรรมชาติหรือ ?
......

 

ชีวิตทั้งหมด
 
อย่าสงสัยต่อความ  ทุกข์  สุข
ปัญหา  และการแก้ปัญหาทั้งปวง  หรือ
อะไรคือความดีสูงสุด  ในการที่ได้เกิดมา...
รู้สึกเข้าไปในจิตขณะนี้นั่นแหละ
คือทั้งหมดของชีวิต

.....

สูงสุดของวิวัฒนาการ
 
ธรรมชาติ  ได้สร้างความสว่างไสว
ของพระจันทร์วันเพ็ญ
ก่อนที่มันจะเริ่มราตรีข้างแรมมืดมิด
สร้างความเบ่งบานสูงสุด
ของมวลดอกไม้
ก่อนที่มันจะเหี่ยวแห้งโรยรา
และได้สร้างพุทธภาวะ
เพื่อให้สัตว์ได้ เข้าถึง
ก่อนที่สังขารร่างกายจะแตกดับ
 
......  
 
อย่ารีบร้อน
 
ควรกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติให้เข้าถึง  สัจจะ
เพราะว่าเราอาจจะตายเมื่อไรก็ได้
แต่ไม่ควรรีบร้อนในการเผยแพร่ สัจจะ
เพราะว่า สัจจะ  คือกฎของธรรมชาตินั้น
จะอยู่ตลอดกาล  ไม่สูญหายไปไหน
ทั้งพระพุทธเจ้าก็ทรางประกาศไว้แล้ว
........
 

บรรลุธรรม
 
ในท่ามกลางความว้าวุ่น  และปัญหานานาชนิด
จะช่วยกันแก้ไขอย่างไร  ก็แก้ไขเถิด
แต่ปัจเจกบุคคลผู้รู้ ธรรม
ย่อมสามารถแยกจิตของตนเองออกมาเป็นอิสระ
อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวงได้
.....

 

พุทธะอยู่ในทุกคน
 
เมื่อจิตดำรงสภาวะที่ปราศจาก ตัวตน
การบริโภคใช้สอยปัจจัยทุกชนิด
ชื่อว่าได้ถวายแด่ พระตถาคต
เมื่อได้สนทนาปราศรัยกับผู้ใด
ผู้นั้น  ชื่อว่าได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า

.............