วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พลิกนิดเดียว

พลิกนิดเดียว
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก 


ธรรมะอยู่ที่ 50:50

ถ้าคิดว่า “เขาทำผิด” “เขาไม่ควรทำเราอย่างนี้”
ให้คิดว่าเราก็ผิด 50% ด้วย
คิดอย่างนี้เราก็จะไม่โกรธเขา เพราะถ้าโกรธเขาก็ต้องโกรธตัวเราด้วย
และเขาอาจจะไม่ผิดก็ได้ เชื่อไว้ 50% ก่อน
คิดอย่างนี้เราก็ไม่ทุกข์



ใครเล่าว่า “คนนั้นเขานินทาเราอย่างนี้” “คนนั้นเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้”

อย่าเพิ่งเชื่อ และก็อย่างเพิ่งปฏิเสธทันที
รับฟังไว้ 50% ก่อน
อย่าวิพากษ์วิจารณ์ทันที แล้วก็เป็นทุกข์ แล้วก็ปรุงแต่งต่อไป
บ่อยๆครั้งเราก็จะโกรธและเสียเวลาคิด เสียอารมณ์ไปโดยเปล่าประโยชน์

อย่าไปทำตามคำพูด ความคิดของใครๆทั้งหมดทันที
ฟังแล้วทำตามเขา 100% ก็มักจะวุ่นบ่อยๆ
เพราะความคิดก็เป็นอนิจจัง เขา (ผู้พูด) อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้
เราอาจฟังผิดก็ได้ เขาอาจคิดผิดและเปลี่ยนความคิดใหม่ก็ได้
ถ้าเรารับฟังไว้ 50% ก่อน
ตั้งสติของเราเข้าไว้ ก็จะปลอดภัย ไม่สับสน ไม่ทุกข์

แม้แต่ความคิดของเราเองก็อย่าเชื่อ 100%
รับฟังไว้ 50% ก่อน
เพราะเราก็อาจเปลี่ยนความคิดได้
ที่เราคิดว่าถูก จริงๆอาจผิดก็ได้
ไม่แน่หรอก

สรุปว่า อย่าเชื่อทั้งตัวเรา ตัวเขา อย่าเชื่อทั้งสุข และทุกข์ 100%
รับฟังไว้ 50% ก่อน
ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องแปลกใจ.. ตั้งสติเข้าไว้ก่อน
พิจารณาให้ดีก่อน
สุขก็ไม่แน่นอน ทุกข์ก็ไม่แน่นอน
สุขหายไปก็ทุกข์ ทุกข์หายไปก็สุข
ทุกอย่างไม่แน่นอน.. ก็เท่านั้นเอง




เขานินทาเรา
เขานินทาเรา เขาด่าเรา เขาแย่งของเราไป ฯลฯ
เราไม่พอใจ เรากำลังจะโกรธเขา ต้องรีบแก้ไขทันที
“เขา” ไม่สำคัญ สำคัญที่ใจเรากำลังจะเป็นทุกข์
เรากำลังจะผิดศีล กำลังจะผิดข้อวัตรของเรา
ระวังนะ.. ถ้าเราเป็นทุกข์ เราก็ผิดข้อวัตรของเรา
ผิดศีล เราก็บาปแล้ว
เราต้องมีหิริ โอตตัปปะ ละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป
ถ้าเราเป็นทุกข์ เราผิดศีล เราก็บาป

ใครเขานินทาเราก็ไม่สำคัญ เขาทำอะไรๆเราก็ไม่สำคัญ สำคัญที่ใจเรา
สำคัญที่ใจเราอย่าเป็นทุกข์เท่านั้นก็พอแล้ว
ไม่ต้องดูใคร ไม่ต้องฟังใคร ดูกายกับใจของเรานี่แหละ
เราต้องเป็นที่พึ่งของเราเอง
อัตตาหิ อัตตโนนาโถ นะ
เราขึ้นอยู่กับคำพูดหรือการกระทำของคนอื่นไม่ได้หรอก
ระวังนะ.. คนโน้นคนนี้ก็ไม่สำคัญหรอก สำคัญที่จิตของเรานี่แหละ
ใครทุกข์ก็ไม่ต้องทุกข์ตามเขา ไม่ต้องโต้ตอบ ไม่ต้องชี้แจง ไม่ต้องกลัว
สำคัญที่ใจเราอย่าเป็นทุกข์นะ
ถ้าเราทุกข์เราผิดแล้วนะ ไม่ใช่เขาผิดหรอก
ต้องรีบพิจารณาแก้ไขทันที




อย่าคิดว่าเราทุกข์

ทุกข์ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ทุกข์
ทุกข์ไม่ใช่อยู่ในเรา เราไม่ใช่อยู่ในทุกข์
ทุกข์เขาก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เรามีหน้าที่เพียงกำหนดรู้ทุกข์ที่เกิดขึ้น
กำหนดรู้ทุกข์ที่ตั้งอยู่
กำหนดรู้ทุกข์ที่ดับไป
ทำอย่างนี้เราก็สามารถรับทุกข์ได้
ทุกข์แค่ไหนก็รับได้
ต้องอดทนนะ คนมีปัญญาทนทุกข์ได้




ถ้าเรายังเป็นทุกข์ ก็ยังใช้ไม่ได้ ยังผิดอยู่

ให้พิจารณาอริยสัจ 4 เสมอๆ
ถ้าเรายังเป็นทุกข์ แสดงว่าเราไม่มีสัมมาทิฏฐิ
เวลาทุกข์เกิดขึ้นให้ดูเข้าข้างใน (ดูจิต)
อย่าไปดูข้างนอก อย่าไปโทษคนโน้นคนนี้
ให้ดูกายกับใจของเรานี่แหละ
ดูให้เห็นว่า ตัณหา อุปาทาน นี้แหละ เป็นตัวต้นเหตุให้ทุกข์เกิด
เป็นมาร เป็นศัตรูที่ร้ายแรงที่สุด
ให้มีขันติ อดทนสู้อารมณ์นั้นๆ
ตามรู้อารมณ์นั้นๆ
รู้แล้วก็ไม่หวั่นไหว
ไม่เดือดร้อนเป็นทุกข์
รู้แล้วไม่หลง ไม่ติด
มีแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
นั่นแหละ พระพุทธเจ้าอยู่ที่นี่เอง
ไม่ต้องไปหาที่ไหน
แม้จะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ยอม
ต้องเอาชนะให้ได้
อาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอาวุธ
ดูให้เห็น อนิจจัง ความไม่เที่ยงแท้ ความไม่แน่นอน




ทุกข์

“เคยทุกข์แทบจะตายไหม” ท่านอาจารย์ถาม
ถ้าทุกข์หรือหดหู่ ให้รู้อยู่ว่าทุกข์หรือหดหู่ ไม่ต้องปรุงแต่ง
ให้อดทนเพ่งความทุกข์ความหดหู่ใจอยู่อย่างนั้น
ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ประคับประคองจิต ไม่ให้เอียงไปทางซ้าย ไม่ให้เอียงไปทางขวา
ทำใจให้เป็นกลางๆ
กำหนดรู้อยู่อย่างนั้น นั่งก็รู้ เดินก็รู้
กำหนดไป กำหนดไป ก็จะรู้ชัดขึ้นๆ
จะเห็นเป็นความว่างต่างหาก
เห็นว่าความทุกข์ก็ดี ความหดหู่ก็ดี เป็นสักแต่ว่าความรู้สึกเท่านั้น
ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เป็นเพียงอุปาทานเท่านั้น
อุปาทานว่าเราหดหู่ อุปาทานว่าเราทุกข์นั่นแหละ
จริงๆแล้วมันก็เปลี่ยนแปลงได้ และจะเปลี่ยนไปเอง
เมื่อมีอารมณ์ใหม่เข้ามาแทนที่
เพราะมันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เราทุกข์ เราหดหู่ เพราะอุปาทาน ความยึดมั่นนั่นแหละ
อาศัยความอดทน อดกลั้น ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์วิปัสนา
เพ่งพิจารณาความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน
แล้วความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกหดหู่ใจ ก็จะเปลี่ยนไปเอง
เพราะ สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
แล้วเราจะรู้ชัดขึ้นๆ




ความหดหู่เป็นอาคันตุกะ

เขามาเยี่ยมเฉยๆ แล้วก็ไป ไปแล้วก็มาใหม่
ถ้าเราหยุด วางเฉย เขาก็อยู่ไม่ได้
อย่าเพลิดเพลินกับการตามอารมณ์นะ
แขกมาหา จะไล่เขาไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะโกรธเอา
ต้อนรับก็ไม่ได้ เขาจะอยู่เลย
เราเฉยเสีย เขาก็จะไปเอง
เพราะเขาเป็นอาคันตุกะ ไม่ใช่ผู้อยู่ประจำ
ถ้าเขามาก็รู้ว่า อ้อ เขามาแล้ว กำหนดรู้ แล้วก็เฉย
ทำใจให้เป็นอุเบกขา ทำใจเป็นกลางๆ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ไม่ตกใจ ไม่กลัว ไม่รังเกียจ
เอาก็ไม่ใช่ ไม่เอาก็ไม่ใช่
กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ
จุดหมาย คือ ความไม่มีทุกข์ และจิตที่สงบ สะอาด สว่าง




ให้เอาทุกข์เป็นอาจารย์

อย่ารังเกียจทุกข์นะ อย่าหนีทุกข์ อย่ากลัวทุกข์
ทุกข์นั่นแหละเตือนเราไม่ให้ประมาท
ให้เกิดปัญญา ให้รู้ ให้เห็น ตามความเป็นจริง ให้เห็นสัจธรรม
ยิ่งทุกข์มากยิ่งดี เมื่อผ่านไปได้ ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวอะไร
ต้องอดทนต่อสู้ ด้วยจิตใจที่กล้าหาญ
ทุกข์ที่ไหน กำหนดดูที่นั่น
ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ต้องตามรู้ ตามศึกษา
ค้นหาดูทุกข์
ดูไปๆ ก็จะพบตัณหา อุปาทาน
ตัณหา อุปาทาน นี่แหละ ทำให้เป็นทุกข์
ตัณหา อุปาทาน นี่แหละ ปิดบังไม่ให้เห็นทุกข์
เป็นทุกข์ แต่ไม่เห็นทุกข์
เราจึงต้องทำจิตใจให้เข้มแข็ง มุ่งหน้าเข้าไป (พิสูจน์) ดู
จึงจะเห็นทุกข์
เมื่อเห็นแล้วก็จะรู้แจ้ง
เกิดญาณทัสสนะ ทั้งรู้ ทั้งเห็น ตามความเป็นจริงว่า
ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น
ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่
ทุกข์เท่านั้นดับไป
นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรเกิด
นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรดับ

สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
สัพเพ ธัมมา อนัตตา
ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา
เมื่อวางเฉยได้ วางทุกข์ได้ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ทุกข์ก็จะไม่มี หรือมีเหมือนไม่มี

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีรักษาใจเราให้เป็นสุขอยู่เสมอ

หนังสือ time magazine บอกว่าที่อเมริกา ได้มีงานวิจัย พบว่า คนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ก็คือ พระในทางพุทธศาสนา โดยทดสอบด้วยการสแกนสมองของพระที่ ทำสมาธิ และได้ผลลัพธ์ ออกมาว่าเป็นจริง..

หลัก ความเชื่อของศาสนาพุทธ ก็คือ เหตุที่ทำให้เกิดความสุข นั้นก็คือ อยู่กับปัจจุบันขณะ ปล่อยวางได้ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ควบคุมความอยากที่ไม่มีสิ้นสุด ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทะเลาะ และใช้หลัก เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ให้อภัย ตัวเอง และผู้อื่น มีจิตใจเมตตากรุณา และเสียสละเพื่อผู้อื่น

อริยะ สัจ 4 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและ บอกไว้ ว่าด้วย ทุกข์ สมุทัย มรรค นิโรธ แท้จริงแล้วก็คือ ทางเดินไปหาคำว่า " ความสุข " เพราะถ้าเมื่อไรเรากำจัด " ความทุกข์ " ได้แล้ว ความสุขก็จะเกิดขึ้นทันที

อุปสรรค ของความสุข ก็คือ แรงปรารถนา และตัณหา พระอาจารย์บอกว่า คนเราจะมีความสุขมันไม่มีขึ้นอยู่กับว่า " มีเท่าไร " แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าเรา " พอเมื่อไร " ความสุขไม่ได้ขึ้นกับจำนวนสิ่งของที่เรามีหรือเราได้...

ท่าน สังเกตเอาจากชาวนาที่ จ อุบล ถ้าบ้านไหนมีควายไว้ช่วยทำนา 1 ตัว บ้านนั้นจะมีความสุข แต่เมื่อไร ที่ชาวนาคนไหนอยากจะได้ ควาย ตัวที่ 2 ปั๊ป ชาวนาคนนั้นจะไม่มีความสุข เลย

เพราะ ต้องเริ่มคิดว่าจะทำไงดีถึงจะได้ควายอีกสักตัว เราก็เหมือนกัน เมื่อไรที่เรา อยากได้รถคันใหม่ อยากได้บ้านใหม่ อยากไปเที่ยว อยากจะมัดใจไอ้หมอนั้น ให้ได้ (อิอิ) ฯลฯ เราจะเริ่มเป็นทุกข์ เพราะเราต้อง คิดหาทางที่จะเอามันมาให้ได้ มาเป็นของเรา..

ดัง นั้นวิธีจะมีความสุข อันดับแรก ต้อง " หยุดให้เป็น และพอใจให้ได้ " ถ้าเราไม่หยุดความอยาก(ที่มากเกินไป) ของเราแล้วละก็ เราก็จะต้องวิ่งไล่ตาม หลายสิ่งที่เรา " อยากได้ " แล้วนั่นมัน เหนื่อย!!!และความทุกข์ ก็จะตามมา...

ข้อต่อมาที่ทำให้เราเป็นสุข คือ การมองทุกอย่างใน แง่บวก เมื่อเสร็จงานแล้วกลับถึงบ้าน คนที่บ้านถามว่า วันนี้เป็นไงบ้าง ? ส่วนใหญ่เราจะตอบว่า " โดนบอสด่ามา วุ่นวาย ลูกค้า งี่เง่า ฯลฯ " ทำไมเราถึงชอบคิดถึงแต่เรืองไม่ดี

ใน ชีวิตแต่ละวัน แน่นอน เราต้องเจอทั้งเรื่องดี และไม่ดี แต่ถ้าเราอยากจะมีความสุขเราต้องเริ่ม ด้วยการมองแต่สิ่งดีๆ มองให้เป็นบวก เพื่อที่ใจเราจะได้เป็นบวก คิดถึงสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วในวันนี้ สิ่งดีๆที่เราได้ทำ....

ข้อ ต่อมาคือ การให้ หมายรวมถึงการให้ในรูปแบบสิ่งของหรือ เงิน เรียกว่าบริจาค และการให้ ความเมตตา กรุณาต่อกัน ให้อภัย ทั้งตัวเอง และคนอื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ เป็นปัจจัย ทำให้เรามีความสุข....

การ ปล่อยวาง ให้ได้ ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเรื่องจะร้ายแรงและเศร้าโศกเพียงใด จำไว้ว่า มันจะโดน เวลา พัดพามันไปจากเราไม่ช้าก็เร็ว เราจะผ่านพ้นไปได้....

และยอม รับในความเป็นจริงของชีวิต ไม่ว่า จะเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบเพียงใด ไม่ว่า ผิดหวัง สูญเสีย เจ็บป่วยล้วนแล้วแต่ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เราทุกคนต้องได้ผ่าน บททดสอบนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร...

ขอให้เรารักษาใจเราให้เป็นสุข อยู่เสมอ เพราะความสุข มันอยู่ใกล้แค่นี้เอง แค่ที่ ใจของเรา นี่เองแหละ...
 
 

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ความจริงไม่มีใครทุกข์

หลักธรรมของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย


ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์


จิตเห็นจิต เป็นมรรค


ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
.....................................................


จิตคิด จิตเกิด จิตไม่คิด จิตไม่เกิด

จิตคิด จิตถูกทำลาย จิตไม่คิด จิตไม่ถูกทำลาย

จิตปรุงแต่ง จิตถูกทำลาย จิตไม่ปรุงแต่ง จิตไม่ถูกทำลาย

จิตแสวงหา จิตถูกทำลาย จิตไม่แสวงหา จิตไม่ถูกทำลาย

จิตปรารถนา จิตถูกทำลาย จิตไม่มีความกำหนัด จิตไม่ถูกทำลาย

ทิ้งหมด รู้หมด ทิ้งหมด ได้หมด ไม่ทิ้งเลย ไม่รู้เลย ไม่ทิ้งเลย ไม่ได้เลย 

ทรงจิตเข้ามรรคจิต แล้วจิตพิจารณาจิต รู้ธรรมในจิต แล้วถนอมมรรคจิต

จงทำให้ชำนิชำนาญ จิตอมรมจิต รู้ธรรมภายในจิต แล้วอบรมธรรมในธรรมภายในจิต 

ผู้รู้ไม่คิด ผู้คิดยังไม่รู้ รู้แล้วไม่ต้องคิดก็เกิดปัญญา
.................................................................

เอาธรรมมาอบรมธรรม รู้ธรรมในธรรม


เอาธรรมชาติมาปฏิบัติธรรมชาติ ให้รู้ธรรมชาติในธรรมชาติ


เอาธาตุมาปฏิบัติธาตุ ให้รู้ธาตุในธาตุ


เอาธรรมอบรมในธรรม เอาจิตอบรมจิต ให้รู้ธรรมภายในจิต


รู้แล้วละวาง ปล่อยทิ้ง และไม่อาลัย และไม่ยึดมั่นธรรมต่างๆ 


ธรรมที่เกิดขึ้นภายในจิต ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว


บาปบุญเปรียบเหมือนมารยา เกิดขึ้นแล้วดับ ปล่อยทิ้งทั้งสอง
..............................................................................

มีแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน


สิ้นแห่งความรู้ หุบปากเงียบ อิ่มในธรรม


ธรรมเดินธรรม ไม่มีธรรมนั่นคือธรรม
...................................................
บุคคลไม่ควรเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์ถึงสิ่งนอกกายทั้งหลายที่มันผ่านพ้นไปแล้ว 

มันหมดไปแล้ว 

เพราะสิ่งเหล่านั้น มันได้ทำหน้าที่ของมันอย่างถูกต้องโดยสมบูรณ์ที่สุดแล้ว
...............................................




โลกนี้มันก็มีเท่าที่เคยรู้มาแล้วนั่นเอง


"ขอให้ท่านทั้งหลายจงสำรวจดูความสุขว่า ตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต 

ครั้นสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยรู้เคยพบมาแล้วนั่นเอง 

ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี โลกนี้มีอยู่แค่นั้นเองแล้วก็ซ้ำๆซากๆ อยู่แค่นั้น 

เกิดแก่เจ็บตายอยู่ร่ำไป มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น 

ปลอดภัยกว่านั้น พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย 

เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส 

เป็นสุขที่ปลอดภัยหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย” 

....................................................


แนะวิธีละนิมิต

“เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก 

แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละได้ง่ายๆก็คือ 

อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่อยากเห็นก็จะหายไปเอง”

......................................................

มีคนถามหลวงปู่ว่า ท่านยังมีโกรธอยู่ไหม


หลวงปู่ตอบเร็วว่า


“มี แต่ไม่เอา”
......................................................
"คนสมัยนี้ เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด"

"ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทัน เมื่อรู้ทัน มันก็ดับไปเอง"

....................................................
การปฏิบัติ ให้มุ่งปฏิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ เพื่อคลายความกำหนัด ยินดี 

เพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์วิมาน 

หรือแม้พระนิพพานก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะเห็นทั้งนั้น 

ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆไม่ต้องอยากเห็นอะไร 

เพราะนิพพานมันเป็นของว่างไม่มีตัวตน หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรียบไม่ได้ 

ปฏิบัติไปจึงจะรู้เอง

.................................................
หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต จิตของเราทุกคนนั่นแหละคือหลักธรรมสูงสุด ที่อยู่ในจิตใจเรา 

นอกจากนั้นแล้วมันไม่มีหลักธรรมใดๆเลย.. 

ขอให้เลิกละการคิด และการอธิบายเสียให้หมดสิ้น 

จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ซึ่งมีประจำอยู่แล้วในทุกคน”

......................................................

จริง แต่ไม่จริง


ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมาในแบบต่างๆ ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง ปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พุทธรูปปรากฎอยู่ในตัวเรา สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ 


หลวงปู่บอกว่า


“ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง”

.........................................................
จิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน


ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร

เมื่อธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ธรรม จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร 

สิ่งที่ว่าไม่มีธรรม นั่นแหละมันเป็นธรรม ของมันในตัว 

(ผู้รู้น่ะจริง แต่สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง) 


เมื่อจิตว่างจากพฤติต่างๆแล้ว จิตก็จะถึงความว่างที่แท้จริง 

ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป

จึงทราบได้ว่าแท้จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง

มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้นไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ 

ซาบซึมอยู่ในสิ่ง ทุกๆสิ่ง

.....................................................
เมื่อจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นความว่าง 

ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง ไม่มีความเป็นอะไร จะไปรู้สภาวะของอะไร 

ไม่มีสภาวะของใครจะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร



จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง


เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว 

“จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง” จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมุติ บัญญัติทั้งปวง 

เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำพูด และพ้นไปจากการกล่าวอ้างใดๆทั้งสิ้น 

เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง 

รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของจักรวาล 

เดินเข้าเป็นหนึ่ง เรียกว่า “นิพพาน”

......................................................................


วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

วันเกิด


อวิชชาพาจิตจึงจุติ
ควรดำริเร่งมรรคเพื่อผลให้
ก่อนชรามรณะจะพรากไป
เวียนวนในวัฏฏะชั่วนิรันดร์

..........................

ถ้าการครบรอบวันเกิดในแต่ละปี
เป็นการหยั่งลงในครรภ์เพื่อการเกิดใหม่ในแต่ละภพ
คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักเลย

............................

By No.9

หนังสือธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน (ฉบับสมบูรณ์)

ไฟล์ต้นฉบับ  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน (ฉบับสมบูรณ์)

ได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเรียบร้อยแล้ว  มีทั้งหมด 192 หน้า

ท่านที่สนใจจะเข้าไปชมรูปแบบหนังสือเล่มนี้  Download ได้จาก link นี้ค่ะ


http://file.uploadfile.biz/i/MDEVMEIIEVDNEW









คำนำ


ใช่คุณ...หรือเปล่า ?

หนักเหลือเกิน...กับการที่ต้องแบกความทุกข์ ความหนักใจไว้ทั้งชีวิต

เหนื่อยเหลือเกิน ....กับการที่ต้องกระทบกระทั่งอารมณ์หลากหลาย หัวเราะ ร้องไห้   ยินดี ยินร้าย ที่ถาโถมเข้ามา  ตลอดเวลาทุกวันคืน

เบื่อเหลือเกิน....กับการเวียนเกิด  เวียนตาย  อยู่ในสังสารวัฏอันยาวไกล  โดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง  และจะยังวนเวียนไปอีกเท่าไรหนอ ?

....ลองหยุดสักนิด....แล้วถามตัวเองว่า....
เราทุกข์เพราะสิ่งใด...?
เรากำลังแบกอะไร  …?
เราจะวางลงได้ไหม  ....?
เราจะวางอย่างไร....?
เมื่อเห็นทุกข์  ย่อมอยากออกจากทุกข์...จึงต้องมีคำถาม แล้วก็หาคำตอบ
และ  “คำตอบ”....ที่คุณค้นหา   อยู่ในหนังสือเล่มนี้ 

.....  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน

เป็นการถ่ายทอด...กฎธรรมชาติ....กฎแห่งกรรม  ... กฎของจักรวาล ผ่านหนังสือเล่มนี้  โดยผู้ทรงภูมิปัญญาจากต่างดวงดาวในจักรวาลนี้  เพื่อให้มนุษย์บนโลกใบนี้  ได้มองเห็นสัจจะธรรม  หรือกฎธรรมชาติในอีกมุมหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง  ที่เกิดขึ้น   ตั้งอยู่  ดับไป  ซึ่งกฏธรรมชาติ  เป็นกฎเดียวกันในทุก ๆ จักรวาล

ธรรมชาติ   สามารถเข้าถึงได้

อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็น

วันนี้....คุณอาจโชคดี  ที่ได้เห็นธรรมชาติของขันธ์ 5   ผ่านภาษาเรียบง่ายที่เข้าใจได้ทันที....โดยผ่านหนังสือเล่มนี้...เท่านั้น

ข้อความที่เป็นสัจธรรมนี้   ไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยภาษาที่เลิศเลอ  แต่เป็นถ้อยคำง่าย ๆ   ที่ผู้อ่านทุกวัย  สามารถเข้าใจได้ทันทีที่อ่านจบ 

ออกจากทุกข์ได้ทันที  ที่อยากออก
 
วางความหนักได้ทันที  ที่อยากวาง

จะสุข หรือทุกข์  จะยึดหรือวาง  จะว่างหรือวุ่น ... คุณเลือกได้

อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว  มุมมองคุณจะเปลี่ยนไป  คุณจะเห็นความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติที่เป็นเช่นนั้นเองอยู่ตลอดเวลา  และไม่ไปบังคับบัญชาสิ่งเหล่านั้น  ความเห็นผิดยึดติดในอัตตาตัวตนจะลดน้อยถอยลงไป   จนคุณสามารถเลือกได้  ว่าอยากจะทุกข์ต่อไป  หรือจะคืนความทุกข์ให้ธรรมชาติ  โดยไม่ไปคว้าเอามาครอบครอง
คำถามมากมาย  คำตอบหลากหลายที่ได้พบเจอจากสถานที่ต่าง ๆ  อาจทำให้เบาบางจางคลายจากความทุกข์ได้เป็นครั้งๆ  แล้วก็กลับมาทุกข์ใหม่  ด้วยความไม่เข้าใจขันธ์ 5 ตามจริง


แต่...หนังสือเล่มนี้จะทำให้...ความทุกข์หายไปอย่างถาวร ถ้าคุณทำได้.. 

ด้วยมุมมองที่เข้าใจ....ว่าความทุกข์เกิดขึ้นเพราะไปอุปาทาน  ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ว่านั่นเรา  นั่นเป็นเรา  นั่นเป็นของเรา  จึงยึดมั่นถือมั่นกันเอาไว้  จึงต้องเวียนเกิดเวียนตาย...จนนับภพนับชาติไม่ได้แล้ว
เพราะอวิชชา  คือความเห็นผิด  ทำให้ยึดติดในตัวตน....เรา  เขา

แต่...วันนี้...มุมมองของคุณจะเปลี่ยนไป...อัตตาตัวตนของคุณจะหล่นหาย  เพราะไม่อยาก ”ยึดไว้” อีกแล้วนั่นเอง.


กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา)
www.ufokaokala.com


หนังสือเล่มนี้  ....  ไม่มีขาย  

เพราะเป็นการจัดทำขึ้น  โดยสมาชิกกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) หลาย ๆ ท่านที่รวมกันจัดทำขึ้นมา  โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน   คือเห็นคุณค่าของข้อความที่ถูกถ่ายทอดมาจากผู้ทรงภูมิปัญญาจากต่างดวงดาว  ได้ติดตามอ่านและมีความเข้าใจในกลไกของธรรมชาติ  ที่ถูกถ่ายทอดแบบเรียบง่าย  เข้าใจได้ทันที  จนมีความเบาบางจางคลายจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าได้ในระดับหนึ่ง  และความทุกข์ที่เคยมีได้ลดน้อยลงไป   

จึงมีความประสงค์จะจัดพิมพ์ฉบับรวมเล่มขึ้นมา   เพื่อนำไปให้ญาติสนิท มิตรสหาย หรือแจกจ่ายให้เป็นธรรมทานแก่ผู้ที่สนใจได้อ่านกัน   

สมาชิกหลายท่านจึงได้ร่วมกันจัดทำหนังสือขึ้นมา 
ในชื่อว่า  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ดังหน้าปกที่ได้นำเสนอไว้ด้านบนนี้

ซึ่งในบางส่วนจะนำไปใช้เพื่อการประสานงานของกลุ่มฯ  โดยมอบให้กับกลุ่ม และคณะฯ บุคคลอื่น ๆ ในการประสานงานฯ  แต่ละกิจกรรม    
และส่วนหนึ่งได้เตรียมไว้เพื่อแจกให้กับผู้ที่เข้าร่วมในกิจกรรม  ในแต่ละกิจกรรมของกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) ที่ได้จัดขึ้น
 




ที่มา ของการจัดทำหนังสือ
....ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ... (ชุดใหม่)



เนื่องจากมีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน  ที่ได้ติดตามอ่านข้อมูลเรื่องของธรรมะ  และกฏธรรมชาติในเว็บไซด์ www.ufokaokala.com แห่งนี้  มีความเข้าใจ  และต้องการนำไปเผยแพร่ให้กับผู้ที่สนใจ 

มีการขอรับหนังสือ ธรรมะเพื่อการละวางอัตตา ในชุดที่ 1 มาที่กลุ่มหลายท่าน  แต่หนังสือที่ได้มีการพิมพ์แจกก่อนหน้านี้ได้หมดลงไปแล้ว  และทางกลุ่มก็ไม่ได้มีโครงการพิมพ์เพิ่มเติมแต่อย่างใด

จึงได้นำข้อมูลไปปริ้นข้อมูล และถ่ายเป็นเอกสาร  เผยแพร่ให้กับคนใกล้ชิด และเพื่อน ๆ ที่สนใจมาอย่างต่อเนื่อง

จนได้มีโอกาสประสานงานกับคุณหมอพงษ์ศักดิ์  ตั้งคณา  ได้มีการบอกกล่าวเรื่องราวของเขากะลาให้ท่านได้รับทราบ  ซึ่งท่านได้ให้ความสนใจในเรื่องของธรรมะที่ได้มีการถ่ายทอดมาจากมนุษย์ต่างดาวนั้น  ว่าจะเป็นรูปแบบใด  ตรงกับกฏแห่งกรรม  หรือกฏธรรมชาติหรือไม่  เพราะท่านเป็นนักปฏิบัติธรรม และบรรยายธรรมะมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ซึ่งทางกลุ่มประสานงาน  ได้มอบหนังสือธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ชุดที่ 1 และ 2 ให้กับคุณหมอพงษ์ศักดิ์  ได้นำไปอ่าน และพิจารณาในข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้





ซึ่งหลังจากท่านได้อ่านธรรมะเพื่อการละวางอัตตาในหนังสือเล่มนี้แล้ว  ท่านได้กล่าวว่า  เป็นการถ่ายทอดกฏธรรมชาติที่ถูกตรง  อ่านง่าย และสามารถเข้าใจได้ในทันที  ท่านจึงสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ข้อมูลนี้ออกสู่สาธารณะ  เพื่อให้บุคคลอื่นได้มีโอกาสรับทราบด้วย   จะได้มีการกระจายข้อมูลกว้างออกไป

แต่เนื่องจากทางกลุ่มไม่มีโครงการที่จะจัดพิมพ์เพิ่มเติม  เนื่องจากการจัดพิมพ์หนังสือนั้น  ต้นทุนอยู่ที่เล่มละ 40 บาท  และในปริมาณน้อยทางโรงพิมพ์ก็จะไม่จัดพิมพ์ให้  ต้องเป็น 1,000 เล่มขึ้นไป

คุณหมอพงษ์ศักดิ์  ท่านได้ให้ความกรุณากลุ่มประสานงานฯเป็นอย่างยิ่ง  โดยท่านแจ้งว่า  ท่านยินดีสนับสนุน  ในเจตนาของกลุ่มฯ  ที่จะเผยแพร่ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตนนี้  ท่านจึงจะช่วยเจรจากับสำนักพิมพ์ที่ท่านได้พิมพ์หนังสือเป็นประจำนั้น  ให้ช่วยพิจารณาจัดทำหนังสือให้กับกลุ่มในราคาพิเศษ  ซึ่งทางโรงพิมพ์ได้ให้ความอนุเคราะห์อย่างดียิ่ง  โดยได้แจ้งกับคุณหมอพงษ์ศักดิ์ว่า จะพิมพ์ให้ในราคาเล่มละ 25.- บาท  ตั้งแต่ 2,000 เล่มขึ้นไป

ดังนั้น  คุณหมอพงษ์ศักดิ์  ท่านจึงได้แจ้งให้พี่สุดใจได้รับทราบ หากจะพิมพ์หนังสือ  ก็จัดส่งต้นฉบับมาให้กับท่าน  ท่านจะกรุณาเป็นธุระจัดส่งให้กับทางโรงพิมพ์  และหากพิมพ์เสร็จแล้วให้นำมาส่งที่มูลนิธิ จิตเป็นผู้ให้ใจเป็นนิพพาน ของท่าน

ดังนั้น  จึงได้มีการรวบรวมสมาชิกที่เคยแจ้งความจำนงค์ไว้ก่อนหน้านี้  ว่าประสงค์จะจัดพิมพ์หนังสือเพื่อแจกเป็นธรรมทาน  ให้ได้รับทราบ และรวบรวมเงินเพื่อที่จะจัดพิมพ์หนังสือขึ้นมา

และต้องขออภัยอย่างยิ่ง  ที่ไม่ได้มีการแจ้งลงหน้าเว็บไซด์  ufokaokala.com แห่งนี้  เพราะวัตถุประสงค์มิได้ต้องการชักจูง  หรือขอรับบริจาคเพื่อทำหนังสือแต่อย่างใด   หากแต่ผู้ที่ต้องการจัดทำนั้น  ได้มีความประสงค์ต้องการที่จะจัดทำอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อมีโอกาส  สามารถทำได้ในราคาที่ย่อมเยา จึงได้ร่วมกันจัดทำหนังสือนี้ขึ้นมา  จำนวน 2,000 เล่ม  โดยคุณหมอพงษ์ศักดิ์  ท่านได้สั่งพิมพ์เพิ่มอีกและมอบให้ทางกลุ่มเพื่อนำไปแจกอีก 100 เล่ม   รวมเป็น 2,100 เล่ม ในขณะนี้

ต้องขอขอบพระคุณ คุณหมอพงษ์ศักดิ์  ตั้งคณา  เป็นอย่างสูง  ที่ได้ให้ความอนุเคราะ์ห์กลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) อย่างต่อเนื่องเสมอมา..

ขอขอบคุณ  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ทุก ๆ ท่าน

คุณวาสนา  ชื่นสำนวน 
ออกแบบปกหน้า  





รูปพระประธานฯ บนเขากะลา  เปรียบแทนพระพุทธองค์  พระอาทิตย์แสดงการเริ่มขึ้นในยามเช้า  ส่องสว่างในกลางวัน และตกในยามเย็นนั้น   
พระอาทิตย์เปรียบเสมือนธรรมของพระพุทธองค์   แก่นของพระธรรม   คือการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ และดับไป  ไม่ได้เป็นตัวตนที่เที่ยงแท้แน่นอน


และระบบให้ใช้สัญญลักษณ์เป็นรูปดอกบัวตูม  ดอกบัวแย้ม  และดอกบัวบาน  สื่อความหมายถึง บุคคลที่เปรียบเสมือนดอกบัวตูมที่โผล่พ้นน้ำขึ้นรับแสงอาทิตย์ (พระธรรม)   เมื่อได้รับรู้ในธรรม  ดอกบัวก็จะค่อย ๆ แย้มบาน ด้วยบุคคลนั้นมีความเข้าใจในธรรม  และกลายเป็นดอกบัวที่เบ่งบานในที่สุด 
ซึ่งเปรียบเสมือนมนุษย์ผู้นั้น...เป็นผู้มีความเบิกบานในธรรมนั่นเอง 



ออกแบบปกหลัง  ระบบให้ใช้ภาพของบึงบอระเพ็ดเป็นปกหลัง  เพราะเป็นฐานที่ตั้ง และเก็บจานบินของมนุษย์ต่างดาว  ที่มาเตรียมการอยู่ใต้บึงบอระเพ็ด แต่เป็นคนละมิติกัน 



พี่สุดใจ  เป็นผู้รับการถ่ายทอดข้อมูลจากระบบ  และพิมพ์เผยแพร่ในเว็บไซด์เขากะลาแห่งนี้ และเขียนคำนำ ..ใช่คุณ หรือเปล่า ? ในหนังสือเล่มนี้



อาจารย์หนุ่ย  ทำหน้าที่ประสานงานกับสมาชิกที่แจ้งความประสงค์จะร่วมจัดทำหนังสือ และตรวจสอบข้อมูล การจัดวางรูปเล่ม และอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ 



น้องแอน  รวบรวมข้อมูลธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน  ในเว็บไซด์ ufokaokala.com  ทั้ง 4 ชุด  คัดเลือกมารวมเป็นเล่ม  และจัดหาภาพประกอบ  ก่อนส่งให้อาจารย์หนุ่ย และคุณกุ้ง (แมวน้อย) ช่วยตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง  



คุณแมวน้อย  เป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาของข้อมูล  รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและรวบรวมรายชื่อ  และค่าพิมพ์หนังสือจากสมาชิกที่ได้แจ้งความประสงค์เข้ามา  เพื่อที่จะจัดส่งให้ผู้ที่จัดพิมพ์ต่อไป



และขอขอบคุณ  สมาชิกทุก ๆ ท่าน  ที่ได้เห็นความสำคัญของการเผยแพร่ธรรมะ  ให้กับบุคคลอื่นเพื่อเป็นธรรมทาน  และจัดพิมพ์หนังสือ  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน  ฉบับใหม่นี้ขึ้นมา  ซึ่งมีความหนา  192 หน้า  ในราคาย่อมเยา


พิเศษ...แจกหนังสือให้กับสมาชิก 
ในการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) 


กลุ่มประสานงานฯ  จะเดินทางไปบรรยายเรื่อง...การช่วยเหลือภัยพิบัติจากมนุษย์ต่างดาว  ร่วมกับ ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน  ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ วันที่ 29 ตุลาคม 2554 ที่จะถึงนั้น  จะนำหนังสือ  ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน  ไปแจกแก่สมาชิกทุกท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ค่ะ.




แจ้งเพื่อทราบ

หากท่านที่สนใจ  มีความประสงค์จะนำหนังสือธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน  ไปแจกให้กับเพื่อนสนิท ญาติมิตรหรือผู้ที่สนใจธรรมะ    ขอให้ท่านติดต่อสอบถามโดยตรงไปที่คุณกุ้ง(แมวน้อย)  

ว่ายังมีเหลืออยู่หรือไม่ ? จากจำนวนของผู้ที่ได้สั่งจองไว้แล้ว 
เพราะคุณกุ้ง(แมวน้อย)  ท่านทำหน้าที่รวบรวมผู้ที่ได้แจ้งความประสงค์พิมพ์หนังสือเล่มนี้ 

ทางกลุ่มประสานงานฯ  ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะพิมพ์เพื่อจำหน่าย   แต่หากมีหนังสือเหลือจากจำนวนของผู้่ที่สั่งจองไว้แล้ว  ท่านสามารถติดต่อขอรับหนังสือได้ในราคาโรงพิมพ์ คือเล่มละ 25.- บาท เท่านั้น

โดยขอให้ท่านติดต่อสอบถามไปที่คุณกุ้ง (แมวน้อย) ได้โดยตรงค่ะ


ต้องขอขอบคุณ  คุณกุ้ง(แมวน้อย)เป็นอย่างสูง  ที่ได้ดำเนินการรวบรวม  และประสานงานกับทุกฝ่ายอย่างดียิ่ง  จนการจัดทำหนังสือ ธรรมะเพื่อการละวางอัตตาตัวตน เล่มนี้  สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ขอบคุณค่ะ



http://ufokaokala.com/index.php?topic=4621.0